ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/278088
สมาคมอารักขาพืชชี้ควรศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนลงดาบสารเคมี
สมาคมอารักขาพืชชี้ควรศึกษาผลกระทบรอบด้านก่อนลงดาบสารเคมี 3 ตัว
สมาคมอารักขาพืชไทยยืนยันให้กรมวิชาการเกษตรพิจารณาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างรอบคอบ ก่อนลงดาบ สารเคมี 3 ตัว’พาราควอต-ไกลโฟเสท-คลอไพริฟอส’ รวมทั้งศึกษาผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคการผลิตพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ เผยเคยห้ามสารคาร์โบฟูราน-เมโทมิล ปี2556 โดยไม่มีการพิจารณาข้อมูลผลกระทบจากพิษภัยการใช้ของเกษตรกรโดยตรง แต่กลับเอาข้อมูลคนตั้งใจกินฆ่าตัวตายมาเป็นข้อห้ามแทน ทำให้สารเคมีต้องห้ามทะลักเข้ามาแอบขายหลังร้านค้าจนถึงวันนี้
วัชรีภรณ์ พันธุ์ภูมิพฤกษ์ นายกสมาคมอารักขาพืชไทยกล่าวถึงกรณีที่มีความพยายามในการห้ามใช้สารเคมีเกษตร 3 ตัว ได้แก่ สารกำจัดวัชพืชคือพาราควอตและไกลโฟเสท และสารกำจัดแมลงศัตรูพืชคือคลอไพริฟอสว่า เป็นเพียงข้อเสนอแนะของคณะกรรมการขับเคลื่อนของกระทรวงสาธารณสุขต่อกรมวิชาการเกษตร ซึ่งรับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายทางการเกษตรโดยตรง แต่ข้อเสนอแนะดังกล่าว ยังไม่ได้พิจารณาถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วน ทั้งด้านบวกและลบ อาทิ ด้านพิษวิทยา ข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ข้อมูลสารตกค้างและความปลอดภัยของผู้บริโภค และยังไม่ได้พิจารณาถึงผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างครบวงจร เช่น ผลกระทบต่อผลผลิต ต้นทุนการผลิต การบริหารความเสี่ยงกรณีศัตรูพืชดื้อยา และ ฯลฯ
“กรมวิชาการเกษตรต้องศึกษาผลกระทบให้ชัดเจนประกอบการพิจารณา เพราะเกษตรกรจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงเพียงผู้เดียว ประเมินทั้งประโยชน์และโทษของสารทั้ง 3 ตัว แล้วดูว่าจะบริหาร ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างไร มันต้องเป็นกระบวนการขั้นตอน เช่น เริ่มจากใช้เฉพาะพืชประเภทไหน ห้ามใช้กับพืชชนิดไหน จนถึงขั้นห้ามใช้โดยสิ้นเชิง เหล่านี้มีขั้นตอนที่ชัดเจน เป็นแนวทางสากลที่หลายประเทศใช้กันอยู่”
นายกสมาคมอารักขาพืชไทยกล่าวต่อว่า เมื่อแรกได้ยินข่าวมีข้อเสนอห้ามใช้สารเคมี 3 ตัวก็รู้สึกแปลกใจว่า มีน้ำหนักพอมากพอที่จะห้ามใช้จริงหรือ สมาคมฯ จึงต้องขอให้พิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด รวมทั้งผลกระทบต่อเกษตรกรไทย โดยเฉพาะสารทั้ง 3 ตัวใช้กันมานานกว่า 40 ปีแล้วในพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ไม่ว่าข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล
“เปรียบเทียบระหว่างประเทศที่ใช้สาร 3 ตัว กับประเทศที่ห้ามใช้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นหนึ่งว่า ประเทศที่ยังคงใช้อยู่มีจำนวนมากกว่าประเทศที่ห้ามใช้ หรือแม้แต่ประเทศที่เคยห้ามใช้สารพาราควอต อย่างมาเลเซีย สุดท้ายก็หวนกลับมาใช้อีก เพราะไม่มีสารตัวใดกำจัดลูกปาล์มใต้โคนต้นแม่ซึ่งเป็นวัชพืชได้ โดยต้นแม่ไม่ตาย หรือกรณีไกลโฟเสทสามารถกำจัดวัชพืชที่มีหัวหรือเหง้าใต้ดินได้ โดยไม่มีในสารตัวอื่น เช่นเดียวกับคลอไพริฟอสที่มีไอระเหยกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน โดยที่สารตัวอื่นไม่มีคุณสมบัติจำเพาะเช่นนี้”
วัชรีภรณ์ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการธุรกิจสารเคมีเกษตร อีกด้านหนึ่งก็เป็นผู้บริโภคเช่นเดียวกัน ห่วงใยความปลอดภัยในการบริโภคของตัวเองเช่นกัน ถ้ามีข้อมูลยืนยันว่า สารชนิดใดมีโทษมากกว่าประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์เลย ก็ไม่สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่เกษตรกรในฐานะ
เป็นผู้ใช้สารเคมียังขาดความรู้เรื่องการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย (Safe use) ซึ่งทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันเพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม
“สารเคมีได้ชื่อว่าเป็นวัตถุอันตรายอยู่แล้ว แต่ถ้ามีความรู้ความเข้าใจ เกษตรกรสามารถใช้ได้ถูกต้องเหมาะสม มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยในการใช้ และประหยัดต้นทุนการผลิต เพราะเพิ่มผลผลิตและได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ทั้งปลอดภัยในการบริโภค ถ้าสารเคมีไม่ดีเลย ทำไมยังต้องใช้สารเคมีตัวอื่นทดแทนด้วย สิ่งที่สมาคมฯ กังวลในขณะนี้ประการหนึ่งคือสารเคมีต้องห้ามจะทะลักเข้ามาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ตราบใดที่เกษตรกรยังจำเป็นต้องใช้ จึงเป็นช่องว่างที่สารเคมีจะเข้ามาในรูปแบบผิดกฎหมาย ดังตัวอย่างจากการห้ามใช้สารหลายชนิดก่อนหน้านี้ ปัจจุบันยังคงพบสารเหล่านั้นจำหน่ายในตลาดในรูป
ยาหลังร้าน ซึ่งไม่สามารถควบคุมคุณภาพสารได้ ผลร้ายตกอยู่กับเกษตรกรอีก ในขณะที่รัฐเองก็ขาดรายได้จากภาษีเช่นเดียวกัน การห้ามสารที่มีคุณสมบัติจำเพาะ 3 ตัว แล้วไปใช้สารตัวอื่นที่มีคุณสมบัติทดแทนได้บางระดับ เมื่อใช้นาน ๆ เข้า ย่อมมีโอกาสดื้อยาได้ ถึงตอนนั้นจะหาสารตัวใดมากำจัดศัตรูพืชเหล่านั้นได้ในเมื่อรัฐห้ามใช้ไปแล้ว จึงเป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรต้องใคร่ครวญถึงผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวด้วย”นายกสมาคมอารักขาพืชไทยย้ำชัด
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวระบุว่า ความพยายามห้ามใช้สารทั้ง 3 ตัวยังคงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องเป็นกระบวนการ ทั้งจากกลุ่มเอ็นจีโอที่อยู่ในคณะกรรมการขับเคลื่อนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งประสานกับระดับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาแต่ต้น โดยใช้กรมวิชาการเกษตรรับไม้ขับเคลื่อนต่อ ในฐานะรับผิดชอบโดยตรง ก่อนที่จะส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดใหญ่ที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานพิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้าย
“การทำงานของกรมวิชาการในระยะหลังๆ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ตอบสนองการเมืองหรือกระแสสังคม มากกว่าจะใช้ความเป็นวิชาการเป็นคำตอบ โดยเฉพาะการห้ามใช้สารเคมี 2 ตัว เมื่อปี 2556 คือคาร์โบฟูรานกับเมโทมิล กรมวิชาการเกษตรรายงานเฉพาะเรื่องคนกินแล้วตาย ในขณะคณะกรรมการ
ชุดใหญ่ท้วงติงให้นำเสนอข้อมูลผลกระทบจากการใช้ของเกษตรกรโดยตรง ไม่ใช่การกินฆ่าตัวตาย ซึ่งถือเป็นการใช้ผิดประเภท แต่จนแล้วจนรอด กรมฯ ก็ไม่ได้ทดสอบพิษจากการใช้จนบัดนี้ และไม่รับขึ้นทะเบียน จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการธุรกิจสารกำจัดศัตรูพืชจะหวั่นเกรงว่าจะลงเอยอีหรอบเดิม” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวคนเดิมย้ำด้วยว่า การจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการตัดสินใจของกรมวิชาการเกษตรนั้น ต้องมาจากกระบวนการและขั้นตอนในการพิจารณาที่ครบถ้วน โปร่งใส ตรวจสอบได้
“ถ้ายึดหลักการให้สมกับหน่วยงานวิชาการ ทำทุกขั้นตอนอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่อยู่ใต้อาณัติใคร ทุกฝ่ายก็ยอมรับผลการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้มีปัญหาไม่น้อย มีผู้ประกอบการร้องเรียนและฟ้องร้องกรมฯ ไปบ้างแล้ว และมีแนวโน้มจะตามมาอีกหลายคดี”
