ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/295446
กฤษฎีกา เล็งปรับโทษอาญา
กฤษฎีกา เล็งปรับโทษอาญาบางประเภท เป็นโทษปกครอง เหตุกฎหมายอาญาเฟ้อ คดีล้นศาล นักโทษล้นคุก
13 ก.ย. 60 – ที่โรงแรมเบอร์เคลีย์ ประตูนำ คณะกรรมกากฤษฎีกา จัดงานเสวนาในหัวข้อ “หลักเกณฑ์การกำหนดโทษอาญา ในการตรากฎหมาย” โดยนายปกป้อง ศรีสนิท กรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา กล่าวอภิปรายในหัวข้อ หลักเกณฑ์การกำหนดโทษอาญา ในการตรากฎหมาย” ตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ได้กำหนดในมาตรา 77 ได้ระบุไว้ว่า การกำหนดความผิดอาญาควรมีเฉพาะกรณีที่ร้ายแรง ซึ่งปัจุบันทางคณะกรรมการเห็นว่า สังคมเรามีสภาวะกฎหมายเฟ้อ สร้างผลเสีย เช่น กกฎหมายขาดสภาพบังคับใช้ ทำให้คนไม่เคารพกฎหมาย คดีล้นศาล นักโทษล้นเรือนจำ บางคนมีประวัติอาชญากรติดตัวโดยไม่จำเป็น ทุกอย่างล้วนเป็นต้นทุนสังคม ซึ่งประเทศไทยเองก็มีจำนวนผู้ต้องหาจำนวนมากเป็นอันดับ 6 ของโลก มีประมาณ 300,000 คน
นายปกป้อง กล่าวอีกว่า มุมมองของรัฐ ในการดำเนินคดีนั้นค่าใช้จ่ายในการยับยั้งไม่ให้เกิดการละเมิดกฎหมายโทษทางอาญาจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการดำเนินการทางแพ่ง โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เคยได้ทำงานวิจัยเชิงตัวเลขเอาไว้ว่า รัฐดำเนินคดีอาญา 1 คน เสียค่าใช้จ่ายทั้งจ้างตำรวจ ผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประมาณ 100,000 บาทต่อคดี ในขณะที่รัฐอำนวยความยุติธรรมทางแพ่งให้กับคู่กรณี รัฐเสียค่าใช้จ่ายแค่ประมาณ 6,000 กว่าบาทต่อคดี ซึ่งถ้าต้องการประหยัดงบ รัฐควรบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ใช่อาญาจะดีกว่า ในกรณีที่รัฐสามารถยับยั้งไม่ให้คนทำผิดได้เหมือนกัน แต่ในมุมมองปัจเจกบุคคลแล้วเขามองว่า การดำเนินคดีช่องทางอาญานั้นจะใช้เงินน้อยกว่า เพราะทางแพ่งต้องมีค่าขึ้นศาล ค่าจ้างทนาย และค่าใช้จ่ายดำเนินคดี เช่น กรณีดคีเช็คเด้ง ที่การฟ้องร้องทางอาญา มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แถมมีกระบวนการทางกฎหมายทวงหนี้จากอีกฝ่ายด้วย ในขณะที่สังคมก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการดำเนินคดีดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่ตนกำลังจะพูดว่า โทษที่เป็นอาญาร้ายแรง เช่น ลักทรัพย์ ฆ่าคนก็ควรเป็นอาญา แต่บางโทษที่เป็นอาญาอยู่ แต่ไม่ควรเป็นในมุมของรัฐนั้น ควรมีการเปลี่ยนแปลง เพราะจะช่วยประหยัดงบของประเทศ
นายปกป้อง ยังกล่าวถึงข้อเสนอเบื้องต้นของอนุกรรมการฯ เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้มีมติให้ส่วนราชการถือปฏิบัติก่อนเสนอฐานความผิดอาญาใหม่ในอนาคตว่า สมควรเปลี่ยนความผิดทางอาญา โดยโทษที่สมควรเป็นความผิดทางอาญา เช่น การกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกรณีอื่นที่ไม่สามารถใช้กฎหมายอื่นเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างได้ผล เป็นต้น ส่วนความผิดอื่นๆที่เป็นอาญา ที่ไม่ส่งผลกระบต่อส่วนรวม ก็ใช้โทษทางปกครองแทนได้ เช่น ความผิดเกี่ยวกับเช็ค และความผิดเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินโทษทางปกครองควรมีกฎหมายหลักเกณฑ์การดำเนินงานมารองรับด้วย
ด้านนายประธาน วัฒนวาณิชย์ กรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมายอาญาของบ้านเราเฟ้อมาก ซึ่งผู้ร่างกฎหมายยังไม่ค่อยรู้จักโทษทางปกครอง โดยเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงในทางสากลเช่นกันว่าโทษทางปกครองควรมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง ทำให้คิดอะไรไม่ออกก็กำหนดโทษเป็นอาญาไว้ก่อน ดังนั้นความยากของการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ จึงอยู่ที่ว่า พอเสนอให้เปลี่ยนโทษบางกรณี เป็นทางปกครอง ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ แม้แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเองก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ดังกล่าว กลายเป็นว่าประเทศไทยอยู่ในสภาพบังคับอาญาแทบทุกเรื่อง เกิดผลกระทบต่อสังคม เพราะบางคดีต้องเร่งจบให้เร็วเนื่องจากคดีล้นศาล แทนที่จะผ่านกระบวนการพิจาณาอย่างเต็มที่ สุดท้ายตนคือว่า มาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ขณะที่นายดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธ์วัฒนกุล กรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา กล่าวว่า ที่ผ่านมาสังคมเราไม่มีวัฒนธรรมเคารพกฎหมาย มีแต่กลัวตำรวจจับ อีกทั้งเรายังไม่มีแนวความคิดการกำหนดความผิดว่า ความผิดไหนเป็นโทษทางอาญาบ้าง ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 มาตรา 77 วรรค 3 ตอนท้าย ได้บัญญัติเพิ่มเติมไว้ว่าการกำหนดโทษทางอาญา จะต้องกำหนดเฉพาะโทษที่ร้ายแรงเท่านั้น ซึ่งเราก็ต้องไปดูว่ากรอบของคำว่าร้ายแรงคืออะไรบ้าง ซึ่งปัจจุบันเราเองก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนที่จะมากำหนดว่าการกระทำใดควรมีความผิดเป็นอาญาซึ่งตนมีแนวคิดในการกำหนดความผิดว่า ต้องดูว่าความผิดดังกล่าวกระทบต่อสังคมหรือไม่ โดยจะพิจาณาจาก คุณธรรมทางกฎหมาย ระยะเวลาการออกกฎหาย และขั้นตอนการพิจารณากฎหมาย ที่ต้องมีความละเอียดมากๆ.
