ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/275255
กรมชลฯ ปรับปฏิทินส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง
กรมชลฯ ปรับปฏิทินส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทำนาปีเร็วขึ้น เลี่ยงฤดูน้ำหลากท่วมผลผลิต
นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ต่อยอดความสำเร็จจากการปรับปฏิทินการส่งน้ำทำนาปีให้กับพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ที่ให้เกษตรกรทำนาปีตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตให้เสร็จทันก่อนฤดูน้ำหลากจะมา นั้น นำมาปรับปฏิทินการส่งน้ำทำนาปีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง พื้นที่รวมประมาณ 1.15 ล้านไร่ โดยเริ่มส่งน้ำเข้าระบบชลประทาน ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมา เพื่อให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2560 ก่อนเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ประกอบไปด้วย 12 ทุ่ง คือ ทุ่งเชียงราก ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท- ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง และทุ่งบางกุ่ม ซึ่งใช้น้ำจากคลองชัยนาท – ป่าสัก , ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ และทุ่งเจ้าเจ็ด ใช้น้ำที่ส่งผ่านทางแม่น้ำน้อย, ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล ใช้น้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าจากแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำอื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ในเขตของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ จะใช้น้ำจากบ่อตอก บ่อน้ำตื้นและน้ำนอนคลอง
ทั้งนี้ การทำนาปีของเกษตรกรในปีนี้ เป็นไปตามนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากในช่วงฤดูน้ำหลากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมของทุกปี ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก กรมชลประทานจึงได้กำหนดปฏิทินการส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวใหม่ เพื่อให้เกษตรกรได้ทำนาก่อนพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นที่ดอน โดยได้เริ่มส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตให้แล้วเสร็จภายในสิงหาคม 2560
ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดส่งน้ำทำนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำให้เร็วขึ้น นั้น นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ยังจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และยังช่วยให้ภาครัฐสามารถประหยัดงบประมาณจากการจ่ายเงินค่าชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมได้อีกด้วย ที่สำคัญ หลังจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว สามารถใช้พื้นที่ลุ่มต่ำดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการ ตลอดจนเป็นการตัดยอดน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบกับพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือน นอกจากนี้ ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกร มีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมง อีกทั้งปริมาณน้ำที่เก็บกักไว้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ยังสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการเป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรัง และการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้ด้วย
