
17 เม.ย. 2568 04:45 น.
- ไลฟ์สไตล์
- เพลิงสุริยะ
บุคคลในข่าว 17 เมษายน 2568
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ยอดจำหน่ายมากที่สุดของประเทศ ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568

เพลิงสุริยะ รายงานตัวท่านผู้อ่าน ผ่านพ้นเทศกาลแห่งความสุขของครอบครัว หลังวันหยุดยาวมหาสงกรานต์ ต้องกลับคืนสู่วงจรชีวิตจริง ทุกจังหวัดจัดกันคึกคักทั่วประเทศ ตัวเลขด้านการท่องเที่ยว ที่ ททท. คาดการณ์การเดินทางท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 ระหว่างวันที่ 12–16 เม.ย.นี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 476,000 คน สร้างรายได้ 7,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวไทย อยู่ที่ประมาณ 4,418,500 คน/ครั้ง สร้างรายได้ 19,240 ล้านบาท แต่ยอดตัวเลขที่ไม่สวยก็คือ สถิติอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย ยอดผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ยังพุ่งทะลุหลักร้อย หลักพันเหมือนทุกปี สาเหตุหลักก็ยังเป็น เมาแล้วขับ ง่วงแล้วขับ เหมือนเดิม จะออกกฎหมายระเบียบข้อบังคับมาเท่าไหร่ ก็แก้สันดานของคนที่ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อสังคมพวกนี้ไม่ได้

การกลับสู่โลกแห่งความจริง ยังเป็นความจริงอันโหดร้าย เมื่ออัจฉริยะกับปัญญาอ่อน มีเส้นบางๆขวางกั้นกันนี้ดเดียว หลังไล่ขย่มจีน คู่แข่งทางการค้าและความมั่นคงหมายเลขหนึ่ง และชาติคู่ค้าอีกหลายสิบประเทศ ด้วย “กำแพงภาษีทรัมป์” มาเป็นสัปดาห์ “ผู้นำสติเฟื่อง” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็เริ่มเผชิญกับความจริงแท้แน่นอน “ไม่มีใครเป็นผู้ชนะตลอดไป” เพิ่งจะออกมาตรการลดหย่อนขยายเวลาการบังคับใช้กำแพงภาษี ให้ชาติต่างๆ 90 วัน ไปหมาดๆ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวกับเกมตอบโต้ของจีน ที่ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯเป็น 125% เท่านั้นแหละได้เรื่อง ไม่ทันข้ามวัน ทรัมป์รีบประกาศยกเลิกภาษีนำเข้าจากจีน 145% ทันที สำหรับผลิตภัณฑ์แอปเปิลทุกชนิดที่ผลิตในจีน ให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 5 เม.ย. นอกจาก ไอโฟน ไอแพด ผลิตภัณฑ์ แอปเปิล ทั้งหมดแล้ว ยังมีสินค้าอื่นรวม 20 รายการ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, โซลาร์เซลล์, จอทีวี, แฟลชไดรฟ์, เมมโมรีการ์ด ฯลฯ จากที่จะให้ชาวโลกต้องคลานไป จูบก้นทรัมป์ ดันกลายเป็น ทรัมป์ต้องยอมจูบก้นผู้นำจีนซะเอง เสียฟอร์มรัฐตำรวจโลกเบอร์หนึ่งหมด


แต่ทรัมป์ก็คือทรัมป์ ยังโชว์ความอหังกา กับบท นักเลงเรียกค่าคุ้มครอง ออกมาขู่รายวันว่า “ไม่มีใครรอดพ้นความผิดจากดุลการค้าที่ไม่เป็นธรรม” ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษี (ประเภทอื่น) แทนผู้นำ (จิตวิญญาณ) ตัวจริง ของรัฐบาล อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาประธานอาเซียน ถือโอกาสที่ อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย ประธานอาเซียน เดินทางมาเยือนประเทศไทยในวันนี้จะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุย เป็นวาระของอาเซียน ที่จะมีบทบาทสำคัญในการไปพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ มุมคิดของ อดีตนายกฯทักษิณ คือ จะไม่ไปในลักษณะเป็นแบบต่อรองเพื่อแลกโน่นแลกนี่ “เราจะคุยกันในลักษณะว่ากลุ่มประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่ต้องการการพัฒนา ต้องการเม็ดเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้วอีกจำนวนมากที่จะทำให้เราแข็งแรง ฉะนั้นอยากให้เขาเข้าใจในบทบาทของอาเซียน โดยเฉพาะอาเซียนกับภูมิภาคนี้ ที่มีความสำคัญกับ สหรัฐอเมริกา พอสมควร ผมคิดว่าเราจะคุยกันแบบเป็นพันธมิตรมากกว่าการต่อรองกดดัน” อดีตผู้นำทักษิณ เชื่อว่าด้วยความคุ้นเคยกับ คนรอบตัวทรัมป์ จะทำให้ทีมไทยแลนด์ที่เป็นทีมเจรจาภารกิจสำคัญสูงสุดคราวนี้ “น่าจะไหว” เอ๊ะ มั่นใจจริงหรือเปล่านี่

ที่ต้องจับตาคือ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ที่มาเยือน 3 ชาติในอาเซียน ช่วง 14–18 เม.ย.นี้ คือ เวียดนาม มาเลเซีย และกัมพูชา ไม่มีประเทศไทยบนกระดานการเมือง การค้าระหว่างประเทศอีกแล้ว สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ประกาศระหว่างเยือนเวียดนาม ย้ำถึงความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในความเป็น ชาติสังคมนิยม ที่มีอุดมคติเหมือนกัน มีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่กว้างขวางร่วมกัน ว่าด้วย “การสร้างชุมชนจีน-เวียดนามที่มีอนาคตร่วมกัน และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นั้น เป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งสองประเทศ ซึ่งเอื้อต่อสันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค” สะท้อนถึงสภาวะประเทศไทย ถดถอยจากบทบาทผู้นำในภูมิภาคนี้ไปแล้ว ขืนเรายังจมปรักอยู่กับความขัดแย้ง แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ก็ไม่ต้องไปหวังว่าชาติอื่นจะมองเห็นความสำคัญของเรา พิสูจน์กันได้ยามหน้า สิ่วหน้าขวานนี้แหละ แม้แต่ชาติที่อ้างว่าเป็นมิตรอย่างจีน ก็ต้องยึดเอาผลประโยชน์ของชาติเขาเป็นหลัก จะไปรอแคมเปญฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย–จีน เอาปลายปีนี้คงไม่ทันกาล ถึงเวลาที่ไทยเราต้องตั้งหลักให้มั่น เจรจาต่อรองอย่าง ชาญฉลาด ถ่วงดุลอำนาจกับชาติมหาอำนาจให้เหมาะสม โดยยึดหลักผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ มากกว่าผลประโยชน์ตัวเอง ไม่ใช่หมูในอวย ให้ใครมาเอาเปรียบง่ายๆ

ไปดูปัญหาสิ่งแวดล้อมกันบ้าง ต้องฝากถึง “มท.หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูกาลแห่งการเผากันอีกแล้ว หลังการเก็บเกี่ยวนาปรัง จังหวัดในพื้นที่ภาค กลางก็เริ่มมีการเผาตอซังข้าว ระบาดไปทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่เห็นๆ จ.พระ นครศรีอยุธยา ทั้ง ทุ่งบางบาล ทุ่งบางบาล–ผักไห่ ทุ่งเสนา ฯลฯ เผากัน สนุกสนาน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน หลบสายตาเจ้าหน้าที่ ไม่ทราบว่าคำบัญชาการ “พบเผาที่ไหน ย้ายที่นั่น” ของ “มท.หนู” ยังมีมนต์ขลังอยู่หรือเปล่า ให้ช่วยกระตุ้นผู้ว่าฯในเขตอิทธิพลของภูมิใจไทยบ้าง พื้นที่ที่ต้องการคน เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา แบบนี้ ไม่ใช่พอถึงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้าย ก็ย้ายเอาพวกคนแก่ที่ใกล้จะเกษียณ หรือพวกที่รอขยับไปเติบโตในจังหวัดที่ใหญ่กว่า มาลง จนคนในพื้นที่เขาคิดว่าเป็นพื้นที่บาปไปแล้ว หน้าน้ำก็ต้องเป็นพื้นที่รองรับน้ำ แช่น้ำกันนานเป็นเดือนๆ ปลูกพืชผลอื่นก็ไม่ได้ น้ำท่วมตาย เสียหายหมด เข้าหน้าแล้งก็เจอกับฝุ่นขบวนรถบรรทุกพ่วงขนทรายกันทั้งวันทั้งคืน กลางค่ำกลางคืนยังต้องมานอนดมสูดควันจากการเผาตอซังข้าวเหล่านี้อีก คุณภาพชีวิต (เลวๆ) ของแทร่


เสรี สุวรรณภานนท์ อดีต สว. ฝากเชิญร่วมงานครบรอบ 1 ปี Green Bell Wellness Center ศูนย์ดูแลสุขภาพและกายภาพบำบัดสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่เวลา 09.00 น. วันที่ 19 เม.ย.นี้ ณ อาคารพรีเมียมแอคคอร์ด ทาวเวอร์ รองเมือง ปทุมวัน กทม.
“เพลิงสุริยะ”
คลิกอ่านคอลัมน์ “บุคคลในข่าว” เพิ่มเติม