ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160202/221669.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559
‘สรรเสริญ’ เผย ‘นายกฯ’ ขอสื่อยกระดับการทำงาน อย่าตกเป็นเครื่องมือคนมีวาระซ่อนเร้นใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทำลายปท. แนะปฏิรูป-เลิกขายข่าวสีสันไร้สาระ
2 ก.พ.59 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) แสดงความเป็นห่วงต่อแนวทางการทำงานของสื่อมวลชนบางแขนง บางสังกัด ที่ยังขาดการใช้ดุลพินิจแยกแยะว่าเรื่องใดมีสาระควรเป็นข่าว หรือเรื่องใดมีเพียงสีสันแต่หาประโยชน์ไม่ได้ โดยสื่อควรเลือกนำเสนอข่าวที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต หรือ ทำให้ประชาชนเกิดแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเอง
“นายกฯ ห่วงเป็นพิเศษ สำหรับสื่อมวลชนที่ยังขาดจรรยาบรรณปล่อยให้นักการเมือง นักปลุกระดมบางกลุ่มบางคนที่มีวาระซ่อนเร้น มาใช้สื่อเป็นช่องทางนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือน สร้างความสับสนในสังคม พูดขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ขยายความขัดแย้งในประเทศไม่รู้จักจบสิ้น ที่สำคัญ ข้อมูลเท็จและกล่าวให้ร้ายต่อสถานการณ์ภายในประเทศจากบุคคลเหล่านี้ เมื่อมีการเผยแพร่ออกไป ยังทำลายภาพลักษณ์ของชาติในสายตาประชาคมโลก ที่อาจไม่เข้าใจสถานการณ์จริงของประเทศไทย ซึ่งสื่อมวลชนไม่ควรปล่อยให้ตัวเองตกเป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายชาติทางอ้อมเช่นนี้” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า สื่อควรยกระดับการทำงานและปฏิรูปตนเอง มองประโยชน์และภาพรวมที่จะเกิดขึ้นกับประเทศด้วย เลิกขายข่าวสีสัน ข่าวความขัดแย้ง ไร้สาระ และข่าวความคิดเห็นที่ขาดความเป็นกลาง แล้วมุ่งเสนอข้อเท็จจริงที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วอย่างถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สื่อต้องทำหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากยิ่งขึ้น
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้สื่อยังควรระมัดระวังการเสนอข่าวในเชิงชี้นำหรือนึกคิดสรุปไปเอง โดยปราศจากข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญเพียงผิวเผิน บางจุดบางประเด็นโดยปราศจากความพยายามที่จะเข้าใจเจตนารมย์สำคัญของการร่างรัฐธรรมนูญ ว่าทำไปเพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรง ความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำรอยอีก และป้องกันคนโกงคนเลวไม่ให้เข้ามามีอำนาจ แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของชาติ ทั้งนี้นายกฯ กล่าวย้ำในการประชุม ครม.เสมอว่า รัฐบาลไม่ต้องการแสวงหาอำนาจ แต่ต้องใช้อำนาจเพื่อรักษาประเทศชาติให้มั่นคงไว้เพื่อลูกหลานในอนาคต
‘นายกฯ’ ฉุนสื่อวิพากษ์รัฐธรรมนูญ-แต่งตั้งทหาร
2 ก.พ. เมื่อเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนการประชุมคุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เข้ามอบดอกป๊อปปี้ สัญลักษณ์แสดงความระลึกถึงและเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก เนื่องใน “วันทหารผ่านศึก”แก่นายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่า อยากให้ดูแลทหารให้มีเกียรติและศักดิ์ศรีเพราะเป็นผู้ปกป้องรักษาแผ่นดิน และทหารส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนจน นอกจากจะต้องมาตายฟรีและบาดเจ็บฟรีแล้ว ยังโดนคนเหยียบย่ำซึ่งใครก็รับไม่ได้ ดังนั้นต้องบอกให้ทหารมีศักดิ์ศรี เพื่อให้คนยอมรับ ซึ่งคนจนยังไงก็จนจะไปโทษเขาไม่ได้ แต่ต้องสร้างคนให้รู้หน้าที่อยู่ในกรอบกฎหมายและกติกาบ้านเมืองทำตัวให้มีประโยชน์ ไม่เช่นนั้นพวกขยะมันเยอะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพล.อ.ประยุทธ์ได้รับฟังรายละเอียดโปรแกรมประยุกต์เคลื่อนที่ WMApp ให้ผลการพยากรณ์อากาศความละเอียดสูงผลงานจากบัณฑิตวิทยาลัยสหวิทยาการ วิทยาศาสตร์ระบบโลกและการจัดการภัยธรรมชาติอันดามัน มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต พล.อ.ประยุทธ์ได้หันมาถามกลุ่มผู้สื่อข่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหาวันนี้คือการชี้แจงให้ทุกคนได้รับรู้ โยเฉพาะชาวบ้าน ปัญหาสำคัญคือแหล่งน้ำที่ไปขุดไว้ไม่ตรงกับพื้นที่การเกษตร น้ำมีในเขื่อนในอ่างเก็บน้ำ แต่พื้นที่ปลูกข้าวและทำการเกษตรอยู่ห่างไกล จะทำอย่างไรจึงจะให้มีน้ำไปถึงพื้นที่เหล่านั้น ถามว่าใครเป็นคนไปทำสิ่งเหล่านี้ ขุดในพื้นที่ไม่จำเป็น ถามว่าใครทำ
ผู้สื่อข่าวจึงได้ตอบกลับว่าทหารเป็นคนขุด พล.อ.ประยุทธ์ แสดงอารมณ์ฉุนเฉียว พร้อมกล่าวว่า “เดี๋ยวก็ทุบเลย หาว่าทหารทำ ไม่รู้เรื่อง ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนบริหารประเทศ รัฐบาลไหนก็ไม่รู้ แต่รัฐบาลนี้ต้องมาแก้ไขทุกเรื่อง ผมบอกกรมชลประทานไปแล้ว ไม่ต้องมาพูดว่าน้ำตะวันตกหรือน้ำตะวันออก ชาวบ้านเขาไม่รู้เรื่อง มันต้องแยกพื้นที่ออกมาเป็นภูมิภาค ในแต่ละพื้นที่มีแหล่งน้ำอยู่ที่ไหน ทั้งในและนอกเขตชลประทาน แหล่งน้ำธรรมชาติ เขื่อน แหล่งน้ำในนา ต่อไประบบส่งน้ำอยู่ที่ไหนจะต้องทำและนำไปสู่การทำโซนนิ่ง ทำไมทหารทำผิดหรือ”
เมื่อผู้สื่อข่าวชี้แจงว่า คิดว่านายกฯ ถามว่าใครเป็นคนขุดแหล่งน้ำต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบโต้อย่างดุเดือดว่า “ผมไม่ถามแบบนั้นหรอก ถามอย่างนี้อย่ามาเป็นนายกฯ ไม่ต้องเป็น ใครก็เป็นได้ พวกเธอเป็นแบบนี้ทำให้ฉันโมโห นึกถึงสมองฉันบ้างสิ พวกเธอไม่พัฒนาและให้ฉันพัฒนาอยู่คนเดียว มันจะรู้เรื่องไหม ฉันไม่ได้เก่งกว่าเธอ พวกเธอเก่งกว่าฉันอยู่แล้ว เพราะพวกเธอบริหารประเทศมาทุกรัฐบาล”
จากนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ได้เยี่ยมชมชุดตรวจวัณโรค และวัณโรคดื้อยา ซึ่งนายกรัฐมนตรียังคงมีอารมณ์ฉุนเฉียวต่อเนื่อง โดยกล่าวว่า “การพัฒนาต่างๆ จะต้องทำให้เป็นขั้นตอนไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเหยื่อจากเรื่องอื่นไปหมด วันนี้ผมต้องขอโทษที่อารมณ์เสีย” จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้หันมายังกลุ่มผู้สื่อข่าว พร้อมกล่าวต่อว่า “ไอ้พวกดื้อยา ไอ้พวกดื้อตาใส เจตนาดื้อ ดื้อแบบไม่บริสุทธ์ นักวิชาการก็ต้องรีบทำ รีบพัฒนา หลังจากรัฐบาลนี้ก็คงไม่มีใครทำแล้ว อยากถามใครจะทำ ไปถาม ไปบังคับเขากันบ้าง” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่าก็ต้องเป็นรัฐบาลชุดหน้าทำ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างดุเดือดว่า ไปถามเขาเลย ไม่ต้องมาถ้า ไปบังคับให้เขาทำเหมือนอย่างที่คุณบังคับผม” ผู้สื่อข่าวจึงชี้แจงว่า ก็ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “แล้วเขียนไว้มันได้หรือไม่ล่ะ รัฐธรรมนูญไม่เป็นสากล แล้วช่วยอะไรกันบ้างอธิบายกันบ้างมั้ย”
ผู้สื่อข่าวจึงชี้แจงว่า ทุกวันนี้สื่อก็ทำความเข้าใจกับสาธารณะอยู่แล้วตามหน้าที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “อ๋อเหรอ เห็นถามฉันอยู่ทุกวันจะเลือกตั้งหรือเปล่า จะทำได้ทันในปี 60 หรือเปล่า ถามอยู่แค่นี้ จะเลือกอะไรก็เลือกไป จะเลือกพรุ่งนี้ก็เลือกไป ไปเลือกมา แล้วก็ได้ไอ้คนเฮงซวยเข้ามาอีก จะทำอย่างไรไปจัดการซะ ถ้าไม่เฮงซวยก็ไม่ต้องไปเดือดร้อน” โดยเมื่อพูดจบพล.อ.ประยุทธ์ ได้โยนกล่องชุดตรวจวัณโรค และวัณโรคดื้อยา ใส่กลุ่มผู้สื่อข่าว ก่อนที่จะหันไปชิมน้ำจิ้มสุกี้จากน้ำส้มสับปะรด ซึ่งเป็นผลงานวิจัยด้านอาหาร และบรรจุภัณฑ์
ก่อนจะหันมาใส่อารมณ์กับผู้สื่อข่าวอีกว่า “ต้องทำงานและพัฒนาฝีมือตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เพราะมีพวกยุแยงตะแคงรั่วอยู่เรื่อย ๆ รำคาญ เอาสิ ด่าผมมาเลย ไม่กลัวอยู่แล้ว ด่ามา ว่ามา แล้ววันข้างหน้าก็คอยดูแล้วกัน ถ้าประเทศบาติมันย่อยยับไปละก็อย่ามาโทษฉัน ผมพูดทุกอย่างรู้เรื่อง เพราะอ่าน สื่ออ่านกันบ้างไหมแล้วเจอบ้างหรือไม่สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำดี ๆ ไว้ อ่านกันหรือเปล่า ตอบมาสิ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ เรียกหาโทรศัพท์เพื่อเปิดให้ผู้สื่อข่าวดู พร้อมกล่าวว่า “ขอสู้กันสักตั้ง ไม่รู้จะส่งกันมาทำไม ส่งมาเพื่ออะไร จะให้ฉันทำอะไร ถ้าคิดกันแค่นี้อย่ามาเป็นสื่อ ไปเป็นอะไรก็ได้ จะส่งมาทำไมวะ” เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปว่าเป็นเรื่องอะไร จึงทำให้นายกฯ โมโหได้ขนาดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบโต้ทันทีว่า ” โง่ ก็ไปหาเอาเอง คำตอบน่ะ พวกเธอฉลาดกันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ ฉันจะส่งให้คนที่มันไม่ฉลาดอ่าน เธอฉลาดแล้วไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องเสนอรูป เสนอภาพฉันก็ได้ มันไม่เกิดประโยชน์ การทำเพื่อชาติบ้านเมือง มันลำบากนักก็ไม่ต้องทำหรอก ล้วง แคะ แกะ เกามันทุกเรื่อง ไม่ต้องมาตั้งกันอีกแล้วเรื่องของทหาร เป็นผบ.กับเขาหรือยังไง เป็นแก๊งนี้แก๊งนั้น มันบ้าหรือเปล่า
จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวระหว่างดูผลงานเลนส์เสริมสมาร์ทโฟนให้กลายเป็นกล้องจุลทรรศน์แบบพกพาว่า “ผมไม่รู้เป็นอะไร คิดอะไรมามันผิดไปหมด” ก่อนที่จะเดินไปกลุ่มของนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุขที่นำคณะพร้อมศิลปินดารา อาทิ สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว หรือ บี้ the star เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อเชิญชวนสวมสายรัดข้อมือ และ ลงนามในโปสเตอร์ “ We Can. I Can.” รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องใน “วันมะเร็งโลก ” ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ก.พ.ของทุกปี โดยนายกรัฐมนตรีได้เขียนข้อความรณรงค์ว่า ขอให้ทุกคนดูแลตัวเอง ตามคำแนะนำแพทย์และสาธารณสุข ไม่มีใครรักเรา ดูแลเราได้ดีที่สุดมากกว่าตัวเราเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดข่วงเช้า พล.อ.ประยุทธ์ อารมณ์เสียตั้งแต่ช่วงเช้าหลังจากได้อ่านหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง รวมทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำ โดยเฉพาะในส่วนของทหาร ถึงขนาดมอบหมายให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีส่งข้อความข่าวมายังสื่อมวลชนในทำนองต่อว่าการทำหน้าที่ของสื่อและขอให้ยกระดับการทำหน้าที่ ทั้งนี้เมื่อสอบถามไปยังกลุ่มคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีถึงสาเหตุที่ทำให้นายกรัฐมนตรีอารมณ์เสียเพราะอะไร ก็ได้รับการยืนยันว่ามาจากเรื่องรัฐธรรมนูญและการแต่งตั้งทหาร
‘นายกฯ’ เข้าทำเนียบฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ (2 ก.พ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ในช่วงเช้าตามปกติ เพื่อเตรียมที่จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ในเวลา 09.00 น.
โดยก่อนการเข้าประชุม ครม. นั้น ได้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเชิญชวนสวมสายรัดข้อมือ (Wristband) และ ลงนามในโปสเตอร์ ” We Can. I Can.” เพื่อใช้รณรงค์ป้องกันโรคมะเร็ง เนื่องใน “วันมะเร็งโลก (World Cancer Day)” , สำนักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาตินำผลงานการประดิษฐ์จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาจัดแสดงแก่นายกรัฐมนตรี เพื่อเผยแพร่ผลงานของนักประดิษฐ์ และ คุณหญิงแสงเดือน ณ นคร ประธานมูลนิธิสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เข้าพบนายกรัฐมนตรีเพื่อมอบดอกป๊อปปี้ สัญลักษณ์แสดงความระลึกถึงและเชิดชูเกียรติทหารผ่านศึก เนื่องใน “วันทหารผ่านศึก”
