“จตุพร”เชื่อกระทิงทองหล่อ ก่อกระแสสังคมขวิด” รบ.ประยุทธ์” พังได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จตุพร”เชื่อกระทิงทองหล่อ ก่อกระแสสังคมขวิด” รบ.ประยุทธ์” พังได้

"จตุพร"เชื่อกระทิงทองหล่อ ก่อกระแสสังคมขวิด" รบ.ประยุทธ์" พังได้

27 กรกฎาคม 2563 – 17:01 น.

“จตุพร”เชื่อกระทิงทองหล่อ ก่อกระแสสังคมขวิด” รบ.ประยุทธ์” พังได้ ยกล่าสัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรเหตุการณ์เล็กๆ สร้างอารมณ์ร่วมสะเทือนลุกม็อบไล่ “ถนอม-ประภาส” พังแล้วเมื่อ 14 ตุลา 16 บี้นายกฯ เตือน รบ.อย่าปราม ปชช. รับข้อเรียกร้องไปปฏิบัติ

เมื่อ 27 ก.ค. 63 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ PEACETALK ย้ำถึงการเมืองไทยจะพังด้วยจุดเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเรื่องเล็ก โดยเปรียบเทียบประวัติศาสตร์การล่ากระทิงทุ่งใหญ่นเรศวรกลายเป็นชนวนขับไล่รัฐบาลเผด็จการทรราชถนอม กิตติขจร ต้องพังทลายลงในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 

ขณะที่ปัจจุบันเกิดกรณีทายาทธุรกิจเครื่องดื่มกระทิงแดงหลุดคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ซึ่งทำให้สังคมกังขา มีเสียงวิจารณ์กระบวนการยุติธรรม และเกิดอารมณ์สะเทือนใจระบาดออกไปอย่างกว้างขวาง 

นายจตุพร กล่าวว่า ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงรัฐบาลครั้งสำคัญในอดีตเกิดขึ้นจากเรื่องเล็กๆ ที่สะเทือนถึงอารณ์ความรู้สึกของประชาชนแล้วเป็นชนวนทำให้รัฐบาลพังลงได้ ดังนั้นกรณีไม่สั่งฟ้องคดีขับรถชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานป้องกันและปราบปราม สน.ทองหล่อ จะเกิดการระบาดทางอารมณ์ไม่พอใจอย่างรวดเร็ว แล้วจะไปสมทบเป็นกองพลังอารมณ์อันใหญ่ทวีคูณกับการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา เยาวชนปลดแอก

อีกอย่างกรณีนี้สะสมความสงสัยของคนและยังมีความไม่สบายใจมาตั้งแต่ต้น ตนเชื่อว่า ถ้าเขาแสดงความรับผิดชอบที่ดีต่อครอบครัวของดาบวิชียรแล้ว รวมทั้งเขาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย อาจเป็นการตั้งกองทุนรณรงค์เมาไม่ขับแล้วเชื่อว่าศาลจะปราณี สังคมให้อภัย เช่นดังกรณีเสี่ยแบนซ์เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

ดังนั้น เมื่อตำรวจ-อัยการไม่สั่งฟ้อง ตนจึงไม่แน่ใจว่า สุดท้ายเรื่องนี้จะลุกลามไปอย่างไร เพราะเมื่อมาถูกที่ถูกเวลากับการชุมนุม จึงเป็นเรื่องใหญ่หรืออาจจะกลัวนักศึกษามีผู้มาชุมนุมไม่มากหรืออย่างไร ตนไม่เข้าใจเลย

“ผมรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ คาดว่ากรณีทายาทกระทิงแดงเปรียบเป็นการสอบเทียบพาสชั้นให้เหตุการณ์จบเร็วที่สุด เพราะสถานการณ์ลุกลาม ไม่มีอะไรอธิบายได้ดี เข้าใจและกระชากใจ เข้าถึงอารมณ์ได้เท่ากับเรื่องนี้ และที่สำคัญมาถูกที่ถูกเวลาจริงๆ”

นายจตุพร ย้ำว่า สิ่งที่ตนวิเคราะห์นั้นการพังของรัฐบาลไม่ได้ไปด้วยเรื่องใหญ่ เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นเรื่องเล็กๆทุกครั้ง และกรณีกระทิงแดงจะมีพลานุภาพเรียกคนมาชุมนุม ซึ่งการเมืองรอบนี้คงจะอยู่ไม่ยืดยาวเสียแล้ว อีกทั้งวัฒนธรรมทางการเมืองชุมนุมเรียกร้องยังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยคนรุ่นใหม่ยุคนี้สามารถเชื่อมโยงแปลงการ์ตูนมาสื่อสารเรียกร้องทางการเมือง การยื่นเงื่อนไข 3 ข้อให้ยุบสภา-เลิกคุกคาม-ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นความต้องการที่งดงาม ชอบธรรมในการชุมนุมเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างมาก

สิ่งสำคัญแล้ววันนี้การชุมนุมจะเดินไปสู่สถานการณ์ใด โดยตนเชื่อว่าในสถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้ พวกมือที่สาม เท้าที่สี่เริ่มจะเข้าไปแทรกแซงการชุมนุมของนักเรียน-นักศึกษามากขึ้น

“ผมไม่ได้มองการเมืองชั้นเดียว และผมมีจุดยืนประชาธิปไตยชัดเจนอยู่แล้ว แม้หลายคนมาหาเศษหาเลยประกาศตัดขาดกันบ้าง ผมก็บอกว่า คุณกับผมอยู่คนละพวกตั้งนาน ไม่เคยมาเป็นพวกกันเลย ไม่ต้องมาตัด ไม่มีอะไรต้องตัดกัน ถ้าผมถือมาตรการปั่นจักรยานไปขึ้นเวที ผมว่าต้องขาดกันตั้งแต่วันนั้น”

นายจตุพร กล่าวว่า ตนพยายามไม่ถือสา แม้หลายคนวิตกกังวลการพูดทำให้คนเข้าใจผิด  แต่ตนไม่สนอะไรทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่พูดคือความปรารถนาดี ถ้าพูดเอาใจคนแล้วก็ไม่ต้องอยู่กัน เนื่องจากคนพวกนี้ไม่เคยอยู่ในสนามรบจริง แต่ชอบออกมาปากดี อวดเก่งวิพากษ์วิจารณ์เมื่อสงครามยุติแล้ว

“สิ่งสำคัญคือการยืนหยัดกับหลักการที่ยาวนานนั้น ผมถือว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เพียงแต่เราต้องการให้การต่อสู้ประสบชัยและปลอดภัย มันเป็นเรื่องใหญ่เสมอ เพราะการต่อสู้ต้องคิด แม้ท้ายที่สุดไม่สามารถยื้อได้ก็ตาม แต่เราได้ทำดีที่สุด เนื่องจากมีอารมณ์ร่วมและสะเทือนใจที่สุดในแต่ละสมรภูมิการต่อสู้ในอดีต”

ดังนั้น ตนจึงเตือนด้วยความปรารถนาดี ข้อเรียกร้องที่เป็นจุดแข็งนั้น ตนได้แสดงความคิดเห็น เพราะเวลานี้เป็นของคนหนุ่มสาว เมื่อการเรียกร้องชอบธรรมสังคมรับได้ แต่ถ้าอะไรกระทบกระเทือนจิตใจต้องขีดเส้นใต้ไว้อย่างให้เป็นปัญหา

อีกอย่าง การต่อสู้ต้องประกาศชัด บางคนบอกอย่างมักง่ายที่สุดว่า ประกาศชัดแล้วก็ตายเหมือนกัน สำหรับตนแล้วได้แต่ภาวนาว่า ต้องไม่ตายอย่างไรเพราะการต่อสู้เมื่อไปถึงจุดใดจุดหนึ่งแล้วต้องแสดงความรับผิดชอบ

“สิ่งที่เราต้องการแล้วนั้น การที่คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาจำนวนมากขนาดนี้ ถือเป็นความอัศจรรย์ เมื่อยุคสมัยแตกต่างกัน ไม่มีทางที่เหมือนกันและเรามองทุกอย่าง อย่างเข้าใจ”

รวมทั้งกล่าวว่า การทำงานการเมืองต้องไม่คิดแบบสวะ อย่าคิดหาเศษหาเลยเล็กน้อย โดยเฉพาะพวกสำเร็จความใคร่ด้วยความตายคนอื่นจึงน่าประณามที่สุด ตนจึงต้องวิจารณ์ ด่ามาด่าไป ไม่สนใจคนพวกนี้ เพราะตนต้องการให้บ้านเมืองเดินได้อย่างสุขุมคัมภีรภาพ

“วันนี้ผมเชื่อว่า 3 ข้อเรียกร้องมีเหตุผล และจะจบลงที่นายกรัฐมนตรีมารับทั้ง 3 เรื่องแล้วประกาศไทม์ไลน์ปฎิบัติอย่างชัดเจน สิ่งที่ร้อนรุ่มทั้งหมดจะยุติ และถ้ามองคนหนุ่มสาวอย่างเข้าใจ ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะจบไม่เหมือนการจบลงในอดีต”

นายจตุพร ย้ำว่า ขอให้ทุกฝ่ายต้องใช้ความอดทน และรัฐต้องไม่ปราบปรามประชาชน ฝ่ายนักเรียน นักศึกษาต้องขีดเส้นใต้ ถ้ายึดกันอย่างนี้ การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด 

“ผมไม่ต้องการเห็นความตายเกิดขึ้นอีกแล้ว สองเหตุการณ์ที่ผ่านมากระทบกระเทือนใจมาก และการต่อสู้สิ่งสำคัญที่สุดคือ เป้าหมาย ต้องวางไว้ด้วยความอดทน อย่าให้เกิดการสูญเสีย” 

แม้ตนไม่มีความสามารถยุติความสูญเสีย ทั้งที่พยายามยื้ออย่างถึงที่สุด เพราะสองเหตุการณ์ในปี 2535 และ 2553 ร่วม 200 ชีวิต แต่วันนี้ก็เช่นกัน ตนก็มีความปรารถนาอีกว่า ไม่ควรจะจบอย่างที่ตนเคยจบอีก เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่ยุยงส่งเสริมนั้น หลายคนเป็นนักสู้ที่ไม่เอาไหนทั้งนั้น

“ผมอยากบอกว่า เรื่องนี้จะจบลงด้วยสองฝ่ายต่างยอมรับความจริงซึ่งกันและกันว่าปัญหามีอยู่จริง และชนวนกระทิงแดงทองหล่อนั้น ผมเชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองไทย เพราะประเทศไทยการเมืองไม่เคยพังเพราะเรื่องใหญ่ แต่จะพังด้วยเรื่องทองหล่อ หรือทุ่งใหญ่นเรศวรในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516″

Leave a comment