ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มิ.ย. 2560 18:45
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/988041

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 60 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน แถลงถึงข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง 20 กระทรวง ครั้งที่ 4/2560 ที่กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพ ว่า นายกฯ ได้ให้ทุกกระทรวงทำงานบูรณาการ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้รายงานสรุปภารกิจในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา อาทิ ดูแลแรงงานในระบบ และนอกระบบ

โดยเร่งพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล การพัฒนาและเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งพัฒนาให้คนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าทุกในช่วงอายุ เพื่อบรรลุเป้าหมาย ภายในปี 2565 คนไทยไม่มีใครจน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2559 มีจำนวนประชากรวัยแรงงานมากถึง 38.68 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 65.72 ล้านคน กระทรวงแรงงานต้องร่วมมือกับกระทรวงภาคีเครือข่ายในการดูแลและเตรียมความพร้อมเพื่อให้ก้าวสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้แรงงานของประเทศมีความมั่นคงในอาชีพ มีรายได้ที่ยั่งยืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ทั้งนี้ ตั้งเป้าใน 1 ปี จะพัฒนาแรงงาน 4 ล้านคน ในกลุ่มผู้ประกันตนที่มีอยู่ 12 ล้านคน ส่วนแรงงานที่ไม่อยู่ในระบบ ก็จะดูแลเรื่องอาชีพ แหล่งเงินลงทุน และความปลอดภัยในการทำงาน โดยภายในปี 2561 จะพัฒนาแรงงานนอกระบบในกลุ่มที่ขึ้นทะเบียนคนจนให้ได้ 1.2 ล้านคน

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า นายกฯ ให้หามาตรการผ่อนคลายที่จะทำให้ธุรกิจเกิดผลกระทบน้อยที่สุด หลัง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพราะอัตราโทษปรับนายจ้างใช้แรงงานผิดกฎหมายสูงถึง 4-8 แสนบาทต่อแรงงาน 1 คน มีการพูดถึงหลายๆ โครงการที่เป็นเมกะโปรเจกต์ ที่อาจจะถูกกระทบ
ทั้งนี้ มีความกังวลว่าจะขาดแคลนแรงงานใน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มก่อสร้าง และรับใช้ในบ้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าแรงงานที่มีอยู่จะเป็นแรงงานผิดกฎหมายทั้งหมด สำหรับกฎหมายใหม่ไม่มีการระบุพื้นที่ทำงาน เพียงทำงานให้ตรงกับนายจ้างที่ระบุในเวิร์กเพอร์มิตเท่านั้น
ส่วนปัญหาแรงงาน แรงงานหนีนายจ้างเดิมไปทำงานกับนายจ้างใหม่ ได้เปิดโอกาสให้นายจ้างใหม่ ไปขอเปลี่ยนชื่อนายจ้าง โดยมีค่าเปลี่ยนชื่อเพียง 100 บาท ส่วนการตรวจจับในช่วงนี้จะยังเป็นปกติ โดยจะเน้นในกลุ่มเสี่ยง เช่น แปรรูปสัตว์น้ำ ประมง
อย่างไรก็ตาม นายกฯ ย้ำไม่ให้มีเรื่องทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง นายจ้างที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายขอให้สบายใจ หากมีคนของรัฐไปดำเนินการใดๆ ในทางทุจริต จะลงโทษอย่างเด็ดขาด เพราะกฎหมายใหม่ มีโทษปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4-8 แสนบาท ทำให้ฝ่ายที่ยังทำผิดกังวล แต่ใน 1-2 ปี ที่ผ่านมากฎหมายใหม่ที่ออกมาก็มีการกำหนดโทษใกล้เคียงกัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการปราบปรามการค้ามนุษย์ กฎหมายว่าด้วยการใช้แรงงานเด็ก หรือแม้แต่กฎหมายประมง เป็นการกำหนดอัตราโทษที่เป็นมาตรฐาน เพื่อให้สังคมโลกยอมรับ
“อาจจะทำให้แรงงานขาดแคลนบ้าง แต่เชื่อว่าจะเกิดในช่วงแรกๆ เท่านั้น หลังจากนี้ 2 เดือน แรงงานผิดกฎหมายที่ออกไปทำทุกอย่างให้ถูกต้อง จะกลับเข้ามาทดแทน และเชื่อว่าคนที่เคยลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมายจะไม่กล้าเพราะไม่คุ้ม ส่วยต่างๆ จะหมดไป ส่วนที่สมาคมธุรกิจขอให้เปิดจดทะเบียนเพิ่ม มีการเปิดมา 4 รอบแล้ว จะไม่มีการเปิดอีกเป็นครั้งที่ 5”
(ภาพจากประชาสัมพันธ์กระทรวงแรงงาน)