จตุพร เตือน อย่าบิดพลิ้วต่อ ปชช. แก้ไข รธน. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จตุพร เตือน อย่าบิดพลิ้วต่อ ปชช. แก้ไข รธน.

จตุพร เตือน อย่าบิดพลิ้วต่อ ปชช. แก้ไข รธน.

19 สิงหาคม 2563 – 17:54 น.

“จตุพร”ชื่นใจ เชื่อขบวนการคนหนุ่มสาว เยาวชนในวันนี้ สามารถฝากผีฝากไข้ได้ ชี้ม็อบเยาวชนลุกลามเรียกร้องหลักการแก้ รธน.ตรงกัน ย้ำรัฐบาล-ฝ่ายค้านประกาศแก้ ม.256 ต้องจริงใจ อย่าบิดพลิ้วต่อ ปชช. เตือนเบี้ยว นำพาสู่สถานการณ์ไม่คาดถึงและทุกอย่างจะจบลงอย่างไม่สวย

เมื่อ 19 ส.ค. 2563 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊คไลฟ์ peace talk โดยระบุว่า หากพรรคการเมืองไม่จริงใจกับการแก้ไข รธน. มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนเลือก สสร.มาทำหน้าที่ร่าง รธน.ใหม่แล้ว จะนำพาให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดถึงขึ้นในอนาคต

นายจตุพร กล่าวว่า การแก้ รธน.ของไทย เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะผูกพันกับอำนาจอย่างชัดเจน ส่วนร่างแก้ไขจากประชาชน แม้เจตนาให้สิทธิลงชื่อ 5 หมื่นคนยื่นแก้ไข รธน.ได้ แต่ในอดีตกลับถูกสภาตีตกมาแล้ว ดังนั้น การแก้ รธน.ครั้งนี้จึงเกี่ยวพันกัน 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ประกาศเจตนารมณ์ยื่นการแก้ไข สำหรับฝ่ายประชาชน อยู่ระหว่างหารายชื่อขอยื่นแก้ไขกันอยู่ 

สำหรับกระบวนการยื่นแก้ไขใน มาตรา 256 นั้น ในวาระแรกต้องได้เสียงเกินครึ่ง คือ มากกว่า 376 เสียงของสองสภา ในจำนวนนี้ต้องมีเสียง ส.ว. 84 เสียง เมื่อถึงวาระที่สองพิจารณารายมาตราจะใช้เสียงข้างมาก สำหรับวาระที่สามใช้เสียงเกินครึ่ง ซึ่งต้องมีเสียง ส.ว.ผสมด้วยอีกอย่างน้อย 84 คน และยังมีเงื่อนไขให้พรรคไม่ได้เป็นรัฐมนตรีมาประกอบร้อยละ 20 จึงจะแก้ไขสำเร็จ

อีกทั้งกล่าวว่า ในอดีตการแก้ รธน.จะเป็นชนวนทำให้เกิดสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นเสมอ เช่นยุค 14 ตุลา 2516 เกิดเหตุการณ์ นักศึกษา ประชาชนเรียกร้อง รธน.ขึ้น และช่วงพฤษภา 2535 มีการชุมนุมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากเลือกตั้ง เมื่อถูกพรรครัฐบาลเบี้ยวจึงเกิดการชุมนุมครั้งใหญ่วันที่ 17 พฤษภา 2535 จนนำไปสู่การนองเลือด ประชาชนล้มตายและสูญหายกว่า 80 ชีวิต จึงกดดันให้แก้ รธน.ได้สำเร็จ

“นั่นหมายความว่า การเมืองไทยอยู่ในสภาพไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่ยอมรับความจริง แต่วันนี้เมื่อฝ่ายค้าน-รัฐบาลเห็นร่วมแก้ไขมาตรา 256 แม้ประกาศเจตนารมณ์จะแก้ รธน.แล้ว แต่ไม่ได้สรุปว่า จะแก้ไข รธน.ได้ หรือแก้ไขได้แล้วก็ไม่ได้บอกว่าจะจบ คงมี ส.ส.ไปยื่นให้ศาล รธน.วินิจฉัยอีกก็เป็นไปได้ ดังนั้นอุปสรรคจึงมีมากมาย”

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อปัญหาชาติอยู่ที่ รธน. จึงควรร่วมมือจัดการกันอย่างฉับพลันให้บรรยากาศร้อนรุ่มได้คลี่คลายลง เพราะการชูสามนิ้ว ผูกโบว์ขาวของคนหนุ่มสาว เยาวชน นักเรียนได้ลุกลามไปในโรงเรียนต่างๆมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจกับปรากฎการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนท่าทีรัฐบาลกลับไม่วิตกกับสถานการณ์ชูสามนิ้วลุกลามไปมากมาย กลับบอกว่า ใครอยู่เบื้องหลังเด็ก ซึ่งไม่คิดแก้ไขเบื้องหน้า ตนย้ำมาแล้วว่า ต้องมองปรากฎการณ์เบื้องหน้าและจัดการแก้ไขปัญหา อย่าไปใส่ใจกับเบื้องหลัง แม้มีจริงก็ทำเป็นไม่เห็นเบื้องหลังกันเสีย เพราะรัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหา

วันนี้เสียงเรียกร้องของเยาวชน คนหนุ่มสาวมีจุดยืนเหมือนกันหมด คือ ต้องการ 3 ข้อ 2 จุดยืน 1 ความฝัน พวกเขาอยากให้เลิกคุกคาม ร่าง รธน.ใหม่ ยุบสภา ไม่เอารัฐประหาร และรัฐบาลแห่งชาติ อีกอย่างการเรียกร้องให้หยุดคุกคามสามารถทำได้ง่าย กลับไม่ทำให้สัมฤทธิ์ผล จึงทำให้คนออกมาร่วมชุมนุมกดดันเพิ่มมากขึ้น

ตนย้ำเสมอว่า การแก้ รธน. ต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เกิดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง ดังนั้นการเปิดประตูมาตรา 256 ต้องไม่สร้างเงื่อนไขขึ้นมา นักการเมืองทุกคนต้องสละอำนาจของตัวเอง เพื่อหลีกหนีอุปสรรคการถูกกล่าวหาว่านักการเมืองแก้ไขเพื่อตัวเอง แล้วเป็นชนวนถูกล้มกระดานกันอีก ดังนั้นทางเลี่ยงคือ โยนภาระนี้มาให้ประชาชนจัดการ

จึงขอส่งเสียงดังๆว่า สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน อย่ากลัวเสียงเงิน เสียเวลา แต่ควรลงมือทำฉับพลัน และยกอำนาจ ส.ส. กับ ส.ว.มาให้ประชาชนจัดการ ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญในแก้ไขมาตรา 256 รวมทั้งถ้าแก้ไขและมี สสร.แล้ว แต่ยังให้อำนาจ ส.ว.กับ ส.ส.อีกชาติหน้าการแก้ไข รธน.ก็ไม่สำเร็จ

“การแก้ รธน.กระทบต่ออำนาจ ส.ส.และ ส.ว. แต่เป็นผลประโยชน์ร่วมของคนไทยทั้งชาติ เมื่อใครมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง คุณต้องถอยออกไป คุณทำหน้าที่แค่เปิดประตูให้มี สสร.เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเกิด สสร.แล้ว กลับมาที่สภาใหม่อีก อย่างนี้พัง”

นายจตุพร ย้ำว่า การแก้ไข รธน.ต้องยึดมั่นให้เกิดความสำเร็จ แม้มีเสนอให้แก้ในมาตราต่างๆเพื่อให้เกิดความเท่ ได้เสียงปรบมือ แต่แก้ไขไม่สำเร็จ ดังนั้น การแก้ไข รธน.ไม่ควรตุกติกใดๆทั้งสิ้นอีก ส่วนรัฐบาลน่าทำง่ายที่สุด เพราะเป็นนโยบาย หากระหว่างทางเดินไปสู่การแก้ไข รธน.แล้วเกิดตุกติกกันเข้าจึงน่าห่วงใย เนื่องจากการเมืองเกิดโรคแทรกได้ตลอดเวลา

“วันนี้ ขบวนการคนหนุ่มสาวลุกขึ้นเรียกร้อง มีประชาชนสนับสนุน จึงมีโอกาสชนะ ดังนั้นคนที่เกี่ยวข้องต้องคำนึงว่าจะแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้อย่างไร แทนที่จะหาคนอยู่เบื้องหลัง แต่ถ้าอ่านให้ขาดถึงความต้องการของคนหนุ่มสาวแล้วว่า เป็นเรื่องชาติบ้านเมือง เกี่ยวกับการแก้ไข รธน. จึงควรสบายใจ”

นายจตุพร กล่าวว่า การแก้ไข รธน.ควรทำให้ประชาชนพอใจ ต้องบอกวันเวลา วางไทม์ไลน์การปฏิบัติงานทุกอย่างให้เกิดความสบายใจ ซึ่งจะทำให้ประเทศเดินหน้าได้ หากเกิดการเบี้ยวกันแล้วจะเป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ที่ใหญ่โตมาก และอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่คาดไม่ถึงได้

สถานการณ์ในวันนี้ รัฐบาลควรทำความเข้าใจต่อเยาวชน ต่อคนหนุ่มสาวถึงความต้องการ แต่ตนเห็นว่าข้อเรียกร้องหลักที่เขาตกผลึกกันนั้นเป็นเรื่องชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่เราสามารถฝากผีฝากไข้ในวันข้างหน้าได้

“การแก้ไข รธน.มาตรา 256 นั้นจะอธิบายว่า เส้นทางต่อไปจะมีความซื่อตรงหรือทรยศหักหลังกับประชาชนหรือไม่ ถ้าขั้นตอน 256 ไม่ซื่อสัตย์แล้ว โดยพยายมหนีการยกอำนาจให้ประชาชนในการแก้ไข รธน. บางทีอาจไม่ทันได้แก้ไข และถ้าไม่จริงใจ หรือทั้งหมดเป็นแค่การแสดง ผมไม่อยากทายว่าข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าประมาทจะจบลงชนิดไม่สวยงาม แต่หากเข้าใจต้องซื่อสัตย์ต่อประชาชน อย่างน้อยประเทศไทยมีทางออกแล้ว”

Leave a comment