รีดภาษี…กลไก‘ซ่อนหวาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20160524/228202.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม 2559
รีดภาษี...กลไก‘ซ่อนหวาน’

รีดภาษี…กลไก‘ซ่อนหวาน’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           “โรคติดหวาน” กลายเป็นปัญหาคุกคามสุขภาพของคนไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ต้องรีบเสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเห็นชอบเรื่องการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ ด้วยการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐาน

ปรากฏว่าในที่ประชุม สปท.วันที่ 26 เมษายน 2559 ลงมติด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 153 ไม่เห็นด้วย 2 และงดออกเสียง 6

หมายความว่า สปท.จะส่งเรื่องนี้ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาออกเป็นกฎหมาย ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่จะมีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม มีการเสนอเก็บภาษี 2 อัตรา คือ หากใส่น้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เก็บภาษีสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และมากกว่า 10 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีไม่น้อยกว่า 25% เป้าหมายหลักของเครื่องดื่มที่คาดว่าทำให้คนไทยติดหวาน คือ “ชาเขียว” และ “น้ำผลไม้” เพราะใส่น้ำตาล 8–13 ช้อนชาต่อขวด มีคนนิยมซื้อดื่มทั่วประเทศ เฉพาะตลาดชาเขียวอย่างเดียวมูลค่าสูงถึง 4 หมื่นล้านบาทต่อปี เครือข่ายต่อต้านการกินหวานคาดหวังว่า เมื่อราคาขายต่อขวดของกลุ่มเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลเยอะๆ แพงขึ้น ลูกค้าจะได้คิดหนักก่อนควักเงินซื้อ และอาจเปลี่ยนใจเลือกเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลน้อยราคาถูกแทน

คนไทยติดหวานแค่ไหน?

องค์การอนามัยโลกตั้งค่ามาตรฐานของน้ำตาลที่ควรกินต่อวันไว้ว่า ผู้ชายไม่เกิน 37.5 กรัม หรือ 9 ช้อนชา ส่วนผู้หญิงไม่เกิน 25 กรัม หรือ 6 ช้อนชา ขณะที่โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยข้อมูลการสำรวจการบริโภคน้ำตาลของคนไทยปี 2544 พบว่าสูงถึง 20 ช้อนชาต่อวัน หรือเกือบ 80 กรัม คนไทยกินหวานกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ 3-4 เท่า ทำให้มีความพยายามรณรงค์ให้ลดการกินหวาน แต่ดูเหมือนไม่ได้รับการตอบรับมากนัก เพราะผ่านไป 10 ปี ผลสำรวจในปี 2554 พบว่าคนไทยกินน้ำตาลเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมขยับขึ้นไปสูงถึง 25 ช้อนชาต่อวัน หรือประมาณ 100 กรัม หมายความว่าเพิ่มขึ้น 2.3 เท่าในช่วงเวลา 10 ปี

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือ น้ำชาเขียวและน้ำผลไม้ที่วางขายในร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นสินค้าขายดีมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ จึงเสนอให้ควบคุมการกินน้ำตาลในเครื่องดื่มประเภทนี้ โดยเก็บภาษีจากที่เคยได้รับการยกเว้นมาตลอด ที่ผ่านมาเก็บภาษีเพียง น้ำอัดลม โซดา และเครื่องดื่มชูกำลัง

“ทีมข่าว คม ชัด ลึก” ออกสำรวจปริมาณน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่มชาเขียวและน้ำผลไม้ที่วางขายในร้านสะดวกซื้อพบว่า ส่วนใหญ่มีประมาณ 10-32 กรัมต่อขวด หรือประมาณ 6-10 ช้อนชา แต่ที่น่าสนใจคือ มีน้ำผลไม้และชาเขียวชื่อดังบางยี่ห้อ ใช้วิธีไม่ใส่คำว่า “น้ำตาล” ในฉลาก แต่หลีกเลี่ยงไปใส่คำว่า “ฟรุกโตส” แทน ซึ่ง ฟรุกโตส (Fructose) เป็นหนึ่งในชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ของ “น้ำตาลทราย” นั่นเอง เช่น เครื่องดื่มชาเขียวผสมน้ำผึ้งยี่ห้อหนึ่งระบุในฉลากว่า น้ำตาล 3.5 เปอร์เซ็นต์ ฟรุกโตส 9.5 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ระบุจำนวนกรัมว่ามีปริมาณเท่าไร นับเป็นหนึ่งในกลไกการหลบเลี่ยงไม่ระบุข้อเท็จจริงของส่วนผสมน้ำตาลที่ชัดเจนให้ลูกค้าได้รับทราบ

“พชร แกล้วกล้า” ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยอมรับว่า การใช้ชื่อวิทยาศาสตร์หรือศัพท์เฉพาะยากๆ มาใส่ในฉลากแทนคำศัพท์ที่คนทั่วไปรู้จัก ถือเป็นความไม่โปร่งใสและเอาเปรียบผู้บริโภค เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคพยายามเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาควบคุมหรือออกกฎระเบียบไม่ให้ใช้คำศัพท์เหล่านั้น เช่นเดียวกับสารกันบูด ผงชูรสในขนมปัง หรือขนมกรอบแกรบ ก็ใช้วิธีนี้เช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรีบทำอย่างเร่งด่วน เพราะคนไทยกำลังติดหวาน ส่งผลให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งทำลายสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก

“มาตรการเก็บภาษีเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะอยากให้ราคาเครื่องดื่มกลุ่มนี้แพงขึ้นมากๆ เพราะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ถึงแม้บางคนมองว่าต่อให้ราคาสูงขึ้นคนก็ยังซื้อดื่ม แต่ต้องมองว่า อย่างน้อยก็มีเงินส่วนหนึ่งเข้ารัฐ ดีกว่าไม่มีอะไรเลย ทุกวันนี้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์อย่างเดียว ทำน้ำหวานขายได้เงินเยอะแยะ ส่วนคนไทยต้องป่วยแล้วรัฐต้องมารับภาระรักษาในอนาคต หากเป็นไปได้อยากเสนอให้นำเงินภาษีสรรพสามิตที่เก็บเพิ่มในส่วนนี้ไปจัดตั้งเป็นกองทุนพิเศษขึ้นมา เพื่อดูแลรักษาผู้ป่วยโดยเฉพาะ ดีกว่าเก็บภาษีแล้วเอาไปรวมๆ กับภาษีส่วนอื่น” พชร แนะนำ

ขณะที่ “นณริฏ พิศลยบุตร” นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความเห็นว่า การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มน้ำตาลเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการกินน้ำตาลทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็น 2 โรคฮิตที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมากในแต่ละปี ภาษีส่วนนี้จะมีส่วนช่วยในการลดต้นทุนรายจ่ายทางด้านสวัสดิการภาครัฐในการดูแลผู้ป่วย ที่มีปัญหาจากการกินหวาน ตัวอย่างงานวิจัยของเม็กซิโก ปี 2556-57 พบว่าหลังเก็บภาษีทำให้คนหันไปซื้อน้ำเปล่าดื่มมากขึ้น แม้ตัวเลขการขายน้ำอัดลมจะไม่ลดลง แต่ก็ไม่เพิ่มขึ้นมาก เป็นลักษณะทรงตัว ในแง่เศรษฐศาสตร์ถือว่าดี เพราะไม่ขยายตัว ส่วนฝรั่งเศสพบว่าเมื่อเก็บภาษีสูงร้านค้าปลีกก็ขายแพงขึ้น คนซื้อน้ำหวานดื่มน้อยลง”

“อยากเสนอว่า นอกจากขึ้นภาษีจากปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มแล้ว รัฐควรเก็บภาษีจากการผลิตหรือการขายน้ำตาลโดยตรงด้วย เพราะคนไทยกินหวานจากอาหารหลายชนิด ไม่ใช่เครื่องดื่มอย่างเดียว เมื่อราคาน้ำตาลในท้องตลาดสูงขึ้น การบริโภคก็จะค่อยๆ ลดลง แน่นอนว่าอาจไม่เห็นผลในวันสองวัน แต่น่าจะเห็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว แต่ต้องระวังว่า จะมีการเปลี่ยนไปใช้สารเคมีแทนความหวานใส่แทนน้ำตาล ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเช่นกัน รัฐต้องควบคุมสารแทนความหวานเหล่านี้ด้วย”

เจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ส่วนจัดเก็บภาษีเครื่องดื่ม อธิบายว่า ขณะนี้กำลังรอกฎหมายว่าจะให้จัดเก็บเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลหรือไม่อย่างไร ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีจาก “น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง” ร้อยละ 20 “โซดา” ร้อยละ 25 ถือเป็น 3 เครื่องดื่มหลักที่เก็บภาษี นอกนั้นเป็น น้ำแอปเปิ้ล น้ำกีวี น้ำแร่บางชนิดที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่ยังไม่เคยเก็บจากเครื่องดื่ม ชา กาแฟ หากเป็นน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของผลไม้เกินร้อยละ 10 ก็ไม่ต้องเสียภาษี โดยใช้วิธีคิดภาษีนั้น บริษัทจะแจ้งว่าราคาต้นทุนบวกกำไรเท่าไร จากนั้นคำนวณภาษีจากข้อมูลการผลิตที่แจ้งมาร้อยละ 20 หรือ 25 ตามที่กฎหมายกำหนด

เมื่อเก็บภาษีแล้วทำให้ราคาเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเหล่านี้แพงขึ้น คนไทยยังซื้อกินต่อหรือไม่? โรคติดหวานลดลงหรือไม่?

คำตอบเหล่านี้ยังไม่แน่ชัด แต่ประเมินกันว่า รัฐจะมีรายได้จากภาษีส่วนนี้ปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท อย่างแน่นอน หลายฝ่ายจึงอยากให้รัฐบาลเร่งสปีด รีดภาษีน้ำตาลในน้ำหวานเหล่านี้ให้เร็วที่สุด !

Leave a comment