ปฏิวัติการฟังเสียงปชช.วัดใจ‘คสช.’สร้างปชต.แบบมีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160525/228285.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม 2559
ปฏิวัติการฟังเสียงปชช.วัดใจ‘คสช.’สร้างปชต.แบบมีส่วนร่วม

ปฏิวัติการฟังเสียงปชช.วัดใจ‘คสช.’ สร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม : ขยายปมร้อน โดยขนิษฐา เทพจร

              การประชุมของ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)” วานนี้ มีวาระพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีข้อเสนอให้ออกร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ….. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปประเทศ ที่เปิดโอกาสและยกระดับการมีส่วนร่วมของ “ประชาชน” ต่อการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐของหน่วยงานของรัฐทุกกรณี และเป็นกลไกเสริมให้เกิดการพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านธรรมาภิบาล

ในสาระสำคัญของเนื้อหา “ดร.ถวิลวดี บุรีกุล นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ฐานะ กมธ. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน” สรุปใจความไว้ว่า เพื่อให้หลักประกันด้านสิทธิของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมการดำเนินนโยบายและโครงการของหน่วยงานรัฐทุกระดับเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับหลักการที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เหตุผลสำคัญที่คณะทำงานต้องเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาช่วงนี้ เพื่อผลักดันความเป็นรูปธรรมของกระบวนการประชารัฐ และเชื่อว่าด้วยความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ การผลักดันกระบวนการภาคประชาชนร่วมคิดเพื่อบ้านเมืองกับหน่วยงานรัฐ จะทำได้ง่ายกว่าการพิจารณาในช่วงของสภานักการการเมือง

อย่างไรก็ตามความเป็นมาของ “ร่างกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ริเริ่มในสมัยของ “สภา สปท.” แต่ถูกริเริ่มมาภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บังคับใช้แล้ว 2 ปี โดย “ดร.ถวิลวดี และคณะนักวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า” ด้วยเหตุผลสำคัญที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บัญญัติให้มีกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนการดำเนินโครงการ หรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตแต่หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติตามที่ระบุว่าเป็นไปตามที่ “กฎหมายบัญญัติ” ไม่เคยถูกหน่วยงานใดหยิบยกมาพิจารณาเพื่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

“ดร.ถวิลวดี” เล่าว่า จากสาเหตุดังกล่าวทำให้กลายเป็นประเด็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับประชาชน, ประชาชนกับหน่วยงานราชการ, หน่วยงานราชการกับภาคประชาสังคม ในกรณีที่รัฐจะดำเนินโครงการต่างๆ สำหรับความพยายามผลักดันกฎหมายเพื่อรองรับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนั้นเคยผลักดันเข้าสู่กระบวนการทางฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ เมื่อปี 2549 เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ภาคประชาชนร่วมลงชื่อครบ 1 หมื่นชื่อ และเตรียมยื่นร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ก่อนที่ฝันของประชาชนจะไปถึงระดับนั้น กลับต้องล้มพับไป เพราะรัฐบาลยุคนั้นประกาศยุบสภา

สำหรับสาระสำคัญของเนื้อหาร่างกฎหมาย ที่ถูกปัดฝุ่นและปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อเสนอให้ “สปท.” พิจารณา คือ กำหนดให้หน่วยงานรัฐสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ทั้งการให้ข้อมูล, รับฟังความเห็น, ริเริ่มการปฏิบัติตามนโยบาย, การตัดสินใจ, การตรวจสอบ, การแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกนโยบาย พร้อมมีภาคบังคับให้หน่วยงานรัฐนำผลการรับฟังความเห็นไปใช้ประกอบการตัดสินใจในกระบวนการทำนโยบาย, เยียวยา, แก้ไขผลกระทบ

นั่นหมายถึงขีดกติกาให้ รัฐต้องฟังเสียงประชาชน ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการทำนโยบาย

นอกจากนั้น ยังเขียนให้มี “คณะกรรมการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ” จำนวน 19 คน โดยมีนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน มีผู้แทนภาคประชาชนและนักวิชาการเป็นกรรมการ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนภาคประชาชนต่อการมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐ และใช้สิทธิทางศาลแทนประชาชน หากเกิดกรณีพิพาทที่นำไปสู่การฟ้องร้อง

ที่สำคัญได้กำหนดบทลงโทษผู้ที่ขัดขวาง บิดเบือน ไม่ทำตามกฎหมายหรือคำสั่งขอคณะกรรมการ เพื่อยืนยันในหลักประกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่บิดพลิ้วการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

สำหรับการพิจารณาและสมาชิก สปท. แม้เสียงส่วนหนึ่งจะยกย่องและชื่นชม พร้อมยกให้เป็นการปฏิวัติกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และสร้างกลไกประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่แท้จริง แต่ยังมีเนื้อหาบางส่วนที่ถูกตั้งข้อทักท้วง อาทิ การไม่บัญญัติคำนิยามของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้ชัดเจน อาจก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการผลักดันและดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้โครงการรัฐล่าช้า รวมถึงที่มาของกรรมการ ซึ่งมาจากสรรหา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการต่อกรณีใช้สิทธิทางศาลแทนประชาชน เพราะอาจเกิดการแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมได้ รวมถึงอำนาจหรือสิทธิต่อการยับยั้งโครงการของหน่วยงานรัฐที่มีผลกระทบต่อประชาชน ว่าจะมีอยู่ในระดับ หรือขั้นตอนไหน?

ผลการพิจารณาของ “สปท.” เสียงข้างมาก 123 เสียงเห็นชอบกับรายงานตามที่เสนอ ทำให้ขั้นตอนปฏิบัติต่อไป คือการส่งเนื้อหาให้แก่ “รัฐบาล” พิจารณา ว่าจะส่งต่อให้ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ออกเป็นกฎหมายต่อไปหรือดองเรื่องค้างไว้ เหมือนกับ “รายงานการปฏิรูปหลายเล่ม” ที่ขณะนี้ยังไม่เกิดการผลักดันให้นำไปสู่การปฏิบัติจริง

Leave a comment