ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 เม.ย. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/603606

การไขว่คว้าชื่อเสียงเงินทองและความสำเร็จไม่ใช่ของง่ายๆ แต่ยากยิ่งกว่าคือทำยังไงถึงจะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้อยู่กับเราไปนานแสนนาน เส้นทางสู่ดวงดาวของ 3 ช่างผมดังแถวหน้าของเมืองไทย อย่าง “เล็ก-สายสุดา เชื้อวิวัฒน์”, “แดง-สมศักดิ์ ชลาชล” และ “ไก่-สมพร ธิรินทร์” เป็นอีกหนึ่งในตำนานความสำเร็จของคนดังระดับเลเจนด์ ที่นำมาเล่าขานได้อย่างไม่รู้จบ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้คนรุ่นหลัง
แม้จะเติบโตมาแบบไข่ในหิน เพราะเป็นทายาทสุดรักของบรมครูวงการช่างผมไทย “แม่ครูน้อย-วันทนีย์ เชื้อวิวัฒน์” ผู้ก่อตั้งสถาบันเกตุวดี-แกนดินี สถาบันเสริมสวยชื่อดังอันดับต้นๆของประเทศ แต่ “เล็ก-สายสุดา เชื้อวิวัฒน์” ก็ต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็นว่าเป็นหนึ่งในตองอู

“เล็กเริ่มจับกรรไกรตอนอายุ 18 แม่ไม่ว่างสอนหรอก เพราะลูกค้า วีไอพีเยอะมาก จู่ๆวันหนึ่งแม่บอกให้เราจับกรรไกรตัดผมให้ดูสิ เราก็ลงมือตัดให้ดูเลย ถามแม่ว่าโอเคไหม แม่มองแล้วเฉยๆไม่พูดอะไรเลยไม่รู้ว่าตกลงอะไร แต่เล็กก็ช่วยแม่อยู่พักใหญ่ 2-3 ปี เริ่มตั้งแต่เป็นช่าง สระผม ช่างเป่าผมไดร์ผม จนเป็นช่างตัดผม อาศัยครูพักลักจำจากช่างผมเก่งๆในร้านแม่ หลังจากนั้นแม่บอกให้ไปเรียนต่อพื้นฐานการตัดผมทั้งหมดที่วิดัล แซสซูน ประเทศอังกฤษ แล้วไปต่อเรื่องเทคนิคที่อิตาลี ได้มีโอกาสเจอกับ “มร.จีจี้ แกนดินี” ซึ่งเป็น บุคคลสำคัญมากๆที่ทำให้เล็กเป็นเล็กในวันนี้ นอกเหนือจากคุณแม่”
เพราะถูกฝึกเคี่ยวกรำมาอย่างเข้มข้นจริงจัง จนกวาดรางวัลระดับโลกมากมายนับไม่ถ้วน รวมถึงการนำทีม ช่างผมไทยคว้ารางวัลแชมป์ผมอันดับ 7 ของโลก จากเวที แฮร์เวิลด์ ทำให้วันนี้ “เล็ก-สายสุดา” ขึ้นมายืนอยู่ระดับ ท็อปของช่างผมไทยได้อย่างสง่างาม โดยไม่ถูกคลื่นลูกใหม่ กลบหายไปกับแรงลม โดยสไตล์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อตั้งแต่ยุคแรกจนทุกวันนี้คือ “ไฟเออร์ฟลาย” ผมตัดสั้นท้ายทอยชิด และพิกซี่คัต ผมซอยสั้นทั้งหลาย โดยคาแรกเตอร์พิเศษการตัดผมของเธอมีเบสิกที่เป๊ะในแบบอังกฤษ แต่ก็ผสมความหวานในสไตล์อิตาเลียนเข้าไป ทำให้ได้กลิ่นอายที่ทันสมัย และมีเอกลักษณ์การตัดปลายผมไม่เหมือนใครเลย ผลลัพธ์จากการ ตัดผมแบบนี้ ทำให้ลูกค้าดูแลผมได้เองโดยไม่ต้องเข้าร้าน 2-3 เดือน

เมื่อถาม “คุณเล็ก” ว่าอยู่ในวงการนี้มากว่า 3 ทศวรรษ ทำยังไงให้อยู่ยง คงกระพันมาถึงวันนี้ ได้รับคำตอบว่า “ความจริงใจค่ะสำคัญที่สุด จริงใจกับโปรดักส์ที่ใช้ จริงใจกับลูกค้า สิ่งเหล่านี้สัมผัสได้ สมัยก่อนวงการนี้แข่งขันกันสูงมาก แต่ยุคนี้เปลี่ยนเป็นพึ่งพากันและกัน มันเหมือนเป็นเพื่อนร่วมวงการมากกว่า มีอะไรก็มาแชร์กัน ถ้าเป็นเมื่อก่อนช่างผมดังๆจะปิดห้องตัดผมเลยนะ เพราะหวงวิชามาก แต่ยุคนี้เราไม่ได้แข่งกันเองแล้ว เราผนึกกำลังเพื่อแข่งกับประเทศเพื่อนบ้าน เราไปไกลถึงระดับโกลบอลแล้ว ส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองไม่หยุดคือ ได้ร่วมงานกับลอรีอัล ในฐานะมาสเตอร์แอมบาสเดอร์ ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้มีโอกาสเรียนรู้นวัตกรรมล้ำหน้าตลอดเวลา และได้รับการเทรนโปรดักส์ใหม่ๆที่ถูกต้อง ซึ่งมีผลต่อคอนซูเมอร์ ลอรีอัลมีนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง ทำให้ได้โปรดักส์ที่มีคุณภาพ จริงๆ ทุกวันนี้เทรนด์ผมไม่ได้มาจากแคตวอล์กแล้ว มาจากสตรีทที่ผู้บริโภคหยิบมาใช้ คนยุคนี้กล้าที่จะแตกต่างกล้ารับของใหม่ๆ พฤติกรรมของผู้บริโภค เปลี่ยนไปมาก รับอะไรได้มากขึ้น ทุกอย่างฟรีฟอร์มหมด หมดยุคแล้วที่จะกำหนดเทรนด์แต่ละซีซั่น ขึ้นกับว่าแต่ละคนมองเห็นตัวเองเป็นภาพอะไร แล้วนำมาสื่อสารกับช่างทำผม ซาลอนยุคใหม่ต้องมีบริการพูดคุยแนะนำเพื่อสอบถามความต้องการแท้จริงของลูกค้า ช่างทำผมยุคนี้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแฮร์คอนเซาเทชั่น ไม่ใช่แฮร์เดรสเซอร์อย่างเดียว”

ด้านกูรูช่างผมไทยที่ล่ำซำสุดเป็นอันดับต้นๆของประเทศ “ครูแดง-สมศักดิ์ ชลาชล” บอกเล่าถึงการฝ่าฟันอุปสรรค กว่าจะก้าวมาเป็นเจ้ายุทธจักรคร่ำหวอดอยู่ในวงการซาลอน ถึง 4 ทศวรรษ “สมัยเป็นหนุ่มๆเราเป็นอีแอบ ไม่กล้าเปิดเผยว่าชอบผู้ชาย พ่อเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ที่แปดริ้ว ก็คาดหวังว่าจะให้ลูกชายคนเล็กอย่างเราสืบทอดกิจการ เลยจับคลุมถุงชนแต่งงานกับลูกสาวโรงฟอกหนัง บังเอิญเราไปทำผมร้านประจำแถวลาดพร้าว เจ้าของร้านเกิดอยากจะเซ้ง ร้านทิ้ง เลยชักชวนให้ซื้อกิจการ เราจบอนุปริญญาด้านครูมา เจ้าของร้านแนะนำให้ไปเทกคอร์สเรียนทำผมที่เกตุวดี เพื่อจะได้คุมช่างผมอยู่ สมัยก่อนคนที่เรียนทำผมมีแค่ 2 กะ คือ กะหรี่ กับกะเทย ตอนนั้นเรายังไม่เปิดตัว ก็เลยสองจิตสองใจ แต่พอไปเรียนทำผมจริงๆ ปรากฏว่าสนุกมาก ค้นพบพรสวรรค์ในตัวเอง อินเนอร์มันได้ ก็เลยตัดสินใจเอาดีทางนี้ และได้รับการชักชวนจากครูน้อยให้เป็นช่างผมประจำร้านเกตุวดี พอเข้าวงการเต็มตัวคราวนี้สาวแตกเลยฮะ โดนที่บ้านตัดลูกตัดแม่ ให้บ้านมาหลังรถมาคัน เพราะรับไม่ได้!! ยุคนั้นมีชิงแชมป์โลกเวทีแฮร์เวิลด์ ครูน้อยเห็นหน่วยก้านก็เลยชักชวนไปร่วมประกวดที่ลาสเวกัส เป็นครั้งแรกของทีมช่างผมจากประเทศไทย หลังจากนั้น เราก็เดินสายประกวดชิงแชมป์ประเทศไทยทุกเวที ได้แชมป์มาครองทุกปี เป็นช่างผมที่โด่งดังมากในยุคนั้น ภูมิใจสุดคือได้แชมป์ผมเอเชียมาครอง เราก้มหน้าก้มตาทำงานกับเกตุวดี มา 8-9 ปี รู้สึกถึงจุดอิ่มตัว เลยขอลาครูน้อยออกมาเปิดร้านของตัวเอง สาขาแรกที่ทองหล่อ ตอนนั้นมีชื่อเสียงและรู้จักคนเยอะแล้ว เปิดร้านชลาชลปุ๊บก็บูมเลย จากช่างในร้าน 4 คน ทุกวันนี้ขยายไป 17 สาขาแล้ว มีช่างทั้งหมด 300 คน”

นอกจากจะมีหัวเซ็งลี้ปลุกปั้นธุรกิจซาลอนจนเฟื่องฟู “ครูแดง” ยังคิดการใหญ่ลุกขึ้นเป็นโต้โผปฏิวัติวงการซาลอนเมืองไทยให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง “เรามาจากยุคที่ตัดผมวันละ 60 หัว คือทำงานหนักมาก ถ้าไม่คิดแยกตัวออกมาเปิดร้านเอง ก็คง ไม่มีทุกวันนี้ เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว เลยอยากช่วยพัฒนาและ ยกระดับมาตรฐานวงการช่างผมไทย สมัยก่อนบ้านเราร้านทำผมเป็นเหมือนศาลาตอแหลคนมานั่งนินทากัน แต่ร้านชลาชลเป็นซาลอน แบบมาตรฐานแห่งแรกๆที่สร้างแบรนดิ้งให้กับร้านทำผม ปีหน้าเราก็จะครบแซยิดแล้ว สิ่งที่ตั้งใจอยากจะทำให้ได้คือ การนำวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งปริญญาตรี-โท-เอก ช่วยพัฒนามาตรฐานวิชาชีพของช่างทำผมไทย อยากเห็นอาชีพช่างทำผมเป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับ คนจะมาเป็นช่างผมต้องสอบไลเซนส์เพื่อจะได้ตรวจสอบที่มาที่ไปได้ อันนี้กำลังผลักดันร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สิ่งที่เราทุ่มเททั้งหมดไม่ใช่อยากดัง แต่เพราะอยาก ให้วงการนี้มีสแตนดาร์ดที่สูงขึ้น และมีย่างก้าวการพัฒนาแบบเดียวกับมาตรฐานวิชาชีพอื่นๆ มีระดับประถม, มัธยม และปริญญา ความฝันสูงสุดของสมศักดิ์คืออยากเป็น “วิดัล แซสซูน” แห่งอาเซียน ถึงวันหนึ่งเราจะรีไทร์ไปแล้ว ชลาชลก็จะต้องเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนที่ “วิดัล แซสซูน” ยังคงเป็นสถาบันที่ยิ่งใหญ่ แม้จะมีอายุเป็นร้อยปี ตรงนี้เองที่จุดประกายให้เราเปิดสถาบันชลาชล อคาเดมี่ เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ของเราให้ช่างผมรุ่นใหม่ๆ สร้างช่างทำผมที่มีคุณภาพ และอยากนำโมเดลนี้ขยายไปให้ทั่วประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน”

ถ้าพูดถึงช่างผมดังมือหนึ่งของวงการแฟชั่นไทยยุคปัจจุบัน จะต้องมีชื่อของ “ไก่-สมพร ธิรินทร์” ผู้ร่วมก่อตั้งซาลอนดัง “เดอะ เลาจ์ แฮร์ ซาลอน” ติดอันดับต้นๆอย่างแน่นอน เส้นทางของเขาคนนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเริ่มนับศูนย์ตั้งแต่การเป็นเด็กสระผมในร้าน พนักงานเก็บเงิน และเป็นลูกมือให้พี่สาว กระทั่งพิสูจน์ฝีมือจนเป็นที่ยอมรับในวงการโฆษณาและแฟชั่น “ไก่เข้าวงการทำผมมา 30 ปีแล้ว เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เดิมทีเป็นคนพังงา ที่บ้านส่งมาเรียน มัธยมที่กรุงเทพฯ โดยฝากฝังให้อยู่กับหลวงพี่ที่วัดแถววงเวียนเล็ก ชีวิตเด็กวัดต้องอดทนมาก เดินตาม พระไปบิณฑบาตทุกเช้า แต่ไม่รู้สึก น้อยอกน้อยใจนะ เพราะช่วงที่ว่างเราก็ไปเป็นเด็กช่วยงานในร้านทำผมของพี่สาวแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ ฝึกงานในร้านตั้งแต่สระผม ไดร์ผม เก็บเงิน จนลูกค้าแนะนำว่าน่าจะไปเรียนทำผมให้เป็นเรื่องเป็นราว จะมัวอยู่แค่นี้ไม่ได้นะ น้าสาวก็เลยส่งไปเรียนซอยผมที่ “เรืองฤทธิ์” จบแล้วก็ส่งไปชุบตัวฝึกงานต่อที่ร้านแถวนนทบุรี กลับมาอีกทีคราวนี้กลายเป็นช่างไก่แล้ว”

ลำพังเป็นช่างผมในซาลอนเล็กๆคงไม่ทำให้ “ไก่-สมพร” มีชื่อเสียงก้องประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่ด้วยโชคชะตาลิขิตให้ได้ไปคลุกคลีใกล้ชิดกับคนวงการแฟชั่น จึงมีโอกาสแสดงฝีมือจนโด่งดังเป็นที่ยอมรับ “ได้มีโอกาสรู้จักกับช่างแต่งหน้า ดังของยุคอย่างพี่ต้อ พี่เป็ด พี่มน พี่ม้า และพี่โอใหญ่ พวกพี่ๆช่วยแนะนำบอกกันต่อๆว่า มีช่างทำผมคนหนึ่งท่าทางกะโหลกกะลา ดูเหมือนเก้ๆกังๆ แต่มันทำผมดีนะ ลองเอามาใช้ดู นับจากนั้นก็เลยได้ทำงานแฟชั่นมาเรื่อยๆ มีคนเรียกใช้งานตลอด ซึ่งการจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เราต้องมีความอดทนสูงมาก แรกๆก็มีบ้างที่โดนลองของ ไม่ยอมรับเรา แต่เราก็ตั้งใจทำงานและทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้งานสวยโดดเด่นจนคนยอมรับเรา งานทำผมก็เหมือนกับงานปั้นอย่างหนึ่ง เวลาเห็นผลงาน แล้วลูกค้าชอบยิ้มพอใจ เราก็มีความสุขและภูมิใจในผลงานของเรา โดยหนึ่งในความ ภาคภูมิใจในชีวิตคือ การได้ทำงานรับใช้ “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรี นารีรัตน์” ในการแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าตั้งแต่คอลเลกชั่นแรก ที่ปารีส แฟชั่น วีก 2007 จนถึงคอลเลกชั่นล่าสุดในปัจจุบัน ไก่เข้าวงการทำผมมา 30 ปี รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เป็นเมนหลักในการคุมแฟชั่นโชว์ใหญ่ๆทุกครั้ง และคนไม่เคยลืมสมพรเลย ไก่จะบอกช่างผมที่ร้านทุกคนว่า ต้องนึกถึง 3 H คือ Head ใช้สมองคิด, Hand ลงมือทำ และ Heart ทำออกมาจากใจ คุณถึงจะประสบความสำเร็จ ปีนี้เดอะเลาจ์อายุครบ 11 ขวบแล้ว ก้าวต่อไปของไก่คืออยากเปิดโรงเรียนสอนทำผมแฟชั่นและสอนเดินแบบ เพื่อแบ่งปันวิชาความรู้ให้คนรุ่นใหม่”.
ทีมข่าวหน้าสตรี