ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/236038
การเมือง : 31 ก.ค. 2559
เอ็นจีโอตั้งวงถก ยืนยันใช้สิทธิ์โหวตโน
ถกโนโหวตโค้งสุดท้ายประชามติ “จิตรา” ชี้กระบวนการ-ที่มา-เนื้อหาไร้ส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ปัดนอนหลับทับสิทธิ์ เเต่ขอเลือกบอตคอต
ถกโนโหวตโค้งสุดท้ายประชามติ “จิตรา” ชี้กระบวนการ-ที่มา-เนื้อหาไร้ส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น ปัดนอนหลับทับสิทธิ์ เเต่ขอเลือกบอตคอต ด้าน “พัชณีย์” ชี้ร่างรธน.ตลกร้าย ไม่เป็นปชต.แนวทางโหวตบังคับให้เลือกได้แค่ 2 ทาง “เยส-โน” ละเมิดสิทธิความชอบธรรม ขณะที่ “โชติศักดิ์” ฟันธงโหวตโนชนะแน่ ขอให้เกียรติแก็งบอยคอต
–31ก.ค.59 – เมื่อเวลา13.30น. ที่อาคารอเนกประสงค์1มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดเสวนาเรื่อง“เราควรตีความเสียงNo Voteอย่างไร”โดย นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง กลุ่มประกายไฟ (Groop of Comrades)นางจิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยพรรคพลังประชาธิปไตย นางพัชณีย์ คำหนัก กลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน
โดยนางจิตรา กล่าวว่า กระแสโนโหวตมีความหลากหลาย แต่ไม่ได้ถูกนับว่า จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ในการลงประชามติ ภายหลังรัฐประหาร พรรคการเมืองไม่ได้เข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง จึงไม่สามารถที่จะประชุมทางการเมืองได้ แล้วพรรคไม่ได้พูดคุยติดตามร่างรัฐธรรมนูญ ถึงประโยชน์และโทษ และไม่เห็นว่า ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการนัดพรรคการเมืองคุยเรื่องการลงประชามติร่างรัธรรมนูญ โดยพรรคได้มีการตั้งคำถามถึงบัตรลงประชามติว่า มีอะไรบ้าง ก็มีเพียงรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือการรับ ไม่รับคำถามพ่วง แต่ไม่มีช่องลงโนโหวต ขณะเดียวกันก็ไม่มีการกำหนดเกณฑ์ผู้ร่วมลงประชามติ ดังนั้นพรรคพลังประชาธิปไตยที่ตนสังกัดจึงเลือกวิธีการโนโหวตไม่เข้าร่วมการลงประชามติ เพราะร่างรัฐธรรมนูญ มีที่มาไม่ถูกต้อง ประชาชนไม่มีส่วนร่วม รวมถึงเนื้อหาไม่เป็นที่ยอมรับได้ แล้วกระบวนการก็ไม่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น
นางจิตรา กล่าวต่อว่า วาทกรรมนอนหลับทับสิทธิ์ ความหมายไม่ใช่อย่างที่หลายคนคิด แต่การบอยคอตเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนที่สนใจการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่ง วาทกรรมนี้รัฐบาลพูดมาตลอด ใครไม่ไปใช้สิทธิ์คือคนที่นอนหลับทับสิทธิ์ ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครรู้ว่า คนที่ไม่ไปใช่สิทธิ์ พวกเขาไม่ไปนั้นเป็นเพราะอะไร ต้องการประท้วงหรือต้องการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ผ่านมารัฐไม่ศึกษาคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์มีสาเหตุมาจากอะไร ประชาชนจึงติดกับดักคนที่เจริญแล้วต้องไปใช้สิทธิ์ ซึ่งการจะไปใช้สิทธิ์ต้องดูด้วยว่า เสียงของคุณจะถูกนำไปใช้จริงหรือไม่ หรือแนวคิดพวกโนโหวตเป็นคนที่ทำให้เสียงแตก อยากให้คิดว่า เมื่อไหร่ที่คุณคิดเสียงแตกนั้นหมายถึงคุณคิดเสียงคนอื่นนั้น เป็นเสียงคุณ ซึ่งความจริงไม่ใช่ เพราะ1คน มี1สิทธิ์1เสียงเท่านั้นการบอยคอต คือ กลุ่มคนที่ต้องการสร้างพื้นที่ไม่เอาร่าง รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ไม่รับที่มาของการรัฐประหารตั้งแต่เริ่มแรก ไม่เอากระบวนการลงประชามติ พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ หรือการกระทำของ คสช. ที่ฉีกรัฐธรรมนูญ หลายคนมองว่า การโนโหวตทำให้ได้เสียงสูญเปล่า อาจจะกลายเป็นเข้าข้าง คสช. ทำให้การต่อสู้ในการไม่รับร่าง รธน. ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้การทำตัวให้เกิดประโยชน์ต้องไปลงประชามติเท่านั้น
“ดิฉันคิดว่า การบอยคอตไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า เพราะวันนี้กลุ่มคนที่ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ และการที่ไม่ไปลงประชามติเสียงไม่ได้หายไป ขณะเดียวกันคุณโหวตเยสหรือโน เมื่อเข้าสู่การตีความของ กกต. โหวตเยสคือเอารัฐธรรมนูญ โหวตโนคือไม่เอารัฐธรรมนูญ แต่การบอยคอตคือ พูดชัดเจนไม่เอาอะไรบ้าง ถ้าคนในสังคมส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่า การบอยคอตจะส่งผลไปยังการเปลี่ยนแปลง ต่อให้ กกต. ไม่นับเสียงบอยคอต ในภาวะสังคมที่มี2กระแส คนที่จะออกตัวบอยคอตถือว่า กล้าหาญ เพราะอยู่ในภาวะสังคมแตกเป็นหลายฝ่าย อาจจะโดนอะไรมากมาย จึงต้องเคารพกันที่กล้าบอกว่า คิดอะไร เพราะอยู่ในสังคมที่ให้เลือกหนึ่ง และสองมาอย่างยาวนาน ถ้าอยู่กับหนึ่ง ต้องไม่เอาสอง ไม่มีสิทธิ์คิดจะเป็นอื่นได้ ในสังคมเช่นนี้”นางจิตรา กล่าว
ด้านนางพัชณีย์ กล่าวว่า การจะนับเสียงโนโหวตเป็นอย่างไร เพราะพ.ร.บ. ประชามติมีกฎหมายห้ามต่างๆ มากมายทำให้เสียงการไปลงประชามติหายไปหลายคน แล้วบรรยากาศปัจจุบันกฎหมายที่ออกมากลายเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะมีการห้ามในหลายเรื่อง รวมถึงมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แล้วคำวินิจฉัยออกมาว่า ไม่ผิด ซึ่งตนยังเป็นคนหนึ่งที่จะยื่นศาลปกครองว่า พ.ร.บ. การลงประชามติของ กกต. เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน จึงทำให้รู้สึกว่าเราอยู่ในเกมส์ที่สกปรก มีการพยายามบอกกลุ่มคนที่โนโหวตเป็นกลุ่มก่อความวุ่นวาย
“การที่รัฐบาล คสช. พยายามเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลต่อจากการเลือกตั้งปี 2560 ในทุกวันนี้เป็นการสร้างความขัดแย้ง ดิฉันคิดว่า โนโหวตเป็นทางเลือกเป็นพื้นที่ของการแสดงออกด้วยเช่นกัน ในการรณรงค์โนโหวตนี้เพื่อให้เห็นความสำคัญที่มาของอำนาจรัฐของ คสช. ไม่ชอบธรรม ทำให้การเมืองถูกบีบเพียงสองทางเลือกคือโหวตเยส กับโหวตโน ทำให้ประชาชนไม่ทำต้องไปโหนกระแสหลักของสังคม เมื่อเรามีทางเลือกในการโนโหวต จะทำให้ประชาชนไม่ต้องถูกบีบให้พึ่งพาพรรคการเมืองมากไป จึงควรออกมาแสดงออกในการลงประชามติ ดิฉันเห็นว่าวัฒนธรรมการเมืองของประเทศไทยยังไปไม่ถึงจุดที่จะฉีกทางเลือกให้กับตัวเองได้ การบอยคอตจึงทำเท่าที่จะทำได้โดยที่เราจะไม่ถูกเล่นงาน และทำในขอบเขตที่กำจัด ส่วนโนโหวตและโหวตโน ต่างมีทิศทางเดียวกันคือไม่เอา คสช . และไม่เอารัฐประหาร เมื่อชัยชนะของโนโหวตและโหวตโนเกิดขึ้น เราก็ไม่ควรให้สิทธิในการร่าง รธน. ซ้ำอีก แทนที่ข้อเสนอนี้จะเกิดขึ้นแต่กลับไม่เกิด ทำให้การเมืองของประเทศไทยล้าช้า รวมถึงไม่มีการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับคืนมา” นางพัชณีย์ กล่าว
ขณะที่นายโชติศักดิ์ กล่าวว่า เหตุผลที่บอยคอต เกี่ยวกับเรื่องนี้สิ่งที่จะเสนอต่อสังคม เราไม่ได้ต้องการให้กลุ่มสังคมฝ่ายประชาธิปไตยเปลี่ยนการโหวต แต่เรียกร้องให้ได้เห็นหัวคนโนโหวต ด้านหลักการและยุทธวิธี ซึ่งในเชิงหลักการโนโหวตก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เขาแสดงออกทางการเมือง ต่อให้มองว่า เขาขี้เกียจ ถูกมองเป็นธาตุอากาศ ที่ผ่านมาในการลงประชามติปี 2550มีคนไปใช้สิทธิ์24ล้านคน รับ14ล้านคน ไม่รับ10ล้านคน ตัวเลขคนที่รับคิดเป็น32เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง1ใน3 แต่เมื่อตัดสินคนโนโหวต หมายความว่า คุณนับไม่นับเสียงโนโหวต ทำให้เปอร์เซ็นต์ของคนที่ออกไปใช้สิทธิ์รับร่าง รธน. เพิ่มขึ้น แล้วที่ผ่านมาการนับได้มีการดิสเครดิตไม่นับเสียงคนโนโหวต ดังนั้นข้อเรียกร้องคือ ขอหยุดคิดว่า จะไม่รับเสียงเรียกร้องของกลุ่มคนที่โนโหวต เพราะย่อมแสดงให้เห็นว่า จะไม่เห็นหัวของพลเมืองไทย
“การตีความการโนโหวต จะถูกพูดเสนอว่า เสียงโหวตโน เท่ากับไม่เอารัฐประหาร จริงๆ ไม่ใช่ ยังไงก็แล้วแต่ ไม่ว่าคุณจะโหวตอะไรก็ต้องเล่นเกมส์ที่เสี่ยงตีความอยู่เสมอ ผมจะไม่เล่นเสี่ยงตีความ แต่จะเล่นประเด็นความเป็นจริง จึงไม่อยากให้ตัดเสียงโนโหวตออก ข้อเสนอผมไม่อยากให้เล่นเกมส์ตีความนี้ เพราะถึงที่สุดต่อให้คนที่ไม่ออกไปโหวตแล้วจะเป็นอย่างไร ตรงนี้แปลว่า การตัดสินใจนี้ประชาชนรู้สึกการอยู่ที่บ้านมีคุณค่ามากกว่าการออกไปลงประชามติ เมื่อคุณเห็นว่า การกระทำต่างๆ มีค่ามากกว่าประชาชามติ แสดงว่า ร่าง รธน. ไม่มีค่า ผมอยากให้กลับไปดูตัวตัวเลขจริงๆ ในการทำประชามติในครั้งที่ผ่านมา เพราะคำถามคือ ตัวเลขมีพลังหรือไม่ มีความลักหลั่น บนวิธีคิดด้านการเมืองเสียงโหวตโนชนะจะเป็นจุดเริ่มต้นต่างๆ ที่จะนำมายังจุดเริ่มต้นนั้น ส่วนโนโหวตเกินครึ่งสามารถนำไปสู่สิ่งต่างๆ ได้เช่นกัน ถ้าจะหยิบใช้มัน หลายคนตอนนี้ตัดสินไปแล้วว่า โนโหวตจะชนะ และการตัดสิทธิ์โนโหวตออก ผมมองว่า เป็นเรื่องที่โง่ เพราะถ้าเราแทงกั๊กทั้ง 2 อย่างไว้จะสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาเป็นประเด็นในการต่อสู้เรียกร้องได้”นายโชติศักดิ์ กล่าว
