ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150759&srcday=2016-07-15&search=no
| วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627 |
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
บุญยงค์ เกศเทศ
“หนองหานหลวง” แก้มลิงขนาดใหญ่ ในแอ่งสกลนคร วิถีพัฒนาที่ทำให้ภูมิปัญญาล่มสลาย
“หนองหาน” หรือ “หนองหานหลวง” ในเขตพื้นที่จังหวัดสกลนคร เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่ประมาณ 360,000 ไร่ หรือประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร นับเป็น 1 ใน 3 ของบึงน้ำจืดในประเทศ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนกว๊านพะเยา ในพื้นที่จังหวัดพะเยา เป็นลำดับที่ 3
พื้นที่ส่วนใหญ่ของหนองหานรับน้ำที่ไหลมาจากภูหลุบช้างเทือก เขาภูพาน อันเป็นสันปันน้ำที่อยู่ในแนวทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลักษณะของพื้นที่ลุ่มน้ำหนองหานในทางทิศใต้และทิศตะวันตกเป็นแนวต่อเขตจากเทือกภูพาน ที่ลาดเอียงลงมาสลับกับเนินลูกคลื่นลอนสูง ลดหลั่นลงไปหาที่ราบลุ่มริมหนองหาน บริเวณนี้มีลักษณะสภาพเป็นป่าโคกและป่าดิบแล้ง สลับกับพื้นที่เกษตรกรรม ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำทางทิศเหนือและตะวันออก มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มรอบหนองหาน สลับด้วยพื้นที่เนินลาดต่ำ และมีร่องน้ำลึกเชื่อมต่อ ระหว่างหนองหานกับลำน้ำก่ำ
อันที่จริงมีลำน้ำไหลลงสู่หนองหานหลายสาย เช่น ทางทิศใต้มี ลำน้ำพุง ห้วยคำรบ ห้วยสะเล ห้วยเฮ ห้วยเดียก ห้วยนาหลุบ เป็นต้น ทางทิศตะวันตกมี ห้วยโมง ห้วยกะป๊อด ห้วยสมอ ทางทิศเหนือมี ห้วยลาก ห้วยม่วง ห้วยขีน ห้วยแนบ ห้วยน้ำลอง ส่วนทางทิศตะวันออกมี ห้วยซ่งน้ำพุ ลำน้ำก่ำเป็นเพียงสายน้ำเดียวที่ไหลออกจากหนองหานลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร
บริเวณกลางหนองหาน มีดอน หรือเกาะกลางน้ำขนาดแตกต่างกันหลายแห่ง เช่น ดอนสวรรค์ใหญ่ ดอนสวรรค์น้อย ดอนหัน ดอนผลาญ ดอนไซพอ ดอนหวาย ดอนขาม ดอนงิ้ว ดอนกระโจ ดอนเล้า เป็นต้น
ชื่อ “หนองหาน” ปรากฏในสมัยขอมเรืองอำนาจ มีตำนานเล่าขานถึงเมืองสกลนคร กล่าวถึง ขุนขอมราชนัดดาพระเจ้ากรุงอินทปัฐนคร พาบริวารมาสร้างเมืองขึ้น ณ ริมหนองหานหลวง ตรงบริเวณ “ท่านางอาบ” แล้วตั้งชื่อว่า “เมืองหนองหานหลวง” ขุนขอมผู้เป็นเจ้าเมือง มีโอรสชื่อ “เจ้าสุระอุทกกุมาร” ขณะประสูติได้เกิดอัศจรรย์ขึ้นสองประการ
ประการแรก เจ้าสุระอุทกกุมารทรงพระขรรค์มาพร้อมด้วย ประการที่สอง มีน้ำพุขึ้นกับที่ใกล้ริมเมือง ต่อมาประชาชนเรียกขานบริเวณที่มีน้ำพุว่า “ทรงน้ำพุ” เจ้าสุระอุทกได้ขึ้นครองราชย์แทนบิดา มีพระนามว่า “พระยาสุระอุทก” มีพระโอรส 2 องค์ องค์ใหญ่มีนามว่า “เจ้าภิงคาระ” ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นเจ้าเมืองหนองหานหลวง ทรงพระนามว่า “พระยาสุวรรณภิงคาร” ส่วนองค์น้องมีนามว่า “เจ้าคำแดง” ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองหนองหานน้อย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมืองหนองหานหลวงกับเมืองหนองหานน้อย จึงเป็นเมืองพี่ เมืองน้องสืบต่อมา
ส่วนในตำนาน “อุรังคธาตุ” หรือตำนานกำเนิดพระธาตุพนม กล่าวไว้ว่า “เมืองหนองหานหลวง มีพระยาองค์หนึ่งพระนามว่า พระยาสุวรรณภิงคาร พระยาองค์นี้มีกระโจมหัวดำและสังวาลดำ น้ำเต้าใหญ่ เสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองนี้”
พระยาสุวรรณภิงคารมีชายาชื่อ “พระนางนารายณ์เจงเวง” ต่อมาเมืองหนองหานหลวงเกิดฝนแล้ง การทำมาหากินของราษฎรอัตคัดฝืดเคือง เจ้าเมืองเขมรที่ปกครอง จึงพากันอพยพกลับ ทำให้เมืองหนองหานหลวง กลายเป็นเมืองร้าง จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าแผ่นดินสยาม ได้โปรดเกล้าฯ ให้อุปฮาดเมืองกาฬสินธุ์ อพยพครอบครัวมารักษาพระธาตุเชิงชุม
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่า “วัฒนธรรมบ้านเชียง” ไม่ได้มีอยู่ที่บ้านเชียงเพียงแห่งเดียวเท่านั้น แต่กระจายอยู่ทั่วไปในท้องที่ต่างๆ ในบริเวณ “แอ่งสกลนคร” ตามชายขอบเชิงเขาภูพาน และชุมชนโดยรอบหนองหาน สำรวจพบแหล่งโบราณคดีมีมากถึง 83 แห่ง จึงนับได้ว่าดินแดนแห่งนี้ เคยมีการตั้งถิ่นฐานและเป็นแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มาก่อน
ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า “แต่ก่อนน้ำในหนองหานกินได้ เอามอง (ข่ายขึง) ไปใส่ ตามเลาะริมฝั่งก็ไม่มีขี้สนม (กอวัชพืช) เอาสวิงไปช้อนกุ้งไม่นาน ก็ได้ปลาได้กุ้งมาเยอะแยะ วันไหนที่แดดจัดถ่อเรือออกไปตามที่ตื้นๆ น้ำหนองหานใส จนมองเห็นรังไข่ปลาดุก ปลาช่อนอยู่ตามรากผักอีรวยได้อย่างชัดเจน” วิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำหนองหาน อาศัยการทำนาปลูกข้าวไว้กิน พื้นที่นาส่วนใหญ่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน มีทั้งนาอยู่บนที่ดอน เรียกว่า “นาโคก”
ส่วนนาอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำ เรียกว่า “นาท่ง” สำหรับนาตามริมฝั่งหนองหาน ชาวบ้านเรียกกันว่า “นาตีนบ้าน” ชาวบ้านมักจับจองพื้นที่ทำนาหลายแปลง ทั้งนาโคกและนาท่ง ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของการมีข้าวกิน ยามใดแล้งก็ยังเหลือนาท่ง แต่หากฝนหนักนาท่ง ก็ยังได้กินข้าวจากนาโคก
ปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ที่ตั้งชุมชนอยู่ริมหนองหาน ต้องสูญเสียวิถีชีวิตความเป็นอยู่จากอดีตอย่างสิ้นเชิง เนื่องมาจากการพัฒนารูปแบบต่างๆ เป็นต้นว่า การสร้างประตูกั้นลำน้ำก่ำ ซึ่งเป็นลำน้ำที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำโขง ทำให้การขึ้น-ลงของน้ำในหนองหานเปลี่ยนไปจากเดิม อีกทั้งผักตบชวาและขี้สนมแผ่กระจายเต็มริมฝั่ง เป็นระยะทางมากกว่า 3 กิโลเมตร ชาวบ้านไม่สามารถนำเรือออกไปจับปลาได้ นอกจากนี้ พันธุ์ปลาที่ชาวบ้านได้เคยพบเห็น กลับสูญหายไป ทั้ง ปลาแมว ปลานกเขา ปลาขบ ปลาเสือ ปลาเพี้ย ปลาโจก ปลาหมากผาง ปลาหมู ปลาค้าว ปลาอีกุ่ม เป็นต้น
เห็นได้ชัดเจนว่า การพัฒนาที่หลายฝ่ายเห็นว่า ดี เจริญ นั้น มิได้เป็นไปตามนั้น แต่กลับส่งผลให้วิถีชาวบ้านและภูมิปัญญาท้องถิ่นล่มสลายไปทุกขณะ น่าจะได้มีการปรึกษาหารือ ทบทวนแนวคิด ด้านการพัฒนารูปแบบต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบกระเทือนกับหนองหาน ที่เคยมีตำนานอันยิ่งใหญ่ มิฉะนั้นแล้ว นิทานพื้นบ้านเรื่อง “ผาแดงนางไอ่คำ” จะมิคงความขลังศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นในอดีต