ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
16 กันยายน 2560 เวลา 11:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/515133

โดย กันติพิชญ์ ใจบุญ
หากความฝันเป็นแรงผลักดันที่สามารถทำให้เกิดความพยายาม ที่จะแปรเปลี่ยนให้ฝันนั้นกลายเป็นความจริง ความฝันของผู้บริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และคณะนักเรียนนักศึกษา ที่ฝันร่วมกันว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ในเวทีระดับโลกอย่างรายการ World Solar Challenge ก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาจนได้
เมื่อพวกเขารวมกว่า 20 ชีวิต ก้าวเข้าสู่บทบาทตัวแทนประเทศไทย ที่พร้อมจะนำรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ ไปอวดโฉมต่อสายตาชาวโลกที่ประเทศออสเตรเลีย ในวันที่ 8-15 ต.ค.นี้
บนระยะทางการแข่งขัน 3,022 กิโลเมตร ในประเทศที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ นับเป็นความท้าทายของนักศึกษาและอาจารย์คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม หรือ STC เป็นอย่างมาก และรายการแข่งขันนี้ไม่ใช่ “ของเล่น” ที่ใครอยากจะมาแข่งขันได้ หากแต่มันคือตำนานของวงการรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นพื้นที่ระดับโลกที่คนจะมาแสดงความฝันผ่านเทคโนโลยีด้านยานยนต์ และปฏิเสธการใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน หากแต่ต้องใช้พลังงานธรรมชาติอย่างแสงอาทิตย์เท่านั้น
การแข่งขันที่ดำเนินการมายาวนานกว่า 30 ปี และจัดขึ้นทุกๆ 2 ปีให้แข่งขันกัน การแข่งขันครั้งนี้สำหรับตัวแทนประเทศไทยอย่างวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามนับเป็นครั้งที่สองที่ก้าวพาตนเองเข้าไปสู่เวทีระดับโลกได้
และครั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเตรียมรถยนต์พลังงานที่สร้างด้วยมือของอาจารย์และนักศึกษาไว้ 2 คัน คือ รถยนต์รุ่น STC-2 ที่มีชื่อเรียกว่า “เอดิสัน” ใช้ลงแข่งในรุ่น Challenger Class มุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพ ความเร็ว และอีกคันคือ STC-2 ชื่อเรียก “นิโคล่า” ใช้ลงแข่งขันในรุ่น Cruiser มุ่งเน้นไปที่การออกแบบรถที่สามารถใช้ได้จริงตามท้องถนน แะสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 1 ส่วนเกณฑ์การแข่งขันคือใครเข้าเส้นชัยได้ก่อน ก็ชนะ
น่าสนใจที่ว่า กระบวนการสร้างรถยนต์ผ่านองค์ความรู้ของคนไทยแท้ๆ แบบ 100% การสร้างรถยนต์ที่ถูกแปรเปลี่ยนจากความฝันให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างชัดเจน
พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เล่าถึงการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ครั้งนี้ ในฐานะหัวเรือใหญ่ที่นำความฝันตั้งแต่สมัยเรียนที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเห็นการ “ทำและสร้าง” รถยนต์เพื่อแข่งขันในรายการ World Solar Challenge และนับตั้งแต่วันนั้นเขาเองก็ตั้งใจว่าจะสร้างทีมของตัวเองเพื่อส่งแข่งในรายการนี้ ประจวบเหมาะกับเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม และยังเป็นการผลักกันมันสมองของอนาคตของชาติที่เป็นนักศึกษาในสังกัด เขาจึงไม่รีรอที่จะทำมันให้เกิดขึ้น
“การแข่งขัน World Solar Challenge ผมมองว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นการเรียนรู้ผ่านเวทีการแข่งขันระดับโลก แน่นอนว่าคือประโยชน์สำคัญของนักศึกษาไทยที่จะได้โอกาสครั้งนี้เพื่อไขว่คว้าและต่อสู้” พรพิสุทธิ์ นิยามถึงการแข่งขัน
เหนืออื่นใด พรพิสุทธิ์ บอกอีกว่า การแข่งขันครั้งนี้จะเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพของผู้เข้าแข่งขันจากทั่วโลก รวมถึงเด็กไทยกลุ่มนี้ด้วย และใช้มันทุกด้านเพื่อก้าวไปยังจุดหมายที่วางเอาไว้ร่วมกันภายใต้เงื่อนไขหรือกติกาต่างๆ ตามระยะเวลา ระยะทางที่ถูกกำหนดเอาไว้
จุดเริ่มต้นของความฝันที่ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นรูปธรรม พรพิสุทธิ์มองไปที่เรื่องของความ “เชื่อมั่น” ของนักศึกษาที่เป็นเยาวชนไทย ที่จะสามารถเปล่งศักยภาพทักษะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม และใช้ความเชื่อนั้นผลักดันให้สามารถเข้าไปร่วมการแข่งขันระดับโลกอย่างไม่น้อยหน้าใคร

“พวกเราภูมิใจที่จะได้มีโอกาสโบกธงชาติไทยเหนือเส้นชัยบนแผ่นดิมของออสเตรเลีย แม้การเดินทางจะไม่ราบรื่นสมบูรณ์มากนักเพราะกว่าจะได้ไปแข่งขันต่างก็มีอุปสรรคมากมายให้ฝ่าฟัน แต่น้อยที่สุดเราก็คือคนไทยกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวที่ได้เข้าแข่งขัน World Solar Challenge และแน่นอนว่าเราจะต้องทำให้ดีที่สุด” พรพิสุทธิ์ แสดงออกถึงเป้าหมาย
อาจารย์คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามอย่าง ฐกฤต ปานขลิบ คณบดีคณะเทคโนโลยี และผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิตวิทยาลัย ที่นำนักศึกษาไปแข่งขันครั้งนี้ เขาเองก็มีความฝันเช่นกัน โดยเฉพาะการแข่งขันครั้งนี้ที่หวังว่าการจบอันดับด้วยเลขตัวเดียว หรือติดอันดับ 1-9 จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก จะเป็นตัวบ่งบอกและมาตรวัดสำคัญสำหรับมาตรฐานของนวัตกรรมที่อาจารย์และนักศึกษาได้ระดมกันสร้างรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์สองคันนี้ขึ้นมา
ฐกฤต บอกเล่าว่า การเข้าร่วมแข่งขันรายการนี้ ประโยชน์สำคัญที่สุดคือทำให้นักศึกษาของเราสามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีที่เรียนรู้จากห้องเรียนไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เหนืออื่นใด นักศึกษาก็จะได้รับประสบการณ์สำคัญและคงไม่สามารถลืมได้
“ผมเชื่อว่าตรงนี้มีประโยชน์มากกว่าว่าจะจบอันดับที่เท่าไหร่ เพราะเด็กจะได้เรียนรู้ถึงความลำบากจากการเดินทาง การแข่งขัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่พบตลอดการสร้างรถทั้งสองคันขึ้นมา ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขากว่า 20 ชีวิตเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง และก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพของประเทศไทย” อาจารย์ฐกฤต บอกเล่าถึงความรู้สึก
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อนที่นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้ร่วมการแข่งขันรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศออสเตรเลียเป็นครั้งแรกนั้น โดยส่งรถยนต์คันแรกที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้รหัส STC-1 เข้าร่วมแข่งขัน ซึ่ง ฐกฤต เล่าว่า แม้ครั้งนั้นจะไม่ได้รับรางวัลอะไรจากการแข่งขัน และการสร้างรถยนต์ก็อาศัยการแสวงหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตที่ทีมงานได้คิดค้นร่วมกัน แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่กลับมากลับมีค่าอย่างมาก เพราะเราได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างรถยนต์ และนำข้อมูลที่ได้รับมาฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ทำให้การแข่งขันในครั้งนี้เรามีความพร้อมเป็นอย่างมาก
แม้จะไม่ได้รับรางวัลและการแข่งขันครั้งก่อนพวกเขาทีมงานต้องกลายเป็นผู้แพ้ แต่ก็ได้รับการยอมรับและได้รับความสนใจจากผู้ร่วมแข่งขันจากทั่วโลก เพราะรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามถูกสร้างด้วย “มือ” ทำให้ผู้ร่วมแข่งขันจากทั่วโลกรู้สึกทึ่งกับความสามารถของเราอย่างมาก
ฐกฤต เล่าว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ถูกสร้างด้วยงบประมาณคันละ 3.5 แสนบาท และสร้างด้วยมือ อาศัยเทคโนโลยีที่เราไม่สามารถผลิตเองได้เท่านั้น ด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้หากเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่สร้างรถยนต์กันด้วยเงินเริ่มต้นตั้งแต่ 8 ล้านบาท และแพงสุดถึงคันละ 40 ล้านบาท ตรงนี้เองทำให้ผู้เข้าแข่งขันรู้สึกสนใจกับรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์จากเมืองไทยอย่างมาก
“แม้จะต้องสู้กับประเทศอื่นๆ ที่เก่งกาจในด้านเทคโนโลยี ทั้งจากเอเชีย ยุโรป หรือทวีปอเมริกา ที่พวกเขามีทั้งเงินทุนสนับสนุนมหาศาล และเหนือกว่าเราทุกด้าน แต่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามก็มั่นใจว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในการแข่งขันครั้งนี้อย่างแน่นอน”
ข้อปัญหาจากการแข่งขันครั้งก่อนกับรถยนต์ STC-1 ถูกแก้ไขและปรับปรุงภายใต้รหัสรถยนต์คันใหม่คือ STC-2 ทั้งสองคัน และถึงขณะนี้มีความพร้อมเต็มพิกัดที่จะร่วมแข่งขันแล้ว โดยอาจารย์ฐกฤต อธิบายว่า รถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเข้าแข่งขันในครั้งนี้ ถูกปรับปรุงและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของมอเตอร์ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางการแข่งขันที่เป็นทะเลทราย ซึ่งแน่นอนว่าต้องพร้อมรองรับกับอุณหภูมิบนพื้นผิวที่สูงกว่าปกติ และจะมีผลทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหายระหว่างการแข่งขัน ซึ่งเราได้แก้ไขปัญหาในจุดนี้เป็นที่เรียบร้อย
ยังรวมถึงน้ำหนักของรถยนต์ที่ถูกปรับแต่งให้เบายิ่งขึ้น ระบบส่งถ่ายกำลังในการขับเคลื่อนจากเดิมที่พบว่ามีการสูญเสียพลังงานไปมากก็ถูกปรับปรุงใหม่เช่นกัน และสุดท้ายคือระบบกลไกในการเลี้ยวและเคลื่อนที่ ซึ่งในรถยนต์ STC-2 ถูกออกแบบให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
ฐกฤต เสริมอีกว่า การปรับเปลี่ยนปัญหาทั้งหมดก็เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์พลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่นี้ และแน่นอนว่างบประมาณในการสร้างก็เพิ่มขึ้น แต่เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากอาจารย์พรพิสุทธิ์ ที่ต้องการสร้างฝันให้สำเร็จร่วมกันด้วย
“ความท้าทายของการแข่งขัน คือการนำความคิดและผลงานของนักศึกษาและอาจารย์ชาวไทยไปอวดโฉมในเวทีระดับโลก และถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่เราก็ต้องได้ความรู้ ได้ประสบการณ์ และช่วยในการพัฒนาคุณภาพให้เทียบชั้นกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วโลก และสิ่งนี้คือการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ดีที่สุด และท้าทายที่สุด รวมถึงเป็นการเรียนแบบ Learning by Doing คือการเน้นการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติมากว่าเรื่องของทฤษฎี ซึ่งเป็นแนวทางชัดเจนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามได้มุ่งสอนให้กับนักศึกษา เพราะเมื่อจบออกไป สังคมก็จะได้บุคคลากรที่จะมาพัฒนาชาติอย่างมีคุณภาพที่แท้จริง” ผู้อำนวยการหลักสูตรวิศวกรรมมหาบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ตั้งความหวังเอาไว้