ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160524/228233.html
การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2559
“บีทีเอส”ทุ่มเงินก้อนโต1.1หมื่นล้านซื้อรถไฟฟ้า46ขบวนจากผู้ผลิตรายใหญ่จากจีน“ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล”และซีเมนส์จากเยอรมนีรองรับการเดินรถได้ตลอด10ปี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อขายรถไฟฟ้า 46 ขบวน จำนวน 184 ตู้ มูลค่ารวมประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม เป็นการลงนามในสัญญา ระหว่างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ซีเมนส์ จำกัด
สำหรับสัญญาซื้อขบวนรถไฟฟ้าดังกล่าว จะแบ่งออกเป็นการซื้อจากบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉางชุน เรลเวย์ เวฮิเคิล จำกัด จำนวน 24 ขบวน จากบริษัท ซีเมนส์ จำกัด จำนวน 22 ขบวน มูลค่ารวมประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นทั้งในเส้นทางปัจจุบัน คือหมอชิต-แบริ่ง และสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-บางหว้า รวมระยะทาง 36.25 กิโลเมตร และในเส้นทางส่วนต่อขยายไปสมุทรปราการ ระยะทาง 13 กิโลเมตร และคูคต ระยะทาง 19 กิโลเมตร ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารตามปกติเฉลี่ยจะอยู่ที่ 7 แสนเที่ยวคนต่อวัน ในไตรมาสแรกขยับขึ้นมา 6% จากปีก่อน โดยมีจำนวนผู้โดยสารสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ 9 แสนเที่ยวคนต่อวัน
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเริ่มเปิดให้บริการรถไฟฟ้าในปี 2542 มีขบวนรถไฟฟ้าให้บริการทั้งหมด 35 ขบวน ความยาวขบวนละ 3 ตู้ รวมเป็น 105 ตู้ จนปัจจุบันมีรถไฟฟ้าให้บริการทั้งสิ้น 52 ขบวน ความยาวขบวนละ 4 ตู้ รวม 208 ตู้ และเมื่อขบวนรถไฟฟ้าส่งมอบครบหมดแล้ว ตามสัญญาในครั้งนี้ ซึ่งจะทยอยส่งมอบประมาณต้นปี 2561 และส่งมอบแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2563 จะทำให้บริษัทมีขบวนรถไฟฟ้าให้บริการทั้งสิ้น 98 ขบวน รวม 392 ตู้ และจะให้บริการในเส้นทางสายสีลม จากสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ ถึงสถานีบางหว้า ระยะทางรวม 14 กิโลเมตร และสายสุขุมวิท จากสถานีคูคต ถึงสถานีสมุทรปราการ รวมระยะทาง 55 กิโลเมตร
ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารในเส้นทางที่ให้บริการดังกล่าวได้อีกไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยบริษัทจะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วตามนโยบายของรัฐบาล
สำหรับการลงทุนครั้งนี้ นับเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของบริษัท และพยายามจะใช้อุปกรณ์บางชนิดที่สามารถผลิตในประเทศได้ เช่น เก้าอี้ ห่วง ราวจับ และโคมไฟ อีกทั้งได้มาประกอบรถในประเทศเพื่อให้เกิดการสร้างงานในประเทศอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทจะเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบรางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทมีประสบการณ์ และมีความเข้าใจในธุรกิจมากที่สุด ส่วนรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ที่รัฐบาลกำลังทยอยออกมานั้น บริษัทมีความพร้อมที่จะเข้าไปร่วมประมูลทุกเส้นทาง ซึ่งในด้านเงินลงทุน ก็ได้เตรียมความพร้อมมานานแล้ว และยังมีความสามารถในการใช้เงินกู้จากสถาบันการเงินอีกจำนวนมาก
ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายไปสมุทรปราการนั้น บริษัทจะเป็นผู้ให้บริการเดินรถ คาดว่าจะทยอยเปิดสถานีแรกคือ สำโรง ในต้นปีหน้า จากนั้นจะเปิดให้ครบทั้งเส้นได้ประมาณปลายปี 2561
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติรถไฟฟ้าไปแล้ว 3 เส้นทางคือ สายสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี สายสีชมพู แคราย-มีนบุรี และสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ซึ่งจะเร่งเปิดประมูลให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ เพื่อเร่งให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว ส่วนรถไฟฟ้าเส้นทางอื่นๆ ที่เหลืออยู่ จะเร่งให้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปีเศษที่เหลือนี้ โดยภาคเอกชน ถือเป็นนักรบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัว
“เศรษฐกิจไทยจะโตได้ ไม่ใช่เกิดจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เอกชนต้องมั่นใจในประเทศ ต้องกล้าลงทุน เช่นเดียวกับบริษัทบีทีเอส ที่กล้าลงทุนเป็นหลักหมื่นล้านบาท และมองไปในอนาคตว่าสิ่งเหล่านี้คือโครงการลงทุนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งการลงทุนของบีทีเอสครั้งนี้ นับเป็นครั้งสำคัญท่ามกลางบรรยากาศทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มดีขึ้นทีละน้อย ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จาก 2 ปีก่อน ที่จีดีพีขยายตัวเพียง 0.8% และบ้านเมืองอยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่ปีที่แล้วกลับมาขยายตัวได้ 2.8% และในปีนี้ ไตรมาสแรก จีดีพีขยายตัวถึง 3.2% เป็นการขยายตัวสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่” นายสมคิดกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะไม่ประมาท และยังต้องใช้ความระมัดระวังต่อไป ภายใต้ภาวะการเมืองไทยในปัจจุบัน ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีแต่โทรม กับทรุด ภายใต้ภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำลง ตามราคาน้ำมัน แต่ขณะนี้ การลงทุนของไทย การท่องเที่ยว ระดับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ และฝีการเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศมากขึ้น แต่ก็ยังต้องระมัดระวังในด้านการส่งออก ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว แต่การส่งออกก็มีความสำคัญกับเศรษฐกิจ คิดเป็น 70% ของจีดีพี ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องไม่ประมาท
