#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/625634

ช่วงที่ Covid-19 ระบาดทำให้บริษัทหลายแห่งทั่วโลกต้องหยุดดำเนินกิจการไปโดยปริยาย ส่งผลให้พนักงานหลายล้านคนเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง ถูกพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แต่รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปมีโครงการช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลดพนักงานในช่วงวิกฤตนี้
เยอรมนีผุดโครงการทำงานระยะสั้น
โครงการนี้มีชื่อว่า Kurzarbeit หรือ short-time working ที่แปลว่า การทำงานระยะสั้น ที่อนุญาตให้นายจ้างที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ลดชั่วโมงการทำงานของลูกจ้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ห้ามไล่พนักงานออก
ขณะที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณช่วยบริษัทเหล่านี้จ่ายเงินเดือนให้พนักงาน 60% ของเงินเดือนปกติก่อนเกิด Covid-19 และ 67% สำหรับรายที่มีบุตร เพื่อชดเชยรายได้ที่ลูกจ้างขาดหายไป
วิธีนี้ถือเป็นการช่วยทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และเศรษฐกิจของประเทศ ในมุมของนายจ้างคือยังสามารถรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้โดยที่ไม่ต้องแบกรับภาระมากเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจชะงัก เพราะวัฒนธรรมของธุรกิจเยอรมันมองว่าพนักงานคือการลงทุน
ส่วนลูกจ้างก็ยังมีเงินจับจ่ายใช้สอย เป็นการช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไปในตัว
รัฐบาลคาดว่าชาวเยอรมันจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ราว 2.35 ล้านคน ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 10,000 ล้านยูโร หรือ 353,421 ล้านบาท ทว่าก็ไม่ใช่ภาระหนักของรัฐบาล เนื่องจากได้กันเงินส่วนนี้ไว้ราว 26,000 ล้านยูโร หรือ 919,014 ล้านบาท
โครงการนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดย อันเก้ เฮสเซล ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยแฮร์ที (Hertie School) ของเยอรมีเผยว่า โครงการนี้ทำให้เยอรมนีฟื้นตัวจากวิกฤตปี 2009 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น
ในขณะนั้นเศรษฐกิจเยอรมันหดตัวถึง 5% โดยมีแรงงานตกงานราว 1.1 ล้านคน แต่ภายในช่วงสิ้นปีของปีเดียวกันหลังจากรัฐบาลนำโครงการ Kurzarbeit เข้ามาแก้ปัญหา ตัวเลขชาวเยอรมนันว่างงานอยู่ที่ 7.6% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขของปี 2008
ชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้ช่วยแก้ปัญหาคนตกงานได้ส่วนหนึ่ง
เดนมาร์กจ่ายชดเชยให้นายจ้างไม่ไล่ลูกจ้างออก
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเดนมาร์กยึดหลักว่า ต้องยอมเจ็บแล้วจบให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเสียหายหนักไปทั้งระบบ
เดนมาร์กจึงใช้วิธีแช่แข็งเศรษฐกิจไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน ด้วยการปิดทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ โรงภาพยนตร์ รวมทั้งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน และปิดพรมแดนทั้งหมด เพื่อให้การแพร่ระบาดยุติเร็วที่สุด เมื่อควบคุมเชื้อโคโรนาไวรัสได้แล้ว จึงค่อยละลายน้ำแข็งโดยที่ทุกคนยังมีงานทำเหมือนเดิม
ระหว่างที่บริษัทเอกชนถูกแช่แข็งไว้ รัฐบาลจะรับผิดชอบจ่ายเงินชดเชยเงินเดือนของพนักงาน 75% หรือราว 3,288 เหรียญสหรัฐ หรือ 103,013 บาทต่อเดือนตราบใดที่บริษัทไม่ไล่พนักงานออก
จุดมุ่งหมายของโครงการชดเชยรายได้ก็คือ รัฐบาลต้องการให้บริษัทรักษาพนักงานของตัวเองไว้ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจกลับมาเดินหน้าอีกครั้งจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นรับสมัครพนักงานกันใหม่
ความแตกต่างระหว่างโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลเยอรมนีกับเดนมาร์กก็คือ รัฐบาลเยอรมนีกับนายจ้างร่วมกันจ่ายเงินเดือนให้พนักงานมาทำงาน ส่วนรัฐบาลเดนมาร์กจ่ายเงินให้บริษัทนำไปจ่ายชดเชยให้กับพนักงานที่ต้องพักงานอยู่ที่บ้าน แต่ผลที่ได้เหมือนกันก็คือ การรักษาการจ้างงานเอาไว้
อังกฤษชดเชยเงินเดือนลูกจ้าง 80%
ด้านรัฐบาลอังกฤษก็ใช้นโยบายคล้ายกัน นั่นคือโครงการ Coronavirus Job Retention Scheme (โครงการรักษาตำแหน่งงานช่วงโคโรนาไวรัส) เพื่ออุดหนุนเงินให้ภาคธุรกิจนำมาจ่ายเงินเดือนพนักงานแทนการไล่ออกโดยเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.นี้ โดยรัฐจะจ่าย 80% ของค่าจ้างรายเดือน แต่ไม่เกินเดือนละ 2,500 ปอนด์ หรือ 99,132 บาท
โครงการจ่ายเงินอุดหนุนภาคธุรกิจเพื่อไม่ให้มีการลอยแพพนักงานในช่วงวิกฤต covid-19 ของทั้งสามประเทศข้างต้น เป็นการช่วยเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เพราะเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ บริษัทต่างๆ ก็พร้อมกลับมาเดินหน้าต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาฟื้นฟูหรือเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ทั้งยังทำให้ประเทศฟื้นตัวจากวิกฤตได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่น
อย่างไรก็ดี วิธีการนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกประเทศ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล วิธีการนี้แม้แต่เดนมาร์กเองในช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็ยังไม่มั่นใจว่าควรทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่ออุ้มธุรกิจหรือไม่ แต่เมื่อเทียบกับวิกฤต Covid-19 ที่รัฐบาลเดนมาร์กมีงบประมาณเกินดุล จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงที่จะอัดฉีดพยุงเศรษฐกิจของประเทศ