ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269337
หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?
เจาะประเด็น “สแกน” กำลังคนด้าน สุขภาพ ต่อให้ล้นตลาดหรือขาดแคลนวางโรดแม็ปดีแก้ได้ ระวังผลิตคนด้านสาธารณสุขล้นแนะสร้างทีมสุขภาพ ปรับทัศนคติคนไทยดูแลสุขภาพตนเอง
“กำลังคนด้านสุขภาพ”ตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2559 ไม่ได้หมายถึงเพียง “แพทย์ พยาบาล” เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบุคคลที่มีบทบาทในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ตลอดจนบุคคลต่างๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
ด้วยบริบทแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างประชากร นโยบายสาธารณสุข การเติบโตของสังคมเมือง อีก 20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้การจัดบริการด้านสุขภาพมีความซับซ้อนมากขึ้น สถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตในหลายด้าน
ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่าการวางโรดแม็ปอีก 10 ข้างหน้า มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยที่จะมีสัดส่วนมากขึ้น ส่งผลรูปแบบการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีโรคเรื้อรังมากข้น และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพทีดี รวมถึงการเข้าถึงการบริการอย่างเท่าเทียมกัน หากไม่จัดการเรื่องเหล่านี้ ปัญหาสุขภาพในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี
“โรดแมปกำลังคนด้านสุขภาพของไทย หากพิจารณาตามที่องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดอัตราแพทย์และพยาบาลต้องไม่น้องกว่า 2.28 คนต่อประชากรหนึ่งพันคน ซึ่งของประเทศไทย สูงกว่านั้น แต่สังคมก็ยังรู้สึกว่ากำลังคนด้านสุขภาพไม่เพียงพอ จึงสะท้อนว่าแนวทางการบริหารจัดการและการกระจายบุคลากรที่มีอยู่ขาดประสิทธิภาพ จำนวนที่เริ่มเพียงพอแต่มากระจุกอยู่ในเมืองที่โรงพยาบาลใหญ่ ขณะที่พื้นที่ห่างไกลยังคงขาดแคลน ดังนั้น ควรมี แนวทางการเพิ่มความเข้มข้นของนโยบายและมาตรการผลิตบุคลากรเพื่อสร้างความเท่าเทียมในชุมชนชนบทและเมือง”
แพทย์ พยาบาล กำลังคนด้านสุขภาพ ต้องพูดภาษาเดียวกับคนชุมชน ทำงานเป็นทีมสุขภาพ ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีทีมสุขภาพที่เข้มแข็ง มีกำลังคนด้านสุขภาพที่ไม่ใช่เฉพาะแพทย์หรือพยาบาล แต่ครอบคลุมบุคลากรที่มีบทบาทด้านสุขภาพทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ สนับสนุนความร่วมมือ เช่น ทีมหมอครอบครัว หรือระบบสุขภาพอำนาจของสธ.
อย่างไรก็ตาม ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพ ไม่ใช่เป็นเรื่องปริมาณ แต่เป็นเรื่องคุณภาพ ต้องการบุคลากรที่พูดภาษาเดียวกัน เข้าใจสภาพพื้นที่ และทำงานในชุมชนได้ การบริการจัดการของประเทศ
ดร.นพ.ฑิณกร โนรี
อนาคตสุขภาพอยู่ในมือของทุกคน ไม่ใช่อยู่ที่แพทย์ ดร.นพ.ฑิณกร โนรี เลขานุการคณะกรรมการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยในทศวรรษหน้า กล่าวว่ามีคำถามเชิงนโยบายเสมอว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพเปลี่ยนเร็วมาก การวางแผนอนาคต 5-10 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย
คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2560-2569) ซึ่งประเทศไทยต้องการระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง ได้จัดตั้งคณะทำงานรวม 15 ชุดศึกษาอัตรากำลังคนใน 9 วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด สาธารณสุข แพทย์แผนไทย และสัตวแพทย์ รวมถึงกำลังคนในระบบสุขภาพรูปแบบต่างๆ อาทิ ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ สถานีอนามัน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)
“ไม่รู้คนขาด หรือคนพอ?”
“อีก 10 ปีข้างหน้า หากมีการผลิตอัตรากำลังด้านสุขภาพแบบนี้ไปเรื่องๆ จะมีบางวิชาชีพขาดแคลนแต่ไม่มาก และบางวิชาชีพมีแนวโน้มผลิตเกินความต้องการ เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์และพยาบาลด้วยการเพิ่มปริมาณผลิต เช่น เดิมเคยผลิตแพทย์ได้ปีละ800คน ตอนนี้เพิ่มเป็น3,000คน หรือเกือบสี่เท่า อาจกลายเป็นการผลิตสะสมจนมาถงจุดที่ต้องระวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะผ่านพ้นสภาพขาดกำลังคน แต่มาประสบปัญหาใหม่ คือ กำลังคนลนเกินในบางสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะวิชาชีพสาธารณสุข ที่ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยผลิตกำลังคนด้านนี้ เปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว 69 แห่ง ผลิตปีละ 14,000-15,000 คน อีก 10 ปีข้างหน้าเกินความต้องการตลาดอย่างแน่นอน”ดร.นพ.ฑิณกร กล่าว
จำนวนคนไม่ได้บอกอะไร เพราะปัญหาของประเทศไทย อยู่ที่การกระจายอำนาจ แพทย์ในรพ.จังหวัด มากกว่าแพทย์ในรพ.อำเภอ บางจังหวัดมีแพทย์ที่เกินกรอบที่กำหนด แต่บางจังหวัดแพทย์ขาด สธ.แก้ปัญหาเรื่องนี้มา 40 ปี ดีกว่าในอดีตแต่ปัญหายังไม่หมดไป ยังรู้สึกว่าขาดหมอ ขาดพยาบาลมาตลอด
ล้นตลาด หรือขาดแคลนดูท่าจะไม่ได้เป็นปัญหาหนักเท่ากับการกระจายกำลังคงด้านสุขภาพดร.นพ.ฑิณกร กล่าวต่อไปว่าคนจะขาดหรือเกิน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ รวมถึงควรม่งให่ประชาชนมีศักยภาพดูแลสุขภาพของตนเอง และเน้นการให้บริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง นอกจากนั้น การเรียนการสอนวิชาชีพต้องตอบสนองต่อวิถีชีวิต สังคม และระบบสุขภาพของคนไทยในอนาคตเป็นหลัก
ดร.กฤษดา แสวงดี
ดร.กฤษดา แสวงดีนักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายกำลังคนและอุปนายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า ระบบสุขภาพของไทย เป็นระบบที่ดีมากที่สุดในโลก โครงสร้างภาครัฐ มีโรงพยาบาล สถานีอนามัย ส่งเสริมสุขภาพ อยู่ทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล แต่ทุกคนกลับวิ่งเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่ ทำให้โรงพยาบาลในอำเภอ ตำบล หรือสถานีอนามันไม่มีคนใช้บริการ จึงเห็นสภาพแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งปัญหานี้ต่อให้ผลิตแพทย์ กำลังคนด้านสุขภาพมากเท่าใดก็คงไม่เพียงพอ และทุกคนก็รู้สึกว่าขาดแคลนแพทย์ ทั้งที่ตัวเลขในเชิงวิาการนั้นมีแพทย์อย่างเพียงพอ
“ ทัศนคติในการใช้บริการสุขภาพ มีอิสระ เสรีภาพให้คนเลือกใช้ โดยปกติของคนเราก็อยากได้รับการบริการที่ตนรู้สึกว่าดีที่สุด อีกทั้ง คนจะรู้สึกว่ามีปัญหาสุขภาพมากน้อยก็ต้องไปให้หาแพทย์ จึงทำให้ประชาชนไปแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ทำให้รู้สึกว่าประเทศขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพ หากนโยบายกระจายบริการสุขภาพในรูปแบบ คลินิกหมอครอบครัว ใกล้บ้าน เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพพื้นฐานที่จำเป็น การแบ่งความรับผิดชอบเป็นทีม เช่นนี้ จะช่วยลดควมแออัดของโรงพยาบาลได้”ดร.กฤษดา กล่าว
นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร
ทีมหมอครอบครัว เหมือนประชาชนมีญาติเป็นแพทย์ พยาบาล เจ็บป่วยให้ถามคนเหล่านี้นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตรผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย จ.สระบุรี กล่าวว่า กล่าวว่า ตอนนี้ต้องทำให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เป็นเรื่องของแพทย์และพยาบาลเท่านั้น ประชาชนทุกคนต่อให้สบายดี แต่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ
เช่น ท้องเสียเล็กน้อย ก็วิ่งมาหาแพทย์ ยิ่งชุมชนมีผู้สูงอายุมากขึ้น ไม่มีอาการอะไรแต่รู้สึกเครียดก็มาพบแพทย์ ดังนั้น ระบบการจัดการสุขภาพ ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจสุขภาพเป็นเรื่องของตัวเอง ญาติ ชุมชน และโรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน มหาวิทยาลัยต้องให้ความรู้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชน เพื่อให้เขาสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง
“(สแกน) กำลังคนด้านสุขภาพ” ต่อให้ขาด หรือล้นเป็นปัญหาอีกระดับหนึ่งที่ต้องวางแผนจัดการให้ดีเช่นเดียวกันปัญหาการบริหารจัดการระบบสุขภาพ การกระจายบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ที่ต้องดำเนินอย่างเร่งด่วน…….





