ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/detail/20160529/228573.html
โพลล์เผยร้อยละ72.3ยังไม่เลือกพรรคใด ปชช.อยากให้‘ประยุทธ์’แก้ปัญหาศก.ก่อนมีรัฐบาลใหม่
29พ.ค.2559 ดร.นพดล กรรณิกา ประธานชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชนและผู้อำนวยการสำนักวิจัย ซูเปอร์โพล นำเสนอผลสำรวจ เรื่องหยั่งกระแสเสียงสาธารณชนต่อพรรคการเมือง หากมีเลือกตั้ง จากกรณีศึกษาตัวอย่างผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 15 จังหวัด ระหว่างวันที่ 1-28 พ.ค. 59 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 72.3 ไม่เลือกพรรคใดเลย ร้อยละ 14.8 เลือกพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 11.4 เลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 1.5 เลือกพรรคอื่นๆ ทั้งนี้ เมื่อแบ่งตามภูมิภาค พบว่า การตัดสินใจของประชาชนเลือกพรรคการเมืองเหมือนเดิม คือ คนภาคเหนือ ร้อยละ 17.6 ภาคอีสาน ร้อยละ 14.4 ยังคงเลือกพรรคเพื่อไทย ส่วนร้อยละ 32.7 คนภาคใต้ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ร้อยละ 78 ไม่เลือกพรรคใดเลย
“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยเเพร่ผลโพลเรื่อง“10ภารกิจที่รับบาลพล.อ.ประยุทธ์ควรทำก่อนมีรัฐบาลใหม่”ใจความว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ คสช. ระบุว่าจะมีการเลือกตั้งปี 2560 ในขณะที่หลายฝ่ายเห็นว่าบ้านเมืองขณะนี้ยังอยู่ในสถานการณ์ที่มีหลายปัญหาให้ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และต่างประเทศ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนก่อนจะมีรัฐบาลใหม่ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,281 คน สำรวจระหว่างวันที่ 23-28 พฤษภาคม 2559 สรุปผลได้ดังนี้
“10 ภารกิจเร่งด่วน” ที่ประชาชนอยากให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำก่อนมีรัฐบาลใหม่
อันดับ 1 แก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 85.48%เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ได้รับความเดือดร้อน ลำบาก ค้าขายซบเซา ส่งออก-นำเข้ามีปัญหา ฯลฯ
อันดับ 2 แก้ปัญหาปากท้อง ดูแลสวัสดิการ ค่าจ้าง และความเป็นอยู่ของประชาชน 83.14%เพราะข้าวของแพง เงินไม่พอใช้ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชน อยากมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ฯลฯ
อันดับ 3 แก้ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม 79.86%เพราะเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมและรุนแรงมากขึ้น มีผลต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ฯลฯ
อันดับ 4 ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น 74.71%เพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการได้ดี มีความเด็ดขาด มีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม ฯลฯ
อันดับ 5 แก้ปัญหาภาคการเกษตร ภัยแล้ง 71.19%เพราะเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เป็นหนี้ ทำการเกษตรไม่ได้ สถานการณ์ภัยแล้งรุนแรงมากขึ้นทุกปี ฯลฯ
อันดับ 6 แก้ปัญหาการศึกษาไทย 70.96%เพราะการศึกษาไทยยังต่ำกว่ามาตรฐาน กลัวว่าจะล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถแข่งขันได้ ฯลฯ
อันดับ 7 การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ 68.85%เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรทำอย่างยิ่ง ประเทศจะได้มีความพร้อมทุกๆ ด้าน พัฒนาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ฯลฯ
อันดับ 8 การแก้กฎหมาย โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ 65.34%เพราะเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ประชาชนมีความเชื่อมั่น การบังคับใช้กฎหมายถูกต้อง ยุติธรรม ฯลฯ
อันดับ 9 สร้างความสามัคคีปรองดองให้กับคนในชาติ 65.11%เพราะความขัดแย้งยังมีให้เห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเมือง อยากเห็นบ้านเมืองมีเสถียรภาพ คนไทยรักกัน ฯลฯ
อันดับ 10 ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 59.48%เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ เป็นที่จับตามองของต่างชาติ คนจนถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่เท่าเทียม ฯลฯ
‘อุเทน’กระตุกคสช.อำนาจล้น-งานไม่เดิน
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวในโอกาสครบรอบ 2 ปีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยได้นำหนังสือที่ส่งถึง คสช.เมื่อวันที่ 23 พ.ค.57 หรือหลังจากที่ คสช.เข้ามายึดอำนาจเพียง 1 วัน ที่แสดงถึงการสนับสนุน และการนำข้อเสนอที่ คสช.ปฏิบัติในระหว่างบริหารประเทศ พร้อมระบุว่า “ความจริงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ที่ไม่เคยได้คำตอบ
นายอุเทน ระบุด้วยว่า ยังยืนยันว่าสนับสนุนการตัดสินใจเข้ามารัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. แม้จะทำช้าไป 2-3 เดือนก็ตาม เพื่อยุติความรุนแรงที่ขยายตัวขึ้นเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะในเวลานั้นคงไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว แต่ถึงวันนี้ทุกข้ออ้างในการทำรัฐประหาร กลับยังไม่ได้รับการปฏิบัติให้เรียบร้อย ทั้งที่รัฐบาล และ คสช.มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การสร้างความปรองดองก็ยังไม่เกิดอย่างแท้จริง ความขัดแย้งยังมีอยู่เพียงแต่ถูกกดทับไว้โดยคำสั่งของ คสช.เท่านั้น กระแสข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังมีให้ได้ยินอยู่ ไม่ได้ลดไปจากรัฐบาลเลือกตั้งแต่อย่างใด โดยเฉพาะการซื้อขายตำแหน่งในวงราชการที่ยังมีการพูดถึงกันอย่างหนาหู ตลอดจนการปฏิรูปด้านต่างๆก็ยังไม่มีรูปธรรมให้เห็น ข้อเสนอของพรรคคนไทยที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ในการปฏิรูปหลายด้านก็ไม่เคยได้รับการตอบสนอง ทั้งการปริวรรตเงินตรา “ปรับแก้กฎหมายเปลี่ยนสีธนบัตร” เพื่อขจัดเงินนอกระบบ ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการควบคุมราคาสินค้าและลดต้นทุนการผลิต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เป็นต้น
นายอุเทน กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในวันนี้คือ แนวนโยบายแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ที่อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ทบทวนว่าแนวทางที่ปฏิบัติในขณะนี้มาถูกทางแล้วจริงหรือ สังเกตจากปัจจัยหลายๆอย่างสะท้อนแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ อาทิ ค่าเงินบาทที่ตกต่ำ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีอัตราการลดลงอย่างรวดเร็ว หรือการใช้จ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผลลัพธ์ที่ออกมาคุ้มค่ากับที่รัฐต้องสูญเสียไปหรือไม่ เป็นต้น ทั้งนี้โดยส่วนตัวก็ยังเชื่อในความตั้งใจจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ก็เห็นว่า ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในด้านต่างๆ ก็มาจากการเลือกใช้คนเก่าๆที่ล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในการสร้างปัญหาให้กับประเทศในอดีตมาแล้วทั้งสิ้น
“อยากให้คุณสมคิดทบทวนในสิ่งที่กำลังทำ เปรียบเทียบกับคนที่กำลังคนขับรถหลงทาง หากฟังผู้โดยสาร ซึ่งก็คือคนไทยทั้งประเทศบ้าง แล้วตั้งสติย้อนกลับมาตั้งแต่ที่จุดเดิมอาจจะยังไม่สายเกินไป แต่หากดันทุรังทั้งที่รู้ว่าหลงทางแล้ว ก็จะยิ่งไปกันใหญ่ อาจก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ขึ้นอีก อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ใช่ห้องทดลองหรือของเล่นที่จะมาลองผิดลองถูกได้” นายอุเทน กล่าว.
