#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
“เจิมศักดิ์”ซัด ส.ว.ชุดปัจจุบันยิ่งกว่า”สภาผัวเมีย” “คสช” เลือกเองหมด

“เจิมศักดิ์”ซัด ส.ว.ชุดปัจจุบันยิ่งกว่า”สภาผัวเมีย” เพราะ”คสช” เลือกเองหมด ขัดหลักการอำนาจมากต้องยึดโยงประชาชน
เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน “เวทีแสวงหาฉันทามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทย” โดยเพจ New Consensus Thailand”จัดขึ้นในหัวข้อ “ส.ว.ไทย อย่างไรดี ?” ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว. ที่เข้าร่วมเสวนากล่าวตอนหนึ่งว่า หากถามว่า ส.ว. มีไว้ทำไม ต้องเริ่มจากการมีรัฐสภา ซึ่งแยกอำนาจออกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือฝ่ายควบคุมและตรวจสอบฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่ในการออกกฎหมายให้รัฐบาลว่าทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ เท่านั้นไม่พอ ต้องคอยตรวจสอบว่าที่รัฐบาลทำไปนั้นถูกหรือไม่ เช่น การตั้งกระทู้ถาม ตั้งญัตติ การรักษาให้กระบวนการเป็นไปตามกฎหมาย ระบบรัฐสภาแบ่งเป็น 2 แบบ หนึ่งคือสภาเดียว มีผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. เป็นตัวแทนของประชาชนเลือกขึ้นมาตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ส่วนอีกแบบคือ สองสภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรและสภาสูง อย่างอังกฤษเรียก House of Lords หรือวุฒิสภา
“ถามว่าจำเป็นต้องมีวุฒิสภาหรือไม่ ตอบว่าไม่ค่อยยึดว่าจำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้ามีต้องออกแบบให้ได้ประโยชน์จริงๆไม่งั้นไม่มีดีกว่า ประโยชน์จริงๆ ที่ว่าก็คือ ส.ว. ควรเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ มีประสบการณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญจากในหลายด้านมารวมกันเพื่อติติงท้วงติงหากไม่เห็นด้วยกับ ส.ส. แต่ต้องออกแบบหน้าที่กับที่มาให้สอดคล้องกัน ถ้าไม่สอดคล้องไม่มีดีกว่า และหลักการก็คือ ที่มาของ ส.ว.ต้องสัมพันธ์กับประชาชน หากมากก็ให้มีอำนาจได้มากขึ้น แต่ถ้าสัมพันธ์กับประชาชนน้อยก็ต้องมีอำนาจน้อยลงไปเรื่อยๆ หลักการนี้ต้องยึดไว้จึงจะคุยกันได้ การยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดก็คือ การเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้ออกแบบการเลือกตั้งเป็นรายจังหวัด ซึ่งไม่ค่อยต่างจาก ส.ส.นัก แต่ตอนที่ตนตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. กรุงเทพมหานคร ครั้งนั้นก็ตื่นเต้นเพราะคิดว่ายึดโยงประชาชนแล้ว ซึ่ง ส.ว.ชุดนั้นมีวาระ 6 ปี ยอมรับว่าปีแรกค่อนข้างดี มีความเป็นอิสระจากพรรคการเมือง เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีไว้ท้วงติงตามเจตนาที่ตั้งไว้ อำนาจ ส.ว.ชุดนี้มีมากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่ทำแค่การกลั่นกรองกฎหมายเพราะยึดโยงประชาชน จึงมีอำนาจไปถึงการที่สามารถถอดถอนรัฐมนตรีและองค์กรอิสระ รวมทั้งเลือกสรรองค์กรอิสระได้”
“ในที่สุด ส.ว.ชุดนั้นก็ไม่ต่างจากสภาผู้แทนราษฎร จึงต้องบอกว่าโมเดลการเลือกตั้ง ถ้าเลือกเชิงพื้นที่จะไม่ต่างจาก ส.ส. ตอนนี้ ส.ว. มีวาระ 5 ปี คิดรวมๆต้องใช้งบประมาณเกือบหมื่นล้าน เพราะนอกจากเงินเดือนก็ต้องมีผู้ช่วย ผู้ติดตาม เจ้าหน้าที่สภามาทำตรงนี้ ถ้า ส.ว.ไม่ต่างจาก ส.ส. มีสภาเดียวประหยัดเงินไปหมื่นล้านไม่ดีกว่าหรือ แต่ถ้าเลือกว่ามีก็ต้องออกแบบว่าจะให้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไรและแตกต่างไป คิดว่าน่าจะให้เลือกโดยอาชีพ สมมติมีสัก 40 ล้านที่ออกเสียงได้ คนหนึ่งอาจจะมีหลายอาชีพ แต่ให้เลือกมาหนึ่ง สมมติมีสักสิบกลุ่มอาชีพ แต่ละกลุ่มอาชีพให้เลือกทั้งประเทศตามกลุ่ม พอเป็นทั้งประเทศ การซื้อเสียงจะยาก กลุ่มไหนมีคนลงทะเบียนเยอะก็จะมีสัดส่วนมากกว่า ส.ว.ก็จะต่างจาก ส.ส. เพราะที่มาคนละแบบ ส่วนจะให้มีอำนาจมากแค่ไหนก็ว่ากันไป แต่อำนาจต้องสอดคล้องกับที่มา” นายเจิมศักดิ์ กล่าว
เจิมศักดิ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งคือ ยอมประนอมอำนาจบ้าง แม้เราอยากเห็นอำนาจอยู่กับประชาชน แต่ต้องยอมรับความจริงว่า มันมีอำนาจอื่นจากหลายสถาบันที่ไม่ใช่ประชาชนด้วย หากออกแบบให้ผสมผสานระหว่างหลายอำนาจมาอยู่ตรงนี้ด้วยก็ได้ แต่ต้องลดอำนาจวุฒิสภาให้น้อยลงเพราะเขาไม่ได้ยึดโยงประชาชนชนทั้งหมด ถ้าสองสภาขัดแย้งต้องยึดสภาผู้แทนเป็นหลัก แนวคิดนี้คือรับอิทธิพลมาจาก House of Lords แบบอังกฤษ วุฒิสภาจะไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีดีที่สุดต้องยึดโยงประชาชน ตัวแทนกลุ่มอาชีพอาจจะดีกว่าชุดปี 43-49 ที่ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งก็ได้
เมื่อถามถึง ส.ว.ชุดปัจจุบัน เจิมศักดิ์ ตอบทันควันว่า ไม่ได้ยึดโยงกับใครทั้งสิ้น ยึดโยงกับ คสช.อย่างเดียว จึงขัดกับหลักการและกลับหัวกลับหางจากแนวทางที่มากับอำนาจอย่างสิ้นเชิง ชุดนี้มาจาก คสช. แต่มีลูกเล่นในกฎหมายในบทเฉพาะกาล หากไม่ลงรายละเอียดพูดแบบหยาบๆก็คือ คสช. เลือกทั้งหมด ก็ขัดหลักการว่า อะไรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนควรให้อำนาจน้อย แต่อันนี้ไม่ยึดโยงประชาชนเลยแต่กลับให้อำนาจมาก มากถึงกับสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ มันกลับหัวกลับหางกันหมด อันนี้ยิ่งกว่าสภาผัวเมีย