‘ปชป.’ติง‘มีชัย’อย่าออกตัวแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160131/221566.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2559
‘ปชป.’ติง‘มีชัย’อย่าออกตัวแรง

“ปชป.” แจงความเห็น ร่างรธน. ติง “มีชัย” อย่าออกตัวแรง แนะ ระวังท่าที หวั่นทำสังคมเข้าใจเจตนา กรธ. ผิดไป

          วันที่ 31 ม.ค.59 เมื่อเวลา 10.15 น. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน กรธ.ว่า หลังจากวันที่ 29 ม.ค.ที่ร่างรัฐธรรมนูญแรกออกมานั้น ตนได้พิจารณาดูมาตราทั้ง 270 มาตราใน 15 หมวดแล้ว พบว่ามีทั้งส่วนดีที่ยอมรับได้และมีส่วนที่ต้องแก้ไขกัน สำหรับส่วนที่ยอมรับได้นั้นตนคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พยายามจะหาทางป้องกันการทุจริตอย่างเต็มที่ ตนเห็นว่าการทุจริตเป็นต้นเหตุของปัญหาทางการเมืองอย่างมากมาย ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาสำคัญที่ป้องกันการทุจริตก็คือเรื่องการเข้าสู่อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ และเรื่องของการตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งกระจายอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่อนข้างมาก และคาดว่าน่าจะแก้ปัญหากรณีที่รัฐบาลเมื่อมีอำนาจรัฐแล้วอาจจะไปใช้อำนาจในทางทุจริตได้
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความพยายามจะไม่ให้เกิดการใช้เสียงข้างมากอย่างไม่ชอบธรรม หรือที่เรียกว่าเสียงข้างมากลากไป จนก่อให้เกิดวิกฤติมาแล้วที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้ ตนอยากจะดูถึงกฎหมายลูกด้วยว่าจะมีความสอดคล้องกันหรือไม่ อีกเรื่องที่ตนคิดว่าเป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือการบัญญัติให้มีกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐในมาตรา 259 ที่ระบุว่ากฎหมายวินัยการเงินการคลังนั้น จะเป็นหนึ่งในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กรธ.จะไปร่าง อีกสิ่งหนึ่งที่รับได้ก็คือในมาตราที่ 241ที่บัญญัติให้ 3 องค์กรได้แก่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ช่วยกันมีส่วนทักท้วงเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายต่อการเงินการคลังของรัฐที่เกิดจากนโยบายของรัฐบาล แต่ทั้งนี้ตนขอทักท้วงในข้อบัญญัติว่าทั้ง 3 องค์กรจะต้องมาประชุมร่วมกัน เพราะเห็นว่าไม่น่าจะจำเป็นเนื่องจากทั้ง 3 องค์กรนั้นสามารถจะดำเนินการแยกกันไปได้
         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ส่วนเรื่องที่คิดว่าต้องปรับแก้ก็คือในมาตราที่ 50 ที่ระบุว่ารัฐต้องดำเนินการให้เกิดการศึกษาภาคบังคับโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพราะที่ผ่านมานั้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เกื้อหนุนการศึกษาให้กับประชาชน โดยเลยการศึกษาภาคบังคับไปแล้ว ให้ช่วยเหลือด้านการศึกษาจนถึง 12 ปี ซึ่งแตกต่างจากภาคบังคับที่ระบุไว้แค่ 9 ปีในร่างรัฐธรรมนูญนี้ และอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สืบเนื่องจากผลวิจัยที่จะบุว่าการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนก็เป็นสิ่งที่ส่งเสริมคุณภาพเด็กในอนาคตด้วย ดังนั้นตนคิดว่าควรจะระบุไปด้วยว่า รัฐจะต้องส่งเสริมการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนอย่างทั่วถึง ส่วนเรื่องสิทธิชุมชนนั้น ตนอยากให้ กรธ.ไปดูในส่วนนี้ด้วยเพราะว่ายังไม่ชัดเจน
          นายองอาจ กล่าวว่า นอกจากนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยนั้นยังไม่ได้มีการระบุว่าให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากฝ่ายค้าน ซึ่งตรงนี้ตนอยากให้มีด้วย เพราะว่าจะได้เป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งแตกต่างจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นตนอยากให้บัญญัติลงไปด้วย เพราะการที่ไม่บัญญัติตรงนี้ลงไปนั้นก็อาจจะทำให้พรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างมากซึ่งมีสมาชิกดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการไม่เหมาะสมกับประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ อีกทั้งเรื่องของการตั้งกระทู้สดเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนั้น ตนก็ไม่มั่นใจว่าจะดำรงอยู่หรือไม่ ดังนั้นก็อยากจะฝาก กรธ.ช่วยสร้างความมั่นใจว่าสิ่งนี้จะมีอยู่ด้วย
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอกว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นกลับระบุว่าแต่ละพรรคสามารถเสนอชื่อใครก็ได้เพื่อให้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 3 ชื่อ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.ก็ได้ ซึ่งตรงนี้ตนขอติงว่าความคิดนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้นเกิดขึ้นเพราะต้องการนายกรัฐมนตรีคนนอกเข้ามาแก้วิกฤติ แต่ตอนนี้ตนคิดว่าเหตุผลนี้คงจะไม่จำเป็นอีกแล้วหลังจากการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ไม่มีวิกฤติ อีกทั้งที่ผ่านมามีการพูดว่าต้องมีนายกรัฐมนตรีคนกลาง แต่ตนคิดว่าข้อบัญญัติเรื่องการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี้คงไม่ทำให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนกลางแน่นอน เพราะเป็นผู้ถูกพรรคการเมืองเสนอชื่อ
         รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตามหลักการประชาธิปไตยถ้าบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส.นั้น ก็น่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ว่าถ้า กรธ.ยืนยันว่าการมีนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้นจำเป็นหากเกิดวิกฤติ ตนก็อยากจะให้ กรธ.อธิบายให้ชัดเจนว่าจะมีนายกรัฐมนตรีคนนอกจากการวิกฤติอย่างไรและวิกฤติแบบไหน
          นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการเลือกตั้งบัตรใบเดียวนั้นตนคิดว่าอาจจะก่อให้เกิดปัญหามากกว่าเนื่องจาก 1.จะทำให้เกิดการซื้อเสียงมากขึ้น เดิมอาจจะแยกกันซื้อเสียงบัญชีรายชื่อส่วนหนึ่งแบ่งเขตส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้อาจจะซื้อเสียงพ่วงไปเลย และ 2 .ประชาชนไม่สามารถแสดงเจตจำนงที่แท้จริงของตนในการไปเลือกตั้งได้ ประชาชนอาจจะพึงพอในกับพรรคการเมืองแต่ไม่พอใจกับนักการเมืองในเขตนั้นได้ ก็ต้องหวานอมขมกลืนเลือกไป ในเมื่อ กรธ.แยกให้มีทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อก็ควรให้จะบัญญัติหลักการเอาไว้เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความไม่สบายใจเวลาไปใช้สิทธิ์
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า อีกเรื่องที่ตนอยากให้แก้ไขก็คือ เรื่องหมวดพระมหากษัตริย์ในมาตราที่ 24 ที่ระบุว่า “การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ที่ให้ผู้ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณสามารถถวายสัตย์ต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะหรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้ถวายสัตย์ ผู้ถวายสัตย์สามารถปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่รอการเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ” ตนสงสัยว่าทำไมถึงไปบัญญัติว่าให้ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอการถวายสัตย์ไปก่อนได้ ก็อยากจะให้ กรธ.แสดงความชัดเจนตรงนี้ด้วย
          นายองอาจ กล่าวว่า กรธ.ควรจะคำนึงถึงสาระสำคัญ 4 ประการก็คือ 1.การกลั่นกรองการเข้าสู่อำนาจรัฐ เพราะตนมองว่าเรื่องนี้เป็นต้นน้ำของการใช้อำนาจรัฐ เพราะถ้าหากไม่สามารถกลั่นกรองได้เต็มที่ ท้ายสุดก็จะเป็นปัญหา 2.ควรมีการกำหนดกลไกการใช้อำนาจด้วยความเป็นธรรม 3.ควรจะสร้างระบบการตรวจสอบอำนาจรัฐที่เข้มแข็ง 4.การสร้างกลไกถ่วงดุลระหว่างสามเหลี่ยมอำนาจให้เกิดขึ้น ได้แก่อำนาจบริหาร นิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ
          รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ตอนนี้มีคนถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตนขอเรียนว่าในขณะนี้ในพรรคประชาธิปัตย์ยังคิดว่าเร็วไปที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตนคิดว่าขณะนี้ควรจะพิจารณาเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ดังนั้นตนก็อยากจะให้ผู้คนในสังคมว่าให้ความสำคัญกับเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้
          “ผมอยากจะให้นายมีชัยระวังท่าทีต่างๆ ด้วย หลังจากกรณีที่วันที่ 30 ม.ค. นายมีชัยได้บรรยายที่รัฐสภาโดยมีถ้อยคำตอบโต้บุคคลที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยนั้นโหด โดยมีชัยกล่าวว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัยไม่ผ่านนั้นอาจจะมีร่างที่โหดกว่านี้อีก ตนคิดว่าประธาน กรธ. ควรจะต้องระวัดระวังท่าทีให้มากกว่านี้เพราะอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อการทำหน้าที่ของ กรธ.ต่อการร่างรัฐธรรมนูญได้ และการทำแบบนี้จะไม่ทำให้เกิดประโยชน์และทำให้เกิดปัญหาต่อร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่จำเป็น ผมอยากจะให้นายมีชัยพยายามทำให้สังคมนั้นเข้าใจกับร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่านายมีชัยและ กรธ.คงอยากจะให้ประชาชนนั้นยอมรับในร่างรัฐธรรมนูญและตนหวังว่าหลังจากนี้คงจะไม่เห็นท่าทีของ กรธ.ที่ออกมาในเชิงข่มขู่หรือชี้นำอีก”นายองอาจ. กล่าว

Leave a comment