ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/245365
การเมือง >ข่าวการเมือง : 8 ต.ค.59
ถอดรหัส 6 ตุลา 19 ทับรอยด้วยกปปส.
“นักวิชาการ-นักวิจัย” ถอดรหัสเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ทับรอยด้วยการชุมนุม กปปส. ประเมินความขัดแย้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองผ่านการแทรกแซง
8 ต.ค. – ที่หอประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานสัมมนาวิชาการ “ความขัดแย้งและวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย” เนื่องในวันครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งจัดโดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาธรรมศาสตร์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับการใช้ความรุนแรงในสังคมไทยโดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ทั้งนี้มีนักวิชาการ นักวิจัยในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องร่วมนำเสนอรายงานการวิจัยและผลการศึกษา ขณะที่บรรยากาศการร่วมงานสัมมนาฯเป็นไปอย่างคึกคัก มีนิสิต นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมฟังจนเต็มห้องประชุม
โดยนายเอกสิทธิ์ หนุนภักดี นักศึกษาปริญญาเอก นำเสนอบทความของนายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวข้อ ความขัดแย้งทางชนชั้นกับการเมืองของมวลชนรอยัลลิสต์ : ความย้อนแย้งกระบวนการสร้างประชาธิปไตยกับพระราชอำนาจในสังคมไทย ตอนหนึ่งว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนย้ายอำนาจใหญ่ในสังคมไทย ตามที่ประวัติศาสตร์บอกข้อมูลต่อความขัดแย้งที่จะพบชัยชนะ พบความพ่ายแพ้ การประนีประนอม หรือต่อรอง ผลสุดท้ายคือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการจัดตั้งการปกครองแบบใหม่ เช่น การมีรัฐสภาในรูปแบบ 2 สภา เป็นต้น
ทั้งนี้ในความแตกแยกทางการเมืองยุคปัจจุบันมีข้อเขียนของนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการ สรุปภาพรวมได้ว่าเพราะมุมมองภาพอนาคตการเมืองไทยที่แตกต่างสุดขั้ว ของฝ่ายที่ต้องการพัฒนาประชาธิปไตยโดยไม่มีอำนาจนอกระบบแทรกแซงกับผู้ที่ฝันถึงอนาคตของประเทศที่ไม่มีฉ้อราษฎรบังหลวง มีผู้นำซื่อสัตย์ แต่จากข้อสรุปดังกล่าว นายเกษียรพบข้อมูลคือ ความแตกแยกดังกล่าวมาจากความขัดแย้งระหว่างชนชั้น คือ 1. ชนชั้นกลาง เก่าที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่ม กปปส., กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งใช้วิธีที่นำไปสู่ความขัดแย้งด้วยมวลชนเข้าบังคับและยึดครองศูนย์อำนาจแบบอานาธิปไตย ทำให้เกิดภาวะอัมพาตทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างเงื่อนไขของรัฐที่ล้มเหลว จนนำไปสู่การแทรกแซงทางการเมืองจากเบื้องบน
นายเอกสิทธิ์ กล่าวแทนนายเกษียรด้วยว่า 2. ชนชั้นกลางใหม่ นิยมการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดรัฐบาลของประชาชนและความเท่าเทียม และนิยมประชานิยมรวมถึงทุนนิยม เห็นได้ชัดเจนจากยุคที่พรรคไทยรักไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยส่วนดังกล่าวตนไม่ขอระบุรายละเอียด ทั้งนี้ในการต่อสู้ระหว่างชนชั้นกลางเก่ากับชนชั้นกลางใหม่จะเกี่ยวข้องกับอำนาจนำ โดยการต่อสู้รอบล่าสุดที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหาร พบว่าทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นไปแบบครึ่งใบย้อนยุค สร้างความเข้มแข็งของอำนาจรัฐ เพื่อให้เกิดรัฐราชการแบบรวมศูนย์ อย่างไม่รับผิดชอบ
ด้านนายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอผลการศึกษาหัวข้อการลดทอนความเป็นมนุษย์ พื้นที่ทางศีลธรรมและความรุนแรง : จากการฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาปถึงกำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดิน ตอนหนึ่งว่า การลดทอนความเป็นมนุษย์ คือการปฏิเสธคุณค่าพื้นฐานของบุคคลเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยาที่นำไปสู่ความความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมือง เกิดการแบ่งฝ่ายที่นำไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างออกไปจนนำไปสู่ความรุนแรง ซึ่งกลไกของการป้องกันความรุนแรงได้ต้องเริ่มจากการมองมนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ในกระบวนการฝ่ายขวาของสังคมไทยต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ตนเชื่อว่ามีบุคคลธรรมดาใช้ความรุนแรงกับนักศึกษาเช่นกัน ขณะเดียวกันในระหว่างที่มีการใช้ความรุนแรงแต่บุคคลที่อยู่โดยรอบนิ่งเฉย เพราะอาจมองว่านักศึกษาเป็นกลุ่มที่ทำลายชาติ ถือเป็นส่วนที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมของการใช้ความรุนแรง และปล่อยให้คนผิดลอยนวล
“การมีศีลธรรม ที่มองว่าตนเป็นคนดี และอีกฝ่ายเป็นคนชั่วไร้ศีลธรรม ซึ่งการมองศีลธรรมที่ยึดมั่นถือมั่นอย่างคับแคบทำให้เกิดความกระตุ้นนำไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา19 เพราะฝ่ายขวาถือว่าตัวเองเป็นบุคคลที่ปกป้องชาติ ศาสนาพร้อมที่จะกระทำกับฝ่ายตรงข้ามที่ถูกมองว่าทำลายชาติ ส่วนสถานการณ์การเมืองช่วงที่ผ่านมาในยุคของ กปปส. ที่ถูกนิยามว่าเป็นการชุมนุมของคนดีหรือการเมืองของธรรม และมองรัฐบาลว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นฝ่ายอธรรม แต่ในการความเคลื่อนไหวของกปปส.และเครือข่ายพบการใช้มาตรการที่รุนแรง แม้จะสร้างภาพว่าเป็นการต่อสู้ของฝ่ายธรรมก็ตาม ผมมองว่าการผลิตวาทะคนดี กำจัดคนชั่วแบบซ้ำ ๆ นำไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์ของบุคคลฝ่ายตรงข้าม” นายประจักษ์ กล่าว
ขณะที่นางไทเรล ฮาเบอร์คอร์น นักวิจัยประจำภาควิชาการการเปลี่ยนของสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย นำเสนอรายงานหัวข้อการละเมิดแบบเดิม แค่การปิดกั้นความจริงแบบใหม่ : รัฐและสิทธิมนุษยชนหลังการสังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 ตอนหนึ่งว่า การเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้รัฐแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ภาครัฐไม่ตอบรับกับการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นแม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมในข้อตกลงว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล ไม่ว่ารัฐบาลประชาธิปไตยหรือเผด็จการ รัฐก็ใช้วาทะกรรมเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อลบภาพของความรุนแรงต่อประชาชน แต่ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ เห็นได้จากเหตุการณ์สังหารหมู่ฯแล้ว รัฐบาลได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นกรณีเฉพาะ ผ่านสภาฯ ซึ่งในระหว่างการชี้แจงของการออกกฎหมายดังกล่าวพบคำชี้แจงว่าเป็นการกระทำเพราะความจงรักภักดีและเพื่อไม่ให้มีผู้ใดเอาผิดได้ภายหลัง โดยสรุปคือผู้ทีก่ออาชญากรรมแสดงความกังวลที่ชัดเจนต่อการเอาผิดย้อนหลัง เนื่องจากผู้ที่กระทำรู้อยู่ในใจว่าสิ่งที่ทำนั้นผิดกฎหมาย และผิดต่อกฎความเป็นมนุษย์
“การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการใช้ความรุนแรงจากรัฐนั้นถือว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นวันเริ่มต้นกระทำความรุนแรงต่อประชาชน โดยระยะเวลาจากนั้นผ่านมาพบเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เกิดขึ้น ทั้งกระบวนการฆ่าตัดตอน , การซ้อมทรมาณ หรือการอุ้มหาย เป็นต้น ทั้งนี้บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศต่อประเด็นที่องค์กรสากลเรียกร้องให้เปิดเผยความจริงกลับพบว่ามีการปกปิดความจริงซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมองได้ว่าเป็นความพยายามที่จะปกป้องคนผิด และคนกระทำ อาทิ กรณีที่องค์กรสากลทวงถามเรื่องการดำเนินคดีกับนักโทษการเมืองจากเหตุการณ์6ตุลาคม 2519 ในศาลทหาร ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ตอบเป็นจดหมายว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม เป็นต้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น” นางไทเรล กล่าว
