#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
“จตุพร”ย้ำ แก้รธน.ต้องยึดหลักความสำเร็จ

3 สิงหาคม 2563 – 18:57 น.
“จตุพร”ย้ำ แก้รธน.ต้องยึดหลักความสำเร็จ เติมไฟคนหนุ่มสาวลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงสิ่งดีต่อบ้านเมือง ขอทุกฝ่ายมุ่งเปิดประตู ม.256 ให้ได้ก่อน เตือนอย่าเร่งรีบเสนอรื้อเนื้อหาไม่เป็น ปชต. เชื่อจะถูก ส.ว.ต่อต้าน แนะแนวทางสันติรอให้ ปชช.เลือก สสร.มาโละทิ้งเหมาะสมกว่า
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์ PEACETALK เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักการแก้ รธน.มาตรา 256 ให้“สำเร็จ” ก่อน โดยยังไม่แสดงเจตนาไปรื้อมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะต้องรอให้ สสร.ที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาได้พิจารณาตัดสินใจจึงจะเหมาะสมและเกิดประโยชน์มากกว่า
นายจตุพร กล่าวว่า ข้อเรียกร้องคนหนุ่มสาวเป็นปรากฎการณ์เกิดขึ้นในรอบ 10 ปีที่ออกมาเรียกร้องจำนวนมาก โดย 3 ข้อเรียกร้องนั้นเป็นความจริงที่คนไทย พรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลยอมรับกันได้ อีกทั้งภาคประชาชนยังปรารถนาจะแก้ รธน. 2560
เมื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการแก้ไข รธน.เป็นผู้แทนฝ่ายรัฐบาล เป็นที่ปรึกษานายกฯ และเป็นอดีต รมว.ยุติธรรม ได้สรุปให้แก้ รธน.มาตรา 256 เป็นช่องทางสู่การยกร่าง รธน.ใหม่ ซึ่งตรงกับความคิดของตนที่ได้อธิบายให้เปิดประตูช่องทางนี้ให้ได้มาตลอด
รวมทั้งย้ำว่า การแก้ไข รธน.ควรได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจะทำสำเร็จ ถ้าไม่ร่วมมือแล้วชาติหน้าตอนบ่ายก็แก้ไขไม่ได้ เพราะสาระสำคัญตามช่องมาตรา 256 เมื่อจะเสนอแก้ไขให้ประชาชนเลือก สสร.ขึ้นมายกร่าง รธน.ใหม่แล้ว กำหนดให้คณะรัฐมนตรี หรือสภาผู้แทนใช้เสียง 1 ใน 5 ของจำนวนที่มีอยู่ของสภาเป็นผู้เสนอ แต่ ส.ว.เสนอเดี่ยวไม่ได้ต้องใช้เสียงร่วมกับ ส.ส.รวมกันจำนวน 1 ใน 5 ของเสียงสองสภาที่มีอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคนสามารถเข้าชื่อยื่นแก้ไข รธน.ได้
ส่วนการลงมติญัตติแก้ไข รธน.ต้องเสนอให้ที่ประชุมร่วมสองสภาพิจารณาเป็น 3 วาระ ซึ่งวาระหลักการใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 376 เสียง แต่ชั้นนี้ต้องมีเสียง ส.ว.เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 84 เสียงขึ้นไป
การพิจารณาวาระที่สอง ขั้นเรียงมาตราให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าเป็นร่างแก้ไขของประชาชนต้องให้ผู้แทนประชาชนได้แสดงความคิดเห็นด้วย สำหรับในวาระสามต้องเรียกชื่อให้ลงมติโดยเปิดเผย และต้องมีมติเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสองสภาเท่าที่มีอยู่รวมกัน รวมทั้งต้องมีเสียงของพรรคการเมืองไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ประธาน หรือรองประธานสภา ส.ส. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของจำนวน ส.ส.ของทุกพรรคดังกล่าวรวมกัน อีกอย่างต้องมี ส.ว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3 ของจำนวนที่มี ส.ว.อยู่ในสภา คือจำนวนอย่างน้อย 84 เสียง
นายจตุพร อธิบายว่า เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ประธานหรือรองประธานสภาร่วมกันนั้น ต้องรวมพรรคเล็กที่มีเสียง 1 หรือ 2 เสียง ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลมาร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม การเสนอแก้ไขตามมาตรา 256 ต้องประกาศให้ชัดว่า จะไม่เกี่ยวข้องการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ และหมวดหนึ่งบททั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงการฝ่าฝืนมาตรา 255 ซึ่งจะถูกยื่นคัดค้านต่อศาล รธน.ได้
ดังนั้น ตามที่ตนเรียกร้องมาตลอดกับการให้เปิดประตูเข้าไปแก้ไข รธน.ตามมาตรา 256 นั้น พรรคการเมืองควรรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เนื่องจากถ้าเสนอความต้องการมากกว่ามาตรา 256 เช่น ยกเลิก ส.ว. ก็คงไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว.จำนวน 84 เสียงแน่
ด้วยเหตุนี้ ตนเตือนมาเสนมอว่า รายละเอียดการแก้ไขต่างๆนั้น เช่น ระบบเลือกตั้ง การใช้บัตรใบเดียวหรือสองใบ รวมทั้งการยกเลิก ส.ว. พรรคการเมืองไม่ควรจะพูดก่อน โดยให้เป็นหน้าที่ของ สสร.ที่ประชาชนเลือกตั้งมาเป็นฝ่ายพิจารณาตัดสินใจ
“การแก้ รธน.โดยใช้ระบบรัฐสภาถือเป็นแนวทางสันติวิธีดีที่สุด ดังนั้นจะต้องตกลงร่วมกันก่อน แต่ไม่ใช่ไปเสนอรื้อให้หมดบ้าน แล้วคนในบ้านจะโหวตให้หรือ และควรมีศิลปทางการเมืองด้วย ถามว่าวันนี้ต้องการแก้ รธน.หรือหาเสียงการเมือง ถ้าต้องการแก้ รธน.แล้วต้องเปิดช่องมาตรา 256 เพียงอย่างเดียวให้ได้ก่อนเป็นสิ่งสำคัญ”
นายจตุพร เสนอว่า การจัดจังหวะการแก้ รธน.เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าต้องการไม่ให้มีการแก้ไขต้องเสนอให้ยกเลิก ส.ว. ซึ่งจะไม่ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจาก ส.ว. และแก้ไขไม่สำเร็จ ดังนั้น ไม่สมควรไปเสนอการแก้ไขมาตราอื่นมาเกี่ยวข้อง ขอให้ยึดเฉพาะเปิดประตูในมาตรา 256 ให้ได้ก่อน ซึ่งเป็นแนวทางแบบวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในสถานการณ์ขณะนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อศึกษา รธน. 2560 แล้ว จะพบว่าคนออกแบบคือคณะร่างรัฐธรรมนูญชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานนั้น ได้ออกแบบให้แก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งตนเคยระบุว่า รธน.ฉบับนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ไข แต่มีไว้ให้ฉีกเท่านั้น
“เมื่อพลังคนหนุ่มสาวแสดงเจตนาให้ร่าง รธน.ใหม่ในปรากฎการณ์ครั้งนี้ ทุกฝ่ายต้องไม่ให้พลังของเขาสูญเปล่า เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนหนุ่มสาวสามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในบบ้านเมืองได้”
นายจตุพร เสนอแนวทางไม้ให้พลังคนหนุ่มสาวเสียเปล่าว่า สิ่งสำคัญการแก้ รธน. ควรยึดต้องการความสำเร็จเป็นที่ตั้ง และพรรคการเมืองเห็นตรงกันให้แก้เฉพาะมาตรา 256 แต่ถ้าอยากมีเรื่องก็ต้องเสนอให้แก้ไขในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น ตนย้ำมาเสมอว่า พรรคการเมืองไม่ควรเสนอความต้องการแก้ไขที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา 256 เนื่องจากการแก้ในมาตราอื่นๆนั้น ควรเป็นหน้าที่ของ สสร.จะเหมาะสมที่สุด
อีกทั้งย้ำว่า การแก้ รธน.คราวนี้ แต่ละฝ่ายต้องคุยร่วมกัน หากมีฝ่ายหนึ่งพยศขึ้นมา เพราะรู้ว่าขบวนการนักศึกษายิ่งเติบโต และจะเป็นแรงเหวี่ยงกดดันเรียกร้องให้เกิดการแก้ไข รธน. ซึ่งในสถานการณ์ขณะนี้มีความชัดเจนเช่นนั้น
“นักการเมืองต้องเลิกเล่นการเมืองก่อน แล้วแสดงเจตนาเอาผลสำเร็จเป็นที่ตั้ง เมื่อนักเรียน นักศึกษากุมสภาพอยู่ในขณะนี้ ผมเชื่อว่าใครก็เบี้ยวยาก เพียงแต่ว่าต้องเรียงลำดับความสำคัญของการแก้ไขก่อนว่า อะไรหนึ่ง สอง สาม แต่ถ้าเสนอหนทางล้มกระดาน ไม่หวังให้แก้ รธน.สำเร็จแล้ว เชื่อว่าหนทางนั้นมีเรื่องร้อยเปอร์เซ็นต์”