ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160605/229019.html
นักวิชาการ-ภาคปชช.ตั้งวงถกแผนปฏิรูป ‘อาทิตย์’ชงสมัชชาประชาชนปฏิรูปปท. ขณะที่ ‘สังศิต’เสนอ 11 ประเด็นปฏิรูป
5มิ.ย.2559 ที่ห้องประชุมกมลทิพย์ โรงแรมสุโกศล เครือข่ายทางวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท. ม.รังสิต) ได้จัดการประชุมทางวิชาการ ในหัวข้อ “การจัดทำแผนรณรงค์และข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปประเทศไทย” โดยมีข้อเสนอสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ในการระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยน โดยที่ประชุมจากภาคส่วนต่างๆ เป็นตัวแทนนักวิชาการสถาบันต่างๆ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนภาคประชาสังคม เข้าร่วมระดมความเห็น
นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อดีตประธานรัฐสภา และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “นำวิเคราะห์สถานการณ์ สังคมการเมืองไทย ปัญหาและทางออก” ตอนหนึ่งว่า เราตระหนักเป็นห่วงว่าบ้านเมืองของเราอยู่ในภาวะตกหล่มติดหล่ม ทำให้เกิดความเสียหาย ประชาชนยากไร้ ไม่มีความสุข จนเกิดความแตกแยก ขัดแย้ง ส่งผลให้ประเทศไม่ไปไหน เสียโอกาสในการก้าวสู่โลกกว้าง ซึ่งการติดหล่มครั้งใหญ่นี้ถือเป็นวิกฤติ แม้ที่ผ่านมาทุกฝ่ายพยายามแก้ไขปัญหากันมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยไปไหน ดังนั้นในการระดมความเห็นครั้งนี้จึงเป็นเจตนารมณ์ในการริเริ่มการทำงาน เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยไม่ได้หวังต่อต้านใครหรือเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ประเทศไทยต้องเป็นฝ่ายเดียวกัน ก้าวข้ามปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปให้ได้
“อาทิตย์”ชงสมัชชาประชาชนปฏิรูปปท.
“ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหาทางออกให้ประเทศชาติ ขับเคลื่อนสิ่งที่เราคาดหวังตั้งไว้ น่าจะมีกระบวนการที่เรียกว่า สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยเกิดขึ้น โดยเราอาสามาเป็นสถาปนิกและวิศวกรเพื่อสร้างสรรค์ ตกแต่งให้แก่ประชาชน เปรียบเสมือนเจ้าของประเทศ เจ้าของบ้านว่า เขาวาดฝันประเทศชาติไว้อย่างไร เราอาสามาที่จะออกแบบเพื่อให้เห็นชอบร่วมกัน โดยไม่ได้จับผิด ตำหนิ หาเรื่อง หรือทะเลาะกับใครทั้งสิ้น แต่มาสร้างรูปแบบ และหาทางออกของประเทศให้ออกมาดีที่สุด หากเราดำเนินการลักษณะองค์รวมที่เป็นความเห็นชอบร่วมกันของประชาชนทุกคน ผมมองว่า น่าจะเป็นทางออกโดยที่ไม่ต้องไปแสวงหาความปรองดองใดๆ หรือไปทำพิธีกรรม วาทกรรม หรือวิธีการทำประชามติที่จะแสวงหาความปรองดอง แต่เราจะได้สิ่งที่เรียกว่า ฉันทามติโดยอัตโนมัติ” นายอาทิตย์ กล่าว
“สังศิต”เสนอ 11 ประเด็นปฏิรูป
ต่อมา นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำเสนอผลการศึกษาตลอดระยะเวลา 2 ปี ในช่วงของ คสช. โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ควรจะต้องทำในข้อเสนอจำนวน 11 ประเด็น เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ประกอบด้วย 1.ข้อเสนอการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แล้วมีบางเรื่องที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว เช่น การผลักดันให้มี พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนของ สนช. และสิ่งที่ควรทำต่อไป อาทิ คดีทุจริตโดยเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่มีอายุความ ต้องตั้งศาลคอร์รัปชั่น ให้ประชาชนสามารถฟ้องศาลได้โดยตรง ถ้าหากมีการหนีคดีทุจริตให้มีการอายัดทรัพย์สินทันที สนับสนุนภาคประชาสังคมตรวจสอบคอร์รัปชั่น 2.การปฏิรูปด้านพลังงาน ควรเปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต โดยการแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 แล้วเพิ่มค่าภาคหลวงและการจัดการที่เป็นธรรม ที่สำคัญควรออกกฎหมายส่งเสริมพลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียน โดยการตั้งเป็นบรรษัทพลังงานไทย ยุบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเสีย 3.การปฏิรูปตำรวจ ให้แยกอำนาจสอบสวนออกจากอำนาจสืบสวนและจับกุม แล้วเพิ่มอำนาจให้นิติวิทยาศาสตร์และเป็นหน่วยงานอิสระ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นเพื่อลดอำนาจผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในลักษณะอธิบดีภาค และระบอบตำรวจควรปลอดการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง
4.การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน) อาทิ บริหารภายใต้รูปแบบจังหวัดจัดการตนเอง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาได้หลายแนวทาง อาจให้ผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้งในจังหวัดที่มีความพร้อม ปฏิรูประบบบริหารลักษณะพิเศษที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น สำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในลักษณะพิเศษ 5.การปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้ระบบการแข่งขันเสรีที่เป็นธรรมเพื่อสังคม อาทิ สนับสนุนการค้าแบบเสรี จัดตั้งหน่วยงานป้องกันกฎหมายการผูกขาดขึ้นในทุกพื้นที่ 6.การปฏิรูปการศึกษา อาทิ ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา ให้ลดอำนาจส่วนกลางไปเพิ่มบทบาทให้แก่ท้องถิ่นเพื่อจัดการศึกษา แล้วประเมินผู้เรียนแบบใหม่ เน้นการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์สนับสนุนการศึกษาอาชีวะ เทคนิค การเกษตรให้มากยิ่งขึ้น 7.การปฏิรูปภาคการเกษตร อาทิ การยกระดับความสามารถในการคาดการณ์ผลผลิตทางภาคการเกษตร พัฒนาให้เกษตรกรใช้ดิจิทัลได้ 8.การปฏิรูปการจัดการทรัพยากร อาทิ กำหนดให้รัฐมีอำนาจในการนำพื้นที่รกร้างว่างเปล่ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ จัดการผู้มีอิทธิพลที่ไปบุกรุกที่สาธารณะอย่างจริงจัง แล้วรัฐควรผลักดันให้มีกฎหมายธนาคารที่ดิน
9.การปฏิรูปด้านภาคแรงงาน อาทิ ให้กองทุนประกันสังคมเป็นอิสระจากระบบราชการเพื่อไม่ให้มีการคอร์รัปชั่นกันต่อไป แล้วจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยตาม พ.ร.บ.ความปลอดภัยในการทำงาน 2553 แล้วรัฐบาลจัดตั้งธนาคารแรงงานเพื่อเป็นกองทุนทางเศรษฐกิจของคนทำงาน 10.การปฏิรูปสื่อ อาทิ ออกกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อเพื่อให้สามารถทำงานตรวจสอบภาครัฐบนความรับผิดชอบ ห้ามหน่วยงานรัฐโฆษณาผ่านสื่อ และ 11.การแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในสังคม อาทิ ลดความเหลื่อมล้ำกระจายรายได้ที่เป็นธรรม แก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้อย่างจริงจัง
ด้าน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า เราติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาหลายสิบปี คนไทยก้าวไม่ทันโลก ขณะนี้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และรัฐบาล กำลังผลักดันอย่างเต็มที่ ก้าวไปข้ามขั้นบันได 4 ขั้น แต่รถไฟขบวนนี้คงไปไม่ไหว หากทุกภาคส่วนไม่พยายามดิ้นรนที่จะก้าวขึ้นไป เพราะมีประเทศเพื่อนบ้านค่าแรงต่ำก้าวมาแทนที่ เป้าหมายของเราต้องก้าวขึ้นไปเป็นระดับประเทศไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนประชาชนอย่างมาก
“วิชา”ชวนคนไทยออกแบบปท.ใหม่
ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ต้องชวนคนไทยมาออกแบบประเทศใหม่ ไม่ใช่แนวคิดปฏิรูปแบบที่ทำกันมาแล้ว ที่เป็นเพียงปะผุที่ย่ำแย่ ถ้าไม่เปลี่ยนผ่านประเทศจากชุมชน ประเทศจะไม่รอด เพราะมันเลวร้ายถึงรากหญ้าแล้วตอนนี้ อย่าเพิ่งท้อแท้ใจกัน ปัญหารากเหง้าของบ้านเราเกิดจากความพิการในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะทัศนคติข้าราชการไม่เปลี่ยนยังเหมือนเมื่อร้อยปีที่แล้ว ยังมีปัญหาอุปสรรคของกระบวนยุติธรรมในหลายกระทรวง เราจะไม่รอดหากมาปฏิรูปบนซากปรักหักพัง การออกแบบประเทศใหม่ โดยคิดจากฐานที่คนดีๆ เขาคิดกัน ไม่ใช่แค่ปฏิรูปตำรวจ ต้องปฏิรูประบบความยุติธรรมของประเทศ ในที่สุดแล้วต้องมีการออกแบบ มีโมเดลที่ทำ นำลงไปใช้หมู่บ้านอยากเปลี่ยน ในบ้านเมืองเจริญแล้วเขาใช้กฎหมายเสมือนหนึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศ มีค่ากว่าอะไรทั้งหมด จำเป็นที่สุดคือปฏิรูปกฎหมายให้เป็นธรรม ลงถึงรากหญ้าแท้จริง
ชงพิมพ์เขียวปฏิรูปปท. 18 ด้าน
ในช่วงท้าย นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมสมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทยว่า การประชุมวันนี้ (5 มิ.ย.) เพื่อเป็นเวทีให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เสนอแนะความคิดเห็นต่างๆ โดยสรุปได้ 18 ข้อ อาทิ การปฏิรูปการศึกษา, การปฏิรูปภาคการเกษตร, การปฏิรูปตำรวจ, การปฏิรูปการเมือง และการปฏิรูปศิลปวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี หลังจากนี้จะให้ผู้เข้าร่วมการประชุมที่สนใจ หรือมีความรู้ในด้านนั้นๆ เข้าสังกัดกลุ่ม ซึ่งมีให้เลือก 18 กลุ่ม ไปร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนะ ผลักดันการปฏิรูประยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยคาดว่า 1 เดือนคงได้ข้อสรุป ก่อนที่จะจัดทำเป็นบลูพริ้นท์เพื่อนำเสนอประชาชนต่อไป หลังจากนี้จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา จัดทำแผนปฏิรูปขับเคลื่อนและขยายเครือข่าย โดยเดือนกรกฎาคมนี้ จะมีการจัดเวทีอย่างเป็นทางการครั้งที่ 1 ภายใต้ชื่อ “มหกรรมประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อให้ภาคประชาชนรวมถึงเอกชน เข้าร่วมแสดงความเห็นนำสู่การแก้ปัญหาต่อไป
โพลล์ชี้ประชาชนกังวลการเมืองยังขัดแย้ง
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่องความวิตกกังวลของประชาชนต่อ “การเมืองไทย” ณ วันนี้ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานาน ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างมาก ถึงแม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพยายามลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองให้มีขึ้นในเร็ววัน แต่ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบด้านก็ยังส่งผลต่อความวิตกกังวลของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งจากผลสำรวจจำนวนทั้งสิ้น 1,319 คน สำรวจระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2559 สรุปผลได้ ดังนี้ การสำรวจได้ถาม “5 ความวิตกกังวล” ของประชาชนต่อการเมืองไทย ณ วันนี้ อันดับ 1 การเมืองไทยยังคงมีความขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย 84.70% อันดับ 2 ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน 81.45% อันดับ 3 ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เห็นแก่อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง 76.22% อันดับ 4 การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า 66.87% อันดับ 5 การเมืองไทยขาดเสถียรภาพ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย 62.03%
และต่อผลการสำรวจที่ว่า ประชาชนอยากให้ “การเมืองไทยในฝัน” เป็นอย่างไร อันดับ 1 นักการเมืองมีความสามัคคีปรองดอง ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน 83.94% อันดับ 2 รัฐบาลสามารถบริหารประเทศให้เจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีมีสุข 76.73% อันดับ 3 การเมืองไทยเป็นการเมืองที่ใสสะอาด ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่น 75.71% อันดับ 4 การเมืองที่ยึดหลักประชาธิปไตย ให้สิทธิเสรีภาพและความสำคัญกับประชาชน 67.18% อันดับ 5 การเมืองมีเสถียรภาพ มั่นคง ต่างชาติให้ความเชื่อมั่นและยอมรับ 60%
เสียงแตกถกองค์ประกอบจำนวน สมช.
พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ…. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ….ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด 24 มาตรา กรรมาธิการพิจารณาไปเพียง 17 มาตรา ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญคือ การกำหนดองค์ประกอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้อำนาจสภาความมั่นคงฯ สามารถตัดสินใจดำเนินการได้ทันที ในกรณีที่มีสถานการณ์ที่เป็นภัยคุกคาม จากนั้นก็เสนอความเห็น มาตรการต่างๆ ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ ขณะนี้อยู่ในขั้นการพิจารณารายละเอียดในมาตราต่างๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา กรรมาธิการได้ขอขยายเวลาการพิจารณาออกไป 30 วัน เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ให้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งนี้ยังมีบางประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ คือ ในมาตรา 6 องค์ประกอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.มีจำนวน 11 คน แต่มีสมาชิกขอเพิ่มเติมอีก 2 คน โดยขอเพิ่มผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ แต่ตนไม่เห็นด้วย เนื่องจากต้องการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติไม่ใหญ่โตเกินไป สามารถเรียกประชุมได้ทันทีเมื่อมีสถานการณ์เร่งด่วน หากมีจำนวนที่เยอะเกินไปเป็นห่วงเรื่ององค์ประชุมที่อาจไม่ครบองค์ประชุมได้
ในกรณีนี้หากต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมาประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็สามารถเชิญรัฐมนตรีหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาประชุมเป็นครั้งคราว ในฐานะสมาชิกเฉพาะกิจได้ อย่างไรก็ตามการพิจารณาของคณะกรรมาธิการคาดว่าไม่เกิน 2 เดือน น่าจะเสร็จเรียบร้อย และเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ได้
นปช.เปิดศูนย์ปราบโกงเมินห้ามแถลง
เวลา 10.00 น. ที่บริเวณชั้น 5 อาคารอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นพ.เหวง โตจิราการ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ร่วมกันเปิด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ”
ทั้งนี้ ก่อนเปิดศูนย์ พ.ต.อ.สุพล ค้ำชู ผู้กำกับ สน.โชคชัย และร.ต.สุนทร ยอดดี ผู้บังคับกองร้อยรักษาความปลอดภัย ได้เข้าพูดคุยกับนายจตุพร โดย ร.ต.สุนทรขอความร่วมมือไม่ให้มีการแถลงข่าวเปิดศูนย์ดังกล่าว โดยอ้างว่าผู้บังคับบัญชาขอความร่วมมือ
ขณะที่นายจตุพรกล่าวว่า ขอฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เคยระบุว่าสามารถเปิดศูนย์ได้ แต่ต้องจับตัวเองด้วยหากโกง ตนจะจับทุกฝ่ายที่โกง ใครก็ตามที่มาสั่งห้ามไม่ให้เปิดศูนย์เท่ากับขัดคำสั่งพล.อ.ประยุทธ์ ฉะนั้นขอให้ไปปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชาใหม่ ทั้งนี้การรักษาคำพูดเป็นเรื่องสำคัญ
“นายกฯ เป็นรัฏฐาธิปัตย์ หากกลับคำก็เหมือนกับถ่มน้ำลายแล้วเลียกลับ ย่อมสร้างความเสื่อมเสียแก่ พล.อ.ประยุทธ์เอง อย่าว่าแต่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็เป็นไม่ได้ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ก็อนุญาตให้ทำได้ แต่พอเอาจริงจิตใจขี้หมา ผมมองว่า หากห้ามแถลงเปิดศูนย์จะเป็นเรื่องใหญ่กว่าการแถลง เพราะมีทั้งสื่อไทยสื่อนอกติดตามอยู่ ดังนั้นอย่ามีเรื่องกัน การทำแบบนี้เท่ากับทำลายเกียรติภูมิของนายกฯ ยืนยันว่าการเปิดศูนย์วันนี้จะไม่มีปัญหา แถลงเสร็จก็จะแยกย้าย ผมเป็นคนปากกับใจตรงกัน ถ้าไม่คิดโกงหรือล้ม อย่าขัดขวางเลย”
จี้บิ๊กตู่พูดชัดไม่เลื่อน-ไม่ล้มประชามติ
จากนั้นนายจตุพรให้สัมภาษณ์ถึงการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยมาตรา 61 วรรคสอง ขัดรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 หรือไม่ว่า วันที่ 6 มิถุนายน เวลา 13.00 น. นปช.จะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เร่งวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และระหว่างนี้ขอให้ กกต.หยุดการใช้จ่ายงบประมาณพิมพ์บัตรประชามติ และหยุดอบรมครู ก. ครู ข. และครู ค. ไปก่อน
“ผมชักจะเชื่อพล.อ.ประยุทธ์ว่าจะมีการเลื่อนการลงประชามติ ดังนั้นผมต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์พูดออกมาให้ชัดเจนว่า ต้องการให้มี หรือต้องการล้มประชามติ ต้องการอยู่ยาว หรือไม่ต้องการอยู่ในอำนาจแล้ว ระหว่าง นปช.กับ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน และการตั้งศูนย์ปราบโกงครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อล้ม คสช. เมื่อไหร่ที่ นปช.ต้องการล้ม คสช.จะแจ้งให้ทราบก่อนอย่างแน่นอน การลงประชามติครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของสีใดสีหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการ ภารกิจแรกของศูนย์ปราบโกงคือ วันที่ 20 มิถุนายนนี้ จะมีการนัดหมายเพื่อเปิดศูนย์ทั่วประเทศ โดยจะมีอาสาสมัครของศูนย์ ซึ่งไม่ใช่คนสีใดสีหนึ่งลงพื้นที่สังเกตการณ์ มีทีมกฎหมาย หากพบว่าจะมีการทุจริตก็จะไปแจ้งต่อ กกต. จากนั้น นปช.ส่วนกลางก็จะแถลงข่าว จึงขอเชิญสื่อมวลชนให้มาอยู่ที่นี่จะมีการแถลงจับโกงกันทุกวัน นอกจากนี้ศูนย์ปราบโกงยังจะขอให้ กกต.อนุญาตให้เราส่งคน 3-5 คน เข้าไปสังเกตการณ์ที่หน่วยออกเสียงในการลงประชามติทั่วประเทศด้วย ถ้าไม่โกงกัน ท่านต้องอนุญาต” นายจตุพร กล่าว
คสช.ซัดศูนย์ปราบโกงฯซ้ำซ้อน
พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.กล่าวถึงกรณีที่แกนนำ นปช.ร่วมกันเปิด “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” ว่า กรณีการตั้งศูนย์ปราบโกงฯนั้น สังคมเข้าใจว่า นปช.เหมือนเป็นองค์กรทางการเมือง ภาพที่ออกมาจะทำให้สังคมเกิดความสับสนว่าเป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองหรือไม่ ทั้งที่ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักที่เขารับผิดชอบในเรื่องการแจ้งเบาะแสของการโกงประชามติอยู่แล้ว ถ้าหากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมใดๆ สามารถร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสได้ตามระบบช่องทางที่กำหนดไว้ ซึ่งประชาชนทุกคนสามารถแจ้งได้หมด
“มีประชาชนสอบถามแสดงความเป็นกังวลว่า การตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ มีหน่วยงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว ทำไมต้องตั้งศูนย์ขึ้นมาอีก และลักษณะการดำเนินการต่างๆ ก็ไม่มีรายละเอียด บางครั้งสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นกิจกรรมการเมืองหรือไม่ และถ้าทุกคนขอดำเนินจัดกิจกรรมแบบนี้ทั้งหมด จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ และกลไกตามระบบยังมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ไม่อยากให้บรรยากาศการเริ่มต้นมีลักษณะจินตนาการกันเองในเชิงหวาดระแวง จนกระทั่งเกินสภาพความเป็นจริงทางธรรมชาติที่ควรจะเป็น ทั้งที่ไม่มีสัญญาณอะไรเลย แต่กลับไปทำให้บรรยากาศดูน่ากลัว” โฆษก คสช. กล่าว
กรธ.ลั่นประชามติไม่ใช่การเล่นลิเก
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวถึงกกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ออกเสียงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ว่า ส่วนตัวคิดว่าอย่าไปกังวล ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หากประชาชนรู้หน้าที่ มีระเบียบวินัยทำตามกฎหมายก็คงไม่ต้องส่งเรื่องนี้ให้ศาลตีความ เพราะจริงๆ ข้อความในมาตรานี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่ทำให้การออกเสียงประชามติเกิดความสงบเรียบร้อย การลงประชามติไม่ใช่การเล่นลิเก หรือมหรสพที่บรรยากาศจะต้องครื้นเครงสนุกสนาน แต่เป็นการลงมติตัดสินรัฐธรรมนูญของประเทศ
กกต.งัดมาตรการกันปลอมบัตรออกเสียง
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า ในส่วนของการทำบัตรออกเสียงประชามติจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นคำถามเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และในส่วนที่เป็นคำถามพ่วงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยทั้ง 2 ส่วนจะมีสีที่ต่างกันชัดเจน ซึ่งจะมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยในการพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ โดยสีที่ใช้ในบัตรออกเสียงประชามติถือได้ว่าเป็นความลับสุดยอด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลอมแปลงบัตรออกเสียงประชามติได้ ทั้งนี้จะไม่ใช้แม่สีหลัก แต่จะเป็นสีผสม ที่มีการผสมอย่างน้อย 2-3 สีขึ้นไป เพื่อให้ปลอมแปลงได้ยากขึ้น และสัดส่วนในการผสมสีก็จะมีเพียงตนคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ซึ่งการพิมพ์บัตรออกเสียงครั้งนี้ถือว่ามีการป้องกันความปลอดภัยระดับกลาง ยังไม่ถึงขั้นการป้องกันความปลอดภัยระดับสูงอย่างสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะการพิมพ์ต้องใช้งบประมาณที่สูง
