ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269539
หนุน”อธิการฯ-รองอธิการฯ-คณบดี”ยื่นบัญชีทรัพย์สิน
ทปสท. หนุน”อธิการฯ-รองอธิการฯ-คณบดี”ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ระบุ อธิการบดีนอกจากยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินแล้ว ควรให้มีการเปิดเผยต่อสารธารณะ เชื่อคุมเข้มคอรัปชั่นได้
ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) ให้ความเห็นต่อกรณี 13 รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งทันที ที่ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. รกำหนดให้รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีผลบังคับใช้ว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหนึ่งใน 3 แนวทางในการควบคุมปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของภาครัฐ คือ 1.แนวทางการลดอำนาจการผูกขาดของผู้ใช้อำนาจ โดยการสร้างกลไกการกำกับ ถ่วงดุล คานอำนาจ เช่น ให้มีสภามหาวิทยาลัยเพื่อถ่วงดุลอำนาจอธิการบดี 2.แนวทางการลดการใช้ดุลพินิจ โดยการออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับฯ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจนในแต่ละเรื่อง และ 3.แนวทางการสร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกสร้างความรับผิดชอบ
ทั้งสามแนวทางถูกนำไปพัฒนาและกำหนดเป็นมาตรการ หรือชุดนโยบายการต่อต้านการทุจริต ซึ่งแนวทางที่ 3 การสร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกความรับผิดชอบ(Enhancing transparency and accountability) เป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาคอรัปชั่นมากที่สุด มาตราการหนึ่งที่สอดรับกับแนวทางการสร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกสร้างความรับผิดชอบ คือมาตรการด้านการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งนำไปสู่กลไกการตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น และข้าราชการประจำระดับสูง
ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ได้บัญญัติให้คณะกรรมการป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่กำหนดตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และการตรวจสอบสอบความถูกต้องความมีอยู่จริง ซึ่งการตรวจสอบมี 3 วิธีคือ 1. การตรวจสอบปกติ คือตรวจสอบตามรายการที่ยื่น 2. การตรวจสอบเพื่อยืนยัน เมื่อมีข้อสงสัย เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานต่าง ๆ และ 3. การตรวสอบเชิงลึก ในกรณีมีผู้แจ้งเบาะแส หรือมีพฤติการณ์ที่จงใจว่ายื่นข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือส่อว่าร่ำรวยผิดปกติ
การยื่นบัญชีแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่เฉพาะของผู้มีหน้าที่ หากจงใจไม่ยื่น หรือจงใจยื่นเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง มีโทษคือ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี และมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับขั้นตอนการยื่นนั้น 1. ตอนเข้ารับตำแหน่ง 2.หลังพ้นจากตำแหน่ง และ 3. หลังพ้นจากตำแหน่งไปแล้วหนึ่งปี ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน(นับรวมวันหยุดราชการด้วย) นอกจากจะยื่นบัญชีของตนเองแล้วยังต้องยื่นของคู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนทรัพย์สินที่ยื่นนั้น ต้องยื่นทั้งที่อยู่ภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทรัพย์สินที่ให้ผู้อื่นถือครองแทนด้วย โดยผู้ยื่นต้องลงลายมือรับรองทุกหน้าทั้งของตนเอง คู่สมรส และบุตร นอกจากนี้หากผู้ยื่นเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งทายาทยังต้องมีหน้าที่ยื่นภายใน 90 วันภายหลังการเสียชีวิตปัญหาคือแค่กรอกผิดหรือตกหล่นก็อาจเข้าข่ายมีความผิดแล้วก็ได้
นี่จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 13 คนซึ่งเป็นหมอลาออกจากตำแหน่ง หลายท่านอาจไม่ต้องการยื่นบัญชี เพราะมีความยุ่งยาก ทั้งขั้นตอนและเอกสาร และอาจจะกระทบกับการเปิดเผยรายได้อื่น ๆ เช่น การเป็นที่ปรึกษา การเปิดคลีนิก หรือรายได้จากโรงพยาบาลเอกชน
นอกจากนี้คำถามที่มีหลายคนถามตามมาทันที จากกรณีนี้ คือ ระหว่างรองอธิการบดี กับคณบดี ใครสมควรยื่นบัญชีทรัพย์สินมากกว่ากัน เนื่องจากหากพิจารณาอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบตามพ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยแล้ว รองอธิการบดีนั้น อธิการบดีเป็นผู้เสนอชื่อให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่งให้รองอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย อำนาจหน้าที่ของรองอธิการบดีกฎหมายก็ไม่ได้ระบุไว้ ให้เป็นไปตามหน้าที่ที่อธิการบดีมอบหมาย ไม่มีอำนาจบังคัญบัญชา ควบคุมหน่วยงานโดยตรง ส่วนคณบดีมาจากการสรรหาและแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย กฎหมายระบุให้มีอำนาจบังคับบัญชา ควบคุมและบริหารงานในคณะได้โดยตรง ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอรัปชั่นได้มากกว่ารองอธิการบดีเสียอีก รองอธิการบดีนั้นควรให้เป็นหน้าที่ของอธิการบดีควบคุมดูแลหากเกิดปัญหาขึ้นอธิการบดีสามารถเสนอสภามหาวิทยาลัยถอดถอนได้ทันที หรือต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคณะกรรมการป.ป.ช. จะกำหนดให้รองอธิการบดีต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในสถาบันอุดมศึกษา แต่ผมคิดว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ควรทำ เช่น ควรให้อธิการบดีนอกจากยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้วควรให้มีการเปิดเผยต่อสารธารณะ ด้วยเพื่อประชาคมจะได้ช่วยกันตรวจสอบ
และควรนำอีก 2 มาตรการ คือ การลดอำนาจและการผูกขาดอำนาจของอธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย โดยสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นรูปธรรม และการลดการใช้ดุลพินิจของอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัย โดยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยมาตรฐานและธรรมาภิบาลมากำกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา จากประชาสังคม และช่วยยกระดับคุณภาพของอุดมศึกษาไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกโดยเร็ว
