ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/296005
“ศรีสุวรรณ” ยื่น สตง. สอบ”อนุพงษ์ – ครม.มาร์ค”ซื้อเรือเหาะ
“ศรีสุวรรณ” บี้ สตง. ตรวจสอบซื้อเรือเหาะไร้ประสิทธิภาพ เชื่อไม่สามารถฟอกขาวเหมือนกรณีเรือดำน้ำได้
เมื่อวันที่ 18 ก.ยน. ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อนายพรชัย จำรูณพานิชย์กุล รองผู้ว่า สตง. เพื่อขอให้ตรวจสอบการจัดซื้อเรือเหาะ มูลค่า 350 ล้านบาท ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์สำหรับลอยขึ้นตรวจตราความเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กองทัพบกได้ปลดประจำการไปหลังใช้งาน 8 ปี ทั้งนี้เห็นว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ล้มเหลวในการปฏิบัติภารกิจ หลังใช้งานมานาน 8 ปี และยังต้องเสียค่าดูแลรักษาอีกปีละ 50 ล้านบาท แต่ไม่เคยเตือนภัยการก่อการร้ายได้ ถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ที่ไม่มีประสิทธิผล ราคาแพง ไม่มีความคุ้มค่า ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ จึงต้องการให้สตง.ตรวจสอบพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ขณะดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ. ในช่วงที่มีการจัดซื้อเรือเหาะดังกล่าวว่า ใช้อำนาจเป็นไปตามกฎหมายการเงินการคลังและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการบริหารราชการแผ่นดินสืบไป โดยขอให้สตง.เสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช.เพื่อลงโทษตามกฎหมายด้วย
นายศรีสุวรรณกล่าวอีกว่า ตนเห็นว่านอกจากพล.อ.อนุพงษ์ ที่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้แล้ว คณะกรรมการตรวจรับ และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งเรื่องนี้เองจะเป็นบทพิสูจน์การทำงานของ สตง. ว่าจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ และเชื่อว่าจะไม่สามารถฟอกขาวเหมือนกรณีเรือดำน้ำได้ เนื่องจากสาธารณชนรับทราบมาโดยตลอดว่า เรือเหาะไร้ประสิทธิภาพและสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างไร จึงอยากให้นายพิศิษฐ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่า สตง. ตรวจสอบเรื่องนี้ให้เป็นผลงานก่อนที่จะเกษียณในเร็ว ๆนี้
ทั้งนี้ในหนังสือร้องเรียนระบุประเด็นที่น่าสนใจว่า เรือเหาะเป็นเทคโนโลยีโบราณตั้งแต่สงคราวโลกครั้งที่ 1 และไม่เหมาะกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เนื่องจากเป็นสภาพพื้นที่ป่าเขา และผู้ไม่หวังดีใช้ยุทธวิธีรก่อการร้ายในเมิอง ไม่ใช่การตั้งฐานสู้กับเจ้าหน้าที่
ขณะที่ในส่วนของราคาซึ่งมีการระบุไม่ตรงกัน โดยระบุว่าราคา 350 ล้าน แบ่งเป็นบอลลูน 260 ล้าน ล้องตรวจการณ์ 70 ล้าน อุปกรณ์สื่อสาร 20 ล้าน แต่ข้อมูลที่ พล.อ.อนุพงษ์ เคยชี้แจงกลับระบุว่า กล้องตรวจการณ์ราคา 250 ล้าน มี 5 ตัว บอลลูนกับโรงจอดราคา 10 ล้านบาท จึงน่าสงสัยว่าเรื่องใดเป็นความจริง
นอกจากนี้ยังได้ทักท้วงถึงประสิทธิภาพ ว่าที่ผ่านมายังไม่มีสักครั้งที่เรือเหาะทำหน้าที่สอดส่องจนสามารถเตือนภัยถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นจากการก่อการร้าย
สิ่งที่ซื้อมานั้นถือว่าแพงและไม่คุ้มค่า รวมทั้วไท่เป็นไปตามที่ TOR กำหนด แต่กลับมีการตรวจรับทำให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน
เขายังตั้งข้อสังเกตว่าการใช้อำนาจของ พล.อ.อนุพงษ์ เป็รฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยระเบียบวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณ อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้คำร้องยังขอให้ตรวจสอบประเด็นดังนี้ โดยของให้ตรวจสอบพล..พล.อ.อนุพงษ์ ว่าใช้อำนาจเสนอจัดซื้อจัดหาเรือเหาะตรวจการณ์มาประจำการโดยไม่มีความเหมาะสมและคุ้มค่าของการจัดซื้อจัดจ้างตามโครงการหรือไม่ หรือมีคุณลักษณะที่ไม่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ในการใช้งายของหน่วยงานรัฐ มีราคาที่เหมาะสมต่อศักยภาพ ความจำเป็นที่สอดคล้องต่อการใช้งาน และซ่อมบำรุงที่ถูกต้องหมาะสมหรือไม่
ขอให้ตรวจสอบคณะกรรมการตรวจรับซึ่งรับรู้มาตลอดว่าไม่เป็นไปตาม TOR กำหนด แต่ก็ยังลงนามตรวจรับ ทำให้เกิดความเสียหาย ต่องบประมาณแผ่นดิน
ขอให้ตรวจสอบ ครม. ชุด นายอภิสิทธิ์ เวชช่ชีวะ ที่ให้ความเห็นชอบอนุมัติ ว่าใช้อำนาจขัดกับ พร.บ.ตรวจเงินแผ่นดิน 2542 และรัฐธรรมนูญ ขณะนั้นหรือไม่
ขอให้ตรวจสอบ ขั้นตอนการทำ TOR เอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใดรายหนึ่งเป็นการเฉพาะหรือไม่ มีความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้แข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เป็นไปตาม พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 หรือไม่
การที่ พล.ต.พรชัย ดวงเนตร เจ้ากรมการขนส่งทหารบกทำการแทน ผบ.ทบ. ได้ทำหนังสือลงวันที่ 16 ก.ย. ถึงบริษัท worldwide Aeros Corp. แจ้งสงวนสทธิเรียกค่าปรับกับบริษัทผู้จำหน่าย เพราะเรือเหาะบินไม่ได้ตามสัญญา โดยท้ายหนังสือระบุว่า “จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาทราบ” เป็นกลฉ้อฉลที่ไม่มีสภาพบังคับต่อหลักการออกหนังสือทวงถามของหนังสือราชการหรือไม่ และที่สุดแล้วมีการเรียกค่าปรับจริงหรือไม่ และเงินค่าปรับถูกนำส่งกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ หากยังไม่สามารถเรียกเงินค่าปรับถือว่าละเลยต่อาการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
