#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้

1 ปี นายกประยุทธ์ ยังเอาชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้ โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์
เมื่อครั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ ในปี 2557 คะแนนนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์สูงมาก โดยในสองปีแรกที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจพบว่า กลุ่มที่บอกว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วมากกว่า 80 % ซึ่งเป็นผลมาจากความสามารถของนายกประยุทธ์ในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ที่ทำให้ประเทศเริ่มมีความสงบ เศรษฐกิจเดินหน้าได้แม้ว่าจะไปแบบช้า ๆ ก็ตาม
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ภาวะวิกฤติจางหายลง และเข้าสู่ภาวะปกติ ดูเหมือนว่านายกประยุทธ์เริ่มจับทางไม่ถูกในการบริหารประเทศในภาวะปกติ ทำให้คะแนนนิยมดิ่งเหวลงมาเรื่อย ๆ โดยผลโพลของนิด้าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 6 เดือนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกประยุทธ์ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่าผลที่ได้ต่ำมาก โดยกลุ่มที่บอกว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วเหลือเพียง 39.05 %และถูกซ้ำเติมด้วยการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1 ในปลายเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งนายกประยุทธ์ก็พ่ายแพ้ให้กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าอดีตพรรคอนาคตใหม่ โดยประชาชนที่หนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีมีเพียง ร้อยละ 23.74 ในขณะที่นายธนาธรได้คะแนนนิยมที่ ร้อยละ 31.42 โดยกลุ่มที่ไม่สนับสนุนนายกประยุทธ์ส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 35 ปี กลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มคนทำงานบริษัทเอกชน
คะแนนนิยมที่ลดลงของพลเอกประยุทธ์ ในปลายปี 2562 ประกอบกับกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านพลเอกประยุทธ์ในรูปแบบของคนรุ่นใหม่ เช่น “วิ่งไล่ลุง” หรือ “แฟรชม๊อบ” ในช่วงต้นปี 2563 ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่านายกประยุทธ์คงไปไม่รอดแน่ และคาดว่าไม่เกินเมษายน 2563 คนรุ่นใหม่จะได้ good bye ลุงตู่สะที แต่การระบาดอย่างไม่คาดคิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ต่อเนื่องมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน ทำให้กิจกรรมทางการเมืองต่อต้านนายกประยุทธ์ต้องหยุดลง ประเทศเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกรอบจนต้องประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ที่พลเอกประยุทธ์ได้แสดงฝีมือในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติอีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดีมากจนหลายประเทศและองค์กรด้านสาธารณสุขจำนวนมากต่างก็ชื่นชมในความสำเร็จของประเทศไทยด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยแปลกใจที่ ผลการสำรวจของนิด้าโพล เรื่อง “1 ปี นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”ซึ่งเผยแพร่ไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563 จะพบว่าคะแนนนิยมของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้นทุกด้านเมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อหกเดือนก่อน โดยจะขอนำผลโพลเฉพาะข้อแรกพร้อมข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญมานำเสนอในบทความนี้ แต่หากใครต้องการดูผลโพลฉบับเต็ม ที่มี สองข้อใหญ่และห้าข้อย่อย (แต่ไม่มีข้อมูลเชิงลึก) ให้ดูได้จาก website ของนิด้าโพล http:// http://nidapoll.nida.ac.th
นิด้าโพลถามถึง ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ร้อยละ 15.92 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก เพราะ มุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ พูดจริงทำจริง ชัดเจน มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจ ตั้งใจจริง และพร้อมจะช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยขึ้นร้อยละ 35.60 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯได้ค่อนข้างดี เพราะ บริหารจัดการโรคโควิด-19ได้ค่อนข้างดี แก้ปัญหาความไม่สงบได้ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำงานดี ไม่วุ่นวาย ดูแลจัดการบ้านเมืองได้ดี ร้อยละ 27.44 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ค่อยดี เพราะ การทำงานยังมีจุดบกพร่อง ยังแก้ไขไม่ตรงจุด การบริหารงานการตัดสินใจทำได้ไม่ดี มีความล่าช้า แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร ประชาชนยังเดือดร้อน ร้อยละ 20.48 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ไม่ดีเลย เพราะ การบริหารงานประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ บริหารประเทศไม่ดีทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ได้ใส่ใจประชาชนเท่าที่ควร และร้อยละ 0.56 ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 6 เดือน นายกประยุทธ์ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พบว่า ผู้ที่ระบุว่าทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี รวมกันแล้วมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 39.05 % เป็น 51.52 % ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 12.47 % ในขณะที่กลุ่มที่บอกว่าทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี มีสัดส่วนลดลงจาก 59.7 % เป็น 47.92 % และเมื่อแตกดูข้อมูลเชิงลึกในลักษณะประชากรก็พบประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น
ประเด็นแรก คนส่วนใหญ่ของทุกภูมิภาคเลือกที่จะบอกว่านายกประยุทธ์ทำงานในตำแหน่งได้ค่อนข้างดี และเมื่อรวมสัดส่วนผู้ที่เห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีเข้าด้วยกัน และนำมาเปรียบเทียบในแต่ละภาค พบว่า คนภาคใต้คือกลุ่มที่พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์มากที่สุดรวมกันถึง 69.59 %ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนถึง 32.60 %
เหตุผลที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมากในภาคใต้อาจจะเกิดจากนโยบายการประกันรายได้ชาวสวนยางและสวนปาล์ม หรืออาจจะเกิดจากความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากเกิดจากเหตุผลข้อแรกเป็นส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้กำลังกลับมาทวงบัลลั่งคืนเนื่องจากทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าเกิดจากเหตุผลข้อสอง พรรคประชาธิปัตย์ “สยองแน่ ๆ” เพราะหากก่อความวุ่นวายในรัฐบาลผสมของลุงตู่ หรือ ไม่ชูลุงตู่นำในการหาเสียง คนใต้อาจไม่พอใจและอาจจะส่งผลต่อคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็เป็นได้
อีกภาคหนึ่งที่คะแนนนิยมพลเอกประยุทธ์เพิ่มขึ้นมากคือ กรุงเทพมหานคร โดยสัดส่วนของผู้บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีรวมกันแล้วอยู่ที่ 51.78 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนถึง 16.99 %ในขณะที่ผู้ที่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดีรวมกันอยู่ที่ 47.32 %ซึ่งการที่ผลการสำรวจเป็นไปในทางพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ คาดว่าน่าจะเกิดจากสมรรถนะของรัฐบาลในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการประกาศเคอร์ฟิวที่ทำให้ปัญหาอาชญากรรมและอุบัติเหตุในกรุงเทพลดลง ในขณะที่ภาคอื่น ๆ ก็มีสัดส่วนการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาคกลางเพิ่มขึ้น 6.14 % ภาคเหนือเพิ่มขึ้น 9.19 % ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้น 9.18 %
อย่างไรก็ตามในภาคกลางและภาคเหนือพบว่าผู้ที่มองว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี มีสัดส่วนน้อยกว่า ผู้ที่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี แต่ก็ใกล้เคียงกันมาก โดยในภาคกลางอยู่ที 46.29 % และ53.40 % ในภาคเหนืออยู่ที่ 48.92 % และ50.21 % ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือยิ่งน่าสนใจใหญ่เพราะสัดส่วนทั้งสองฝั่ง เรียกได้ว่าแทบจะเท่ากันอยู่ที่ 49.51 % และ 49.75 %
ประเด็นที่สองด้านอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งพอใจการทำงานของพลเอกประยุทธ์ โดยกลุ่มที่ส่วนใหญ่บอกว่าพลเอกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี คือ กลุ่มผู้ที่มีอายุ 46 – 59 ปี (57.63 %) และกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี (65.76 %) ใขขณะที่กลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 46 ปีกลับมองไปในทางตรงข้าม คือเห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี อย่างเช่น กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี (71.43 %) กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปี (62.08%) และ กลุ่มผู้ที่มีอายุระหว่าง 36 – 45 ปี (55.02 %) ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ social media โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเยาวชน ที่อายุประมาณ 18 – 25 ปี เป็นวัยที่ค่อนข้างจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากวัยอื่น ๆ อย่างมาก เป็นวัยที่ชื่นชอบอิสระเสรีภาพ และส่วนใหญ่ชอบคิดและทำตามกระแสของคนวัยเดียวกัน โดยในกลุ่มนี้มีผู้พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์เพียง 28.57 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากหกเดือนก่อนเพียง 4.25 %และนั้นอาจหมายถึงว่าหกเดือนที่ผ่านมา รวมถึงช่วงของการแพร่ระบาดอย่างหนักของไวรัสโควิด-19 นายกประยุทธ์ไม่สามารถครองใจเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักท่องsocial media เหล่านี้ได้เลย อย่างไรก็ตาม หากมองในทางบวก อย่างน้อยที่สุดทุกกลุ่มก็พอใจในการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มอายุ 46 – 59 ปี คือกลุ่มที่เปลี่ยนใจมาพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหกเดือนก่อนโดยเพิ่มขึ้นถึง 18.06 %
ประเด็นที่สามด้านระดับการศึกษาของประชาชน พบว่า ทุกกลุ่มระดับการศึกษามีความพอใจในการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้น โดยกลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีคือผู้ที่เปลี่ยนใจจากหกเดือนก่อนมากที่สุดคือ พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ จาก 34.62 % เป็น 62.5 % (เพิ่มขึ้น 27.88 %) รองลงมาคือผู้จบระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า จาก 30.3 % เป็น 56.72 % (เพิ่มขึ้น 26.42 %) ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งคาดว่าน่าจะมาจากผู้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ระยะเวลาสามเดือน ในขณะที่ผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาคือกลุ่มคนที่พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์สูงสุด อยู่ที่ 63.16 % แต่ถ้าถามว่าผู้คนที่มีการศึกษาระดับใดที่ส่วนใหญ่มองการทำงานของนายกประยุทธ์ว่าไม่ดีเลยหรือไม่ค่อยดี คำตอบคือผู้ที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (55.25 %) และผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี (57.94 %)
ประเด็นที่สี่ด้านอาชีพ พบว่าทุกกลุ่มอาชีพพอใจการทำงานของนายกเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับหกเดือนก่อน โดยกลุ่มที่พอใจเพิ่มขึ้นมากสุดคือกลุ่ม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐวิสาหกิจ จาก ร้อยละ 42.01 เป็น ร้อยละ 61.61 (เพิ่มขึ้น 19.6 %) ในขณะที่กลุ่มที่พอใจเพิ่มขึ้นน้อยสุด (หรือจะเรียกว่าไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้) คือกลุ่มพนักงานเอกชน จาก 31.67 % เป็น 32.68 % ซึ่งกลุ่มที่มีความคิดเห็นคล้ายกับพนักงานเอกชน ที่ส่วนใหญ่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดีคือ กลุ่ม เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระ (53.16 %) และกลุ่มนักเรียน นักศึกษา (72.22 %) สำหรับกลุ่มที่ส่วนใหญ่บอกว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดีคือ กลุ่มพ่อบ้าน-แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ หรือว่างงาน (64.84 %) กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ รับวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกรและประมง (58.42 %) และกลุ่มรับจ้างทั่วไป (52.12 %)
ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือด้านระดับของรายได้ พบว่า โดยทุกกลุ่มรายได้มีความพอใจเพิ่มขึ้นต่อการทำงานของนายกประยุทธ์ โดยกลุ่มที่เห็นว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ดีมากและค่อนข้างดี คือกลุ่ม ผู้ไม่มีรายได้ (58.85 %) และกลุ่มผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน (58.82 %) และทั้งสองกลุ่มนี้คือแฟนพันธ์แท้นายกประยุทธ์ตั้งแต่มีโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนกลุ่มที่เหลือส่วนใหญ่มองว่านายกประยุทธ์ทำงานได้ไม่ดีเลยและไม่ค่อยดี โดยกลุ่มผู้มีรายได้ 10,001 – 20,000 บาทต่อเดือนคือกลุ่มที่ไม่พอใจพลเอกประยุทธ์สูงสุด (57.69 %) ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะเป็นลูกจ้างรายวันที่อยู่ได้ด้วยค่าโอที พ่อค้า-แม่ค้ารายย่อยที่ไม่มีตลาดนัดให้ขายในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พนักงานบริษัทเอกชนระดับปฏิบัติการที่อยู่ได้ด้วยค่า commission หรือค่านายหน้าและโบนัสประจำปี เป็นต้น
จากการศึกษาอย่างคร่าว ๆ ข้างต้น อาจจะสามารถแบ่งเป็นสามกลุ่มคนที่มีทัศนคติต่อการทำงานของพลเอกประยุทธ์ในรอบ 1 ปี ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลุ่มแรกคือกลุ่มที่เอนไปอย่างมากในทางพอใจการทำงานของนายกประยุทธ์ คือกลุ่มคนใต้ กลุ่มผู้มีอายุ 46 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นแฟนพันธ์แท้ของนายกประยุทธ์ ผู้ที่มีการศึกษาไม่เกินระดับประถมศึกษาและผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี กลุ่มพ่อบ้าน-แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และรัฐวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกรและประมง และกลุ่มผู้ไม่มีรายได้และมีรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน
กลุ่มที่สองคือผู้ที่มีแนวโน้มอย่างแรงในการไม่พอใจ (อาจรวมถึงต่อต้านด้วย) ในการทำงานของนายกประยุทธ์ คือกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี และรวมถึงกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 26 – 35 ปีด้วย ถัดมาคือกลุ่มผู้มีการศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มพนักงานเอกชน กลุ่มนักเรียนนักศึกษา และกลุ่มผู้มีรายได้ระหว่าง 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือน
ส่วนกลุ่มที่สามคือที่เหลือทั้งหมดที่สัดส่วนความแตกต่างระหว่างพอใจและไม่พอใจ ไม่ได้ห่างกันมากมายนักและพร้อมที่จะแกว่งตัวไปมาได้ตลอด โดยเฉพาะการเคลื่อนระหว่าง การมองว่าทำงานได้ค่อนข้างดีและทำงานได้ไม่ค่อยดี
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการที่มีผู้พอใจการทำงานของนายกประยุทธ์เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่น่าจะมาจากสาเหตุในเรื่องสมรรถนะในการบริหารประเทศในภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่วิกฤติไวรัสโควิด-19 กำลังจะเบาลงและเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการผ่อนปรนระยะที่สี่ ที่จะทำให้สังคมเข้าสู่ชีวิตปกติมากขึ้น (แต่ new หรือ old ไม่รู้นะ) ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมาของนายกประยุทธ์ในการบริหารประเทศในภาวะปกติช่วงหกเดือนแรกของการเป็นนายก ฯ ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นแล้วว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจในการทำงานของพลเอกประยุทธ์ ฉะนั้นหากพลเอกประยุทธ์ต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป จะต้องเริ่มพิสูจน์ตนเองว่าไม่ได้เก่งแค่ในภาวะวิกฤติ แต่ในภาวะปกติก็สามารถนำพาประเทศไปได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจคือหัวใจสำคัญที่จะบอกว่า เราควรจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาต่อไปอีกหรือไม่