‘สว.ตวง’ ห่วง นศ.เกษตรใน ‘อิสราเอล’ หวั่นถูกจับเป็นตัวประกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561194

17 ต.ค. 2566

'สว.ตวง' ห่วง นศ.เกษตรใน 'อิสราเอล' หวั่นถูกจับเป็นตัวประกัน

‘สว.ตวง’ ห่วง นศ.เกษตรใน ‘อิสราเอล’ หวั่นถูกจับเป็นตัวประกัน วอนทบทวนหลักสูตรการศึกษาไทย สร้างอาชีพ ขอรัฐบาลไทยทำตัวเป็นกลาง เกรงกระทบความสันพันธ์

การส่งนักศึกษาไทยไปให้ความรู้เรื่องการเกษตรที่ “อิสราเอล” นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา วุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า ไทยเราส่งนักศึกษาเกษตรไปจำนวนมาก รวมถึงการส่งออก ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของอิสราเอล 80 – 90% มาจากฝีมือของเด็กไทยที่มาจากวิทยาลัยการเกษตรที่อยู่ในอิสราเอล 

ในเรื่องนี้รัฐบาลไทยต้องทบทวน เพราะมีวิทยาลัยเกษตรทั่วประเทศ แต่ไม่สามารถสร้างอาชีพให้คนมีรายได้ มีงานทำได้ ขณะที่เราเอานักศึกษาไทยไปช่วยอิสราเอล ดังนั้นต้องทบทวนหลักสูตรการศึกษาไม่ต้องมีแล้ว ปวช. และ ปวส. แต่ต้องพูดถึงหลักความรู้ในการประกอบอาชีพ วิทยาลัยเกษตรบางที่ มีครูมากกว่านักเรียน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันหมดทั่วประเทศ หลักการพวกนี้ในอิสราเอลมี แต่ไทยไม่ได้ทำ

สำหรับเด็กนักศึกษาที่อยู่ในวิทยาลัยเกษตร เรา 79 คน ที่ไม่ใช่สัดส่วนของนักศึกษามหาลัย เป็นคนที่ไปช่วยอิสราเอลทำงาน จึงต้องแสดงความห่วงใย และไม่แน่ใจว่าจะเป็นหนึ่งในตัวประกันที่ กลุ่มฮามาส จับไปหรือไม่

นายตวง ระบุว่า ขอให้รัฐบาลไทยไม่เลือกข้าง หากเราเลือกข้างเกินไป ก็จะส่งผลอันตรายต่อการทูตระหว่างประเทศ และส่งผลต่อความมั่นคงในอนาคต หลักสำคัญควรจะบอกทุกฝ่ายพูดคุยกัน ปกป้องคุ้มครองพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด หากเราพูดได้เช่นนี้ เราก็จะสามารถบินข้ามน่านฟ้าเขาได้ เพื่อปกป้องประชากร ทั้งจากประชาคมโลกและจากประเทศต้นทางที่เกิดปัญหา จะต้องไม่นำประเทศและพลเมืองของเราไปสู่ความขัดแย้ง และยังมองว่าประเทศต่างๆนำพลเรือนกลับมาได้ทั้งหมด แต่ของเรายังต้องอาศัยเงื่อนระยะเวลาทอดยาวออกไปพอสมควร

ขณะเดียวกันต้องทบทวนเรื่องความยากจน บางคนมองความปลอดภัยในชีวิตมาเป็นอันดับรอง ความยากจนหากใครไม่เผชิญคงไม่ทราบ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบางคนจะกลับไปทำงานเช่นเดิม หากสถานการณ์ปกติ รัฐบาลต้องคิดแล้วว่า ความยากจนทำให้คนไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสงครามได้ ซึ่งแรงงานเหล่านั้นก็เป็นหนึ่งในพลเมืองของเรา นอกจากนี้ต้องดูแลแรงงานกลุ่มที่ไม่ได้รับการดูแลจากผู้ประกอบการดีพอ และแรงงานกลุ่มที่ไม่ได้รับพาสปอร์ต 

นายตวง ยังมองว่า ช่วงหลังกระทรวงการต่างประเทศได้มีการปรับตัว และ ประเทศไทยต้องปรับระยะห่างของเรื่องนี้ให้ได้ 

” ผมไม่ได้ว่าอะไรใครนะแต่รัฐบาลที่แล้วทำมาดีแล้ว เช่นระยะห่างกับซาอุดิอาระเบีย แต่ครั้งนี้เราต้องกลับไปคุยกับเขาใหม่ ที่ผ่านมามันดีมากแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าเราต้องไปเริ่มคุยกับซาอุใหม่ แต่ในเมื่อมันเกิดปัญหาเราก็ต้องกลับมาเรียนรู้และทบทวน” นายตวงกล่าว

Leave a comment