เพราะโลกของเราขาดผู้นำที่เชื่อมั่นได้ ประชาชนก็ไม่เชื่อใจกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/617965

วันที่ 17 มี.ค. 2563 เวลา 19:50 น.

เพราะโลกของเราขาดผู้นำที่เชื่อมั่นได้ ประชาชนก็ไม่เชื่อใจกัน

บทพิสูจน์ภาวะผู้นำไม่เฉพาะในไทยแต่รวมถึงทั่วโลก และบทพิสูจน์ความเป็นพลเมืองในเวลาที่ผู้นำต้องการความร่วมมือ

ยูวาล โนอา ฮารารี ผู้เขียนหนังสือ “เซเปียนส์: ประวัติย่อมนุษยชาติ” (Sapiens: A Brief History of Humankind) เขียนบทความล่าสุดในเว็บไซต์ของนิตยสาร Time เรื่อง “ในสมรภูมิต่อสู้กับโคโรนาไวรัส มนุษยชาติขาดความเป็นผู้นำ”

แม้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความจะสาวไปถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติกับการระบาดใหญ่ (ในทำนองเดียวกับที่เขาเขียนในหนังสือ) แต่หัวเรื่องของบทความนี้บอกทัศนะของเขาอย่างชัดเจนแล้วว่าโลกของเราตอนนี้มีปัญหาเรื่องผู้นำอย่างมาก

เขาบอกว่า “ทุกวันนี้มนุษยชาติกำลังเผชิญกับวิกฤตที่สาหัสมากไม่เฉพาะแต่โคโรนาไวรัสเท่านั้น แต่ยังมาจากความไม่เชื่อกันระหว่างมุนษย์ด้วย การที่จะเอาชนะการระบาดได้ ประชาชนจะต้องเชื่อมั่นในผู้เชี่ยวชาญ พลเมืองจะต้องเชื่อใจในผู้บริหารบ้านเมือง และประเทศต่างๆ จะต้องเชื่อใจกันและกัน”

เมื่อเราลองนึกตามสิ่งที่ฮารารีเขียนไว้เราจะเห็นการพังทลายของความเชื่อมั่นเป็นโดมิโน่ เมื่อระดับพื้นที่สุดคือประชาชนไม่เชื่อใจแม้กระทั่งหมอ แล้วจะให้เชื่อใจผู้นำประเทศได้อย่างไร เพราะผู้นำประเทศก็ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญการแพทย์

เมื่อผู้นำประเทศเกิดความลังเลเพราะออกนโยบายอะไรมาประชาชนก็ไม่เชื่อ ทำให้ประเทศขาดเข็มทิศที่ชัดเจน เมื่อไม่มีเข็มทิศที่ชัดเจนก็ลังเลที่จะร่วมมือกับประเทศอื่น เพราะตัวเองก็ยังสับสน

ในอีกด้านหนึ่ง แต่ละประเทศมี “อีโก้สูง” เกินกว่าจะร่วมมือกัน แม้แต่จะยอมเรียนรู้บทเรียนจากประเทศอื่นก็ยังไม่ยอม เช่น ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างสหรัฐกับจีน ทำให้แทนที่สหรัฐจะเรียนรู้การควบคุมโรคจากจีน กลับมาทะเลาะกันเรื่องชื่อไวรัส (ทรัมป์เรียกว่าไวรัสจีน) และโยนบาปกันไปมาว่าอีกฝ่ายคือต้นกำเนิดของไวรัส (จีนโทษว่าตัวการไวรัสมาจากสหรัฐ)

เราจะเห็นสื่อตะวันตกแสดงความชื่นชมไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกงที่คุมโรคได้ดี แต่ไม่เอ่ยถึงจีนทั้งๆ ที่จีนลดการระบาดได้อย่างมาก

กระนั้นก็ตาม เอียน จอห์นสัน (Ian Johnson) นักเขียนของ The New York Times ยังโวยว่าจีนอุตส่าห์ซื้อเวลาให้โลกตะวันตกแล้ว แต่โลกตะวันตกเลินเล่อจนน่าตกใจ ผลก็คือระบาดกันใหญ่โต (ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกเพราะแต่ไหนแต่ไรมา The New York Times ไม่ค่อยเป็นมิตรกับจีน)

เอียน จอห์นสัน เขียนไว้ว่า “มันเป็นเรื่องโง่เขลาที่จะเชื่อว่าการตัดสินใจของจีนอิงกับการปกครองโดยเผด็จการ เราไม่จำเป็นต้องแก้ต่างมาตรการของจีนไปเสียทุกอย่างโดยอ้างเหตุผลด้านการแพทย์ เรื่องนี้จะเป็นประเด็นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ไปถกเถียงกันในอีกหลายปีข้างหน้า แต่สิ่งที่ควรค่าแก่การยอมรับก็คือไม่ใช่ว่ามาตรการทุกอย่างที่จีนใช้เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ และนโยบายบางอย่างของจีนเกิดจากความกังวลอย่างจริงจังต่อประโยชน์สุขของสาธารณะและดำเนินการโดยข้าราชการที่มีประสิทธิภาพสูง

แต่เรื่องนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่า ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันทำให้โลกตะวันตกคงคิดว่าไม่เหมาะที่จะเลียนแบบโมเดลการควบคุมโรคของจีนกระมัง และไต้หวันดูเหมือนจะเป็นแบบอย่างที่ดีของประเทศประชาธิปไตยที่ควบคุมโรคได้โดยไม่บั่นทอนเสรีภาพประชาชนมากนัก

นี่คือความเชื่อมั่นต่อกันและกันที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง แทนที่ชาวโลกจะร่วมมือกัน เรียนรู้กันและกัน และเห็นอกเห็นใจ กลายมาเป็นตั้งแง่ใส่ เหยียดหยาม และหาเรื่องชวนตีทั้งในระดับชาติและระดับโลก

โลกของเราจึงน่าเวทนาที่สุด เพราะขาดทั้งความสามัคคีและผู้นำประเทศที่น่าเลื่อมใสพอที่จะรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียว และขาดผู้นำโลกที่พอจะเป็นความหวังได้

บางคนอาจจะบอกว่า สีจิ้นผิงดูเหมือนจะเป็นผู้นำที่จัดการการรระบาดได้เด็ดขาดดี แต่ที่จริงแล้วสีจิ้นผิงถูกตำหนิอย่างมากในประเทศจีนเรื่องความล่าช้าของรัฐบาลกลางและความไม่โปร่งใส เพียงแต่เสียงตำหนิเหล่านั้นถูกลบไปจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก และบางคนที่ตำหนิสีจิ้นผิง “ถูกอุ้มหาย” ไปด้วยซ้ำ

ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ขาดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นผู้นำสหรัฐที่ขาดบารมีที่สุดในรอบหลายสิบปี สิ่งที่เขาพูดออกมานอกจากจะไม่เคลียร์แล้ว ยังทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีกดังจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นตอบรับด้วยการติดลบเพราะไม่เชื่อมั่นในตัวเขา

ทรัมป์ดู “ชิล” กับการระบาดใหญ่มากเกินไป ผู้นำสหรัฐที่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อนก็เช่น วูดโรว์ วิลสัน ในปี 1918 ที่ไม่เคยเอ่ยถึงอะไรเกี่ยวกับไข้ใหญ่สเปนเลย แม้ว่าโรคนี้จะฆ่าคนอเมริกันไปหลายล้านคนก็ตาม

แต่ในอดีตมีผู้นำสหรัฐบางคนที่ว่องไวกับการระบาดด้วยการแก้ไขสถานการณ์ได้เร็วเหลือเชื่อ ทำให้ประเทศรอดพ้นจากหายนะเหมือนปี 1918 ได้ทันการณ์ และแน่นอนผู้นำแบบนี้ว่าช่วยให้โลกของเราปลอดภัยด้วย

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา หากโลกของเราเผชิญกับวิกฤตร่วมกัน อย่างน้อยจะยังมีผู้นำสหรัฐที่พูดอะไรออกมาให้ชาวโลกคลายความกังวลลงได้ ผู้นำสหรัฐเกือบทุกคนมีอาวุธสำคัญอยู่ที่วาทะศิลป์ที่กระชับ ปลุกเร้า และ Quotable คือเป็นคำคมที่คนจำได้และนำไปใช้เป็นเสมือนเข็มทิศได้

แม้ว่าผู้นำคนนั้นจะไม่เก่งกาจอะไรสักอย่างเลยก็ตาม แต่เขาควรที่จะรู้ว่าจะใช้คนที่เก่งในสาขานั้นๆ อย่างไร และรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร รู้จักปลอบขวัญผู้ตามแต่ก็ไม่หลอกลวงพวกเขา

ตอนที่สหรัฐเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปี 1933 ประธานาธิบแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ กล่าววาทะอันยิ่งใหญ่ว่า “สิ่งเดียวที่เรากลัวก็คือความกลัวเท่านั้น”

เขาพูดออกมาโดยไม่ต้องมีหลักวิทยาศาสตร์อ้างอิงอะไร แต่มันทำให้คนหายตื่นตระหนกจากวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อคนหยุดกลัวก็จะมีเวลาตั้งสติแล้วรู้ว่าควรทำอะไรต่อไป

หันมองรอบกายแล้วเราไม่พบผู้นำแบบที่พูดออกมาแล้วคนหายกลัวเลย กลับจะยังตื่นตระหนกกันเข้าไปใหญ่

ผู้นำอาจจะท้วงว่าสถานการณ์ตอนนี้มันน่าวิตกแล้วจะให้ประชาชนมองโลกได้แง่ดีได้อย่างไร?

แต่มันมีศิลปะแห่งการปลุกเร้าโดยไม่ต้องโกหก แต่มองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริง ผสมผสานการเตือนให้ประชาชนพร้อมรับวิกฤตการณ์ไปพร้อมๆ กับให้ความหวังกับพวกเขา

เช่นในสุนทรพจน์เดียวกันของรูสเวลท์ที่มีขึ้นในวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีวันที่ 4 มีนาคม 1933 เขายังบอกให้ประชาชนที่ตกงานเพราะเศรษฐกิจถดถอยยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง และต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแบบทำมากได้น้อย เขาบอกว่า “มีแต่การมองโลกในแง่ดีอย่างโง่เขลาเท่านั้นที่จะไม่ยอมรับความจริงอันมืดมนในขณะนี้”

รูสเวลท์บอกว่า “จงอย่ากลัวโดยไร้เหตุผล” เพื่อหยุดความตื่นตระหนกและตั้งสติก่อน เมื่อผู้ฟังตั้งสติได้แล้วเขาจึงบอกว่า “ไม่กลัวก็ดี แต่อย่ามองโลกในแง่ดีเกินไป” เพื่อดึงไม่ให้หวังสูงเกินไปจนประมาท จากนั้นเมื่อผู้ฟังเข้าสู่ภาวะของความมีเหตุมีผลเขาจึงปลุกเร้าด้วยแนวทางที่ชัดเจน ในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์เขาบอกว่า

“หากผมเดาอารมณ์ของประชาชนของเราได้ถูกต้อง เราเพิ่งจะรู้ว่าเราไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าเราจต่างพึ่งพากันและกัน ว่าเราไม่อาจเอาแต่ได้แต่ต้องแบ่งปันด้วย ว่าถ้าเราต้องการจะมุ่งไปข้างหน้า เราจะต้องมุ่งหน้าไปเหมือนทหารที่จงรักภักดีที่ผ่านการฝึก พร้อมที่จะเสียสละเพื่อความประโยชน์แห่งวินัยส่วนรวม เพราะหากไม่มีวินัยแล้วจะไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้ และจะไม่มีผู้นำคนใดที่จะมีประสิทธิภาพได้ ผมรู้ว่าพวกเนาพร้อมและเตรียมใจที่จะมอบชีวิตและทรัพย์สินของเราเพื่อความมีระเบียบวินัย เพราะการทำเช่นนั้นจะช่วยให้มีผู้นำที่สร้างประโยชน์ให้คนหมู่มากเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอเสนอให้พวกเราผนึกกำลังด้วยเจตนารมณ์อันมั่นคงด้วยความสามัคคีในหน้าที่เสมือนที่มีอยู่ในภาวะสงคราม”

“ด้วยเจตนารมณ์นี้ ผมไม่ลังเลที่จะรับหน้าที่ผู้นำของกองทัพอันยิ่งใหญ่ของประชาชนเราที่อุทิศตนเพื่อโจมตีปัญหาร่วมกันของเราด้วยความมีวินัย”

รูสเวลท์ไม่ดีแต่พูด แต่เขานำพาสหรัฐ (และโลก) ฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มาได้ และในอีกหลายปีต่อมารูสเวลท์ที่ต้องนั่งรถเข็นเพราะสุขภาพย่ำแย่ ยังนำพาสหรัฐและสัมพันธมิตรต่อสู้กับฝ่ายอักษะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

ในช่วงเวลาที่เราทำสงครามกับไวรัส โลกควรได้ผู้นำแบบนี้สักคนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีสักคนที่พึ่งพาได้ อย่าว่าแต่ผู้นำโลกเลย แม้แต่ผู้นำประเทศก็ยังทำให้เราอุ่นใจไม่ได้

แม้แต่รูสเวลท์ยังต้องปลุกเร้าให้ประชาชนเห็นประโยชน์ร่วมกัน

แต่บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะต่อว่า ผู้เขียนต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ประชาชนเปลี่ยนความกลัวเป็นความมีสติ มองสถานการณ์ด้วยความเป็นจริงไม่ใช่เชื่อเสียงร่ำลือ เมื่อเราอิงกับข้อเท็จจริงเราจะรู้ว่าควรจะเรียกร้องผู้นำอย่างไร

และผู้นำควรจะปลุกเร้าประชาชนให้บุกบั่นฟันฝ่าอุปสรรคอย่างไร เพราะในเวลานี้เราต้องผู้นำที่ให้ความหวังกับประชาชน (Inspirational) พอๆ กับผู้นำที่มองสถานการณ์ด้วยความไม่ประมาท

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Leave a comment