ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/272636
คลอดแนวทางแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง
คลอดแนวทางแก้น้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เตรียมสรุปผลEIA เพิ่มศักยภาพฝั่งตะวันออก
กรมชลประทานเตรียมสรุป EIA แก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะพื้นที่ตะวันออก คลอด 3แนวทางระบายน้ำลงสู่ทะเล รองรับการเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของคลองชัยนาท-ป่าสัก ทั้งการปรับปรุงระบบชลประทานเดิม การสร้างคลองระบายสายใหม่ และสร้างคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบ 3
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการศึกษาทบทวนความเหมาะสมและวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) โครงการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก เพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำเหนือออกสู่ทะเล ลดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจอันเกิดจากอุทกภัย และเพิ่มความมั่นคงในเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภค-บริโภค จะเห็นได้จากเมื่อครั้งเกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 โครงสร้างระบบชลประทานที่มีอยู่ไม่สามารถที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจำนวนมหาศาลได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ทั้งนี้พื้นที่ฝั่งตะวันออก ในปัจจุบันมีศักยภาพในการระบายน้ำสูงสุดได้เพียงประมาณ 150 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวินาที โดยใช้คลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก ในการตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ผ่านทางประตูระบายน้ำมโนรมย์ มาลงสู่แม่น้ำป่าสักที่ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นก็ระบายออกสู่ทะเลผ่านทางคลองระพีพัฒน์และคลองสาขา ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพในระบายน้ำให้มากขึ้น กรมชลประทานมีแผนที่จะสร้างคลองระบายควบคู่กับคลองส่งน้ำชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งจะสามารถระบายน้ำในช่วงน้ำหลากได้ถึง 800 ลบ.ม.ต่อวินาที
อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่จะระบายเพิ่มขึ้นดังกล่าว จำเป็นจะต้องหาแนวทางระบายออกสู่ทะเลเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งกรมชลประทานได้ศึกษาไว้ 3 แนวทางคือ
1.ปรับปรุงโครงสร้างระบบชลประทานเดิมที่มีอยู่ ที่ระบายน้ำผ่านทางคลองระพีพัฒน์และคลองสาขาต่างๆ แต่จะสามารถเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำจากสูงสุดในปัจจุบันคือ 210 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 400 ลบ.ม.ต่อวินาทีเท่านั้น ไม่สามารถที่จะเพิ่มศักยภาพได้มากกว่านี้ เนื่องจากคลองชลประทานแม้จะมีมาก แต่ก็ไม่สามารถขยายได้ เพราะมีการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ โดยรอบแนวคลองชลประทานเกือบทั้งหมดแล้ว
2.สร้างคลองระบายน้ำสายใหม่ จากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยตรง สามารถระบายน้ำได้สูงสุดประมาณ 600 ลบ.ม.ต่อวินาที แนวทางนี้จำเป็นต้องมีเขื่อนทดน้ำในแม่น้ำป่าสัก บริเวณเหนือเขื่อนพระราม 6 เพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เพื่อยกระดับน้ำเข้าสู่คลองระบายน้ำสายใหม่ ซึ่งคลองสายใหม่ดังกล่าว นอกจากจะช่วยตัดยอดน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ส่งตามคลองชัยนาท-ป่าสักแล้ว ยังสามารถใช้ระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสักลงสู่ทะเลโดยไม่ผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาได้อีกด้วย ขณะนี้ได้ดำเนินการศึกษา EIA ทั้งในส่วนของเขื่อนทดน้ำ และคลองระบายน้ำสายใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการจัดทำเอกสารส่งให้ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)
และ 3. สร้างคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบ 3 ฝั่งตะวันออก คลองสายนี้จะตัดยอดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังแม่น้ำป่าสักไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ลงสู่ทะเลโดยตรง ได้ประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะนี้กรมชลประทาน กรมทางหลวง และไจก้ากำลังทำการศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้เบื้องต้น ก่อนจะทำการศึกษา EIAควบคู่กับการก่อสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 3
“แนวคันกันน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา ในปัจจุบันจะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ไม่เกิน 2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้นหากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงมามีปริมาณมากกว่านี้ จะต้องระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก แต่ในส่วนของฝั่งตะวันออกในปัจจุบันยังระบายได้ไม่มาก จึงจำเป็นจะต้องดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำออกสู่ทะเล นอกจากนี้การขุดคลองสายใหม่ รวมทั้งการปรับปรุงคลองเดิมที่มีอยู่ ยังสามารถเก็บกักน้ำไว้ในคลองเพื่อใช้อุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม ช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับประเทศได้อีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำในตอนท้าย