ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/286198
เสียงสะท้อนพ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว??
พ.ร.ก. ไม่ใช่ พ.ร.บ. เนื่องจาก พ.ร.ก. แสดงถึงความจำเป็นของกฎหมายที่เป็นมาตราการเร่งด่วนเฉพาะการ ซึ่งปัญหาแรงงานต่างด้าวมีความจำเป็นต้องจัดการอย่างเร่งด่วน!!
ยอมถอย…180 วัน
ตามที่มติคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ชะลอบังคับใช้ พ.ร.ก.แรงงานต่างด้าว จำนวน 4 มาตรา ออกไปก่อน เพื่อให้นายจ้างและแรงงานมีเวลาปรับตัว จะเพียงพอหรือไม่? หรือ การตั้งศูนย์รับแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าว ทุกจังหวัดและในกรุงเทพฯ 10 ศูนย์ ในระยะเวลา 15 วัน โดยให้นายจ้างและลูกจ้างมิติสัมพันธ์ ทำงานด้วยกันมานาน ได้มาแสดงตน เพื่อคัดกรองนำไปสู่การขอ CI พาสปอร์ตที่บ้านเกิดของตนเอง รวมถึงยืดเวลาการขออนุญาตทำงานสำหรับแรงงานต่างด้าวที่ตรวจสัญชาติแล้ว และได้CI พร้อมกับตรวจลงตราวีซ่าทำงานแล้วแต่ยังไม่ได้ยื่นขออนุญาตทำงาน โดยกลุ่มแรงงานในกิจการทั่วไปสามารถขอใบอนุญาตทำงานได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 และกลุ่มแรงงานในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 รวมถึง การให้ก.แรงงาน ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน
ที่กล่าวมาล้วนเป็นมาตรการที่ทางรัฐบาล นำโดย ก.แรงงาน กำหนดใช้เพื่อยุติความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ก.แรงงาน กล่าวในงานเสวนาวิชาการ “พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ปวงชนชาวไทยได้อะไร? ว่า ขอชี้แจงถึงการออกกฏหมายดังกล่าวเป็น พ.ร.ก. ไม่ใช่ พ.ร.บ. เนื่องจาก พ.ร.ก. แสดงถึงความจำเป็นของกฎหมายที่เป็นมาตราการเร่งด่วนเฉพาะการ ซึ่งปัญหาแรงงานต่างด้าวมีความจำเป็นต้องจัดการอย่างเร่งด่วน และอดีตที่ผ่านมายังไม่มีระบบรองรับที่ได้มาตรฐาน ทำให้การนำเข้าแรงงานต่างด้าวมีข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขมากมาย การใช้แรงงานต่างด้าวให้ตรงกับการรับรองของนายจ้างหรือตามคำขอนั้น เพื่อป้องกันการสูญหาย การก่อเหตุอาชญากรรมพร้อมกำหนดให้มีความชัดเจนว่าแรงงานดังกล่าวทำงานอยู่ที่ใด โดยนายจ้างจะต้องมีการรับรอง
การที่ คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ยืดระยะเวลาการบังคับใช้ออกไป 180 วันนั้น หมายถึง ให้ยกเว้นการบังคับใช้ เช่น การจับกุมต่างๆ ซึ่งยังคงมีความผิดอยู่ แต่ไม่มีบทลงโทษ ส่วนบทลงโทษที่มีปัญหานั้น คณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นจะพิจารณาในส่วนนี้ด้วย ทั้งนี้ บทลงโทษดังกล่าว อาจจะเป็นการกระตุ้นให้นายจ้างได้เข้าสู่ระบบที่ถูกต้องมากขึ้น เพราะหากต้องเอาเงินไปเข้าเส้นทางระบบส่วย ใต้ดินต่างๆ เอามาใช้ในการเข้าระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการทำผิดกฎหมายน่าจะดีกว่า
“อย่าเอาบทลงโทษ ตัวเงินอย่าง 4 แสนมาคุยกัน เพราะ4 แสนเป็นเพียงตัวเลข แต่สิ่งที่อยู่เหนือกฎหมาย คือ จิตสำนึกที่จะดำเนินการให้ถูกกฎหมาย ย้อนมาดูว่ามากฎหมายฉบับนี้ เป็นการช่วยทำให้สังคมดีขึ้น กระทำการถูกกฎหมาย และแนวทางการดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว”อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว
ตอนนี้แรงงานต่างด้าว และนายจ้างอาจเกิดอาการช็อค โดยเฉพาะคนที่กระทำการไม่ถูกต้อง ซึ่งมีหลายคนออกมาบอกถึงตัวเลขของแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย บางคนพูดว่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนที่ผิดกฎหมาย ทั้งที่ไม่มีใครรู้ว่ามีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนเท่าใด เพราะไม่มีใครเดินมามอบตัว แต่ที่แน่ชัดมีคนพร้อมใช้แรงงานผิดกฎหมาย!!
อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวที่นำเข้าตามระบบ MOU ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย พม่า กัมพูชา ลาว ไทย เป็นการตกลงระหว่างประเทศ ประมาณ 4 แสนคน และมีการนำเข้าอย่างถูกกฏหมายเดือนละ 30,000 คน ซึ่งถ้านำเข้าจาก MOU แล้วกล่าวว่ายุ่งยาก คนที่เข้าร่วมระบบคงไม่ยุ่งยากมากกว่า การถูกเสียเงินเพื่อใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมาย พ.ร.ก.ดังกล่าว มีผู้มาขอเปลี่ยนให้ถูกต้องแล้ว ประมาณ 10,000 ราย และขณะนี้รัฐบาลกำลังรับฟังว่า กลุ่มไหนได้รับผลกระทบบ้าง อย่างไรก็ตาม คาดว่าภายใน 6 เดือน การใช้แรงงานไม่ถูกต้อง และใช้แรงงานไม่ตรง จะสามารถแก้ปัญหาได้
“จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาใน 2 ส่วน คือการเปลี่ยนนายจ้างให้ถูกต้อง คาดว่ามีหลายแสนคน และด้วยตัวเลขที่ไม่ชัดเจนการมีแรงงานต่างด้าวทั้งหมดเท่าใด ซึ่งคงไม่มีการเปิดเสรีเหมือนที่ผ่านมา แต่จะใช้มาตรการมิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเปิดศูนย์การรับแจ้งแรงงานต่างด้าว ที่ขณะนี้จะมีการเตรียมพร้อมทั้งในการให้ความรู้ การจัดตั้งทีมงานเพื่อรับข้อมูลต่างๆ เตรียมโปรแกรมอุปกรณ์ สถานที่ ซึ่งเชื่อว่ามีความพร้อม สะดวกแต่นายจ้างมาแจ้งที่ศูนย์อย่างแน่นอน”นายวรานนท์ กล่าวและว่า แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ประเทศต้นทางจะดำเนินการเอกสารทันหรือไม่ เพราะต่อให้มีการปลดล็อค ได้หนังสือรับรองสถานบุคคล (ซีไอ) และได้พาสปอรต์ หรือเฉพาะผู้ถือบัตรสีชมพู ที่ไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องก็สามารถได้ใน 15 วันนี้ เป็นมาตราการที่กระทำแล้ว คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะดำเนินการตามมาตรการทั้งหมด
นายสมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานกล่าวว่า ตั้งแต่ตนคลุกคลีแรงงานข้ามชาติในไทยประมาณ 20 ปี ปรากฎการณ์ เรื่องแรงงานต่างด้าว แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมแปรรูป สัตว์น้ำ การละเมิดสิทธิแรงงาน และอุบัติเหตุในสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน เพราะสถานประกอบการมีทั้งที่มีความรับผิดชอบและไม่รับผิดชอบ
“จากบทเรียนอดีตถึงปัจจุบัน มีปรากฎการณ์เรื่องแรงงานข้ามชาติ ต่างด้าวผิดกฎหมายยังมีอยู่ ซึ่งแรงงานต่างด้าว 2.6 ล้านคน อีกครึ่งหนึ่งเป็นแรงงานใต้ดิน ข้างล่าง อาจจะเป็นเพราะพฤติกรรมของนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งกลุ่มที่ผิดกฎหมายได้รับผลกระทบจากพ.ร.ก.ดังกล่าวชัดเจน เนื่องจากแรงงานเหล่านี้กลัว โดยเฉพาะแรงงานพม่า พาสปอร์ตหมดอายุ หรือมีปัญหาอื่นๆ ถ้าเขาแก้ไม่ได้ ก็จะกลับบ้าน ส่งผลให้แรงงานจำนวนมาก พร้อมที่จะกลับบ้าน”นายสมพงษ์ กล่าวและว่า เวลานี้การแจ้งออก แจ้งเข้ามีปัญหาค่อนข้างมาก หากนายจ้างจัดการอย่างดี ลูกจ้างก็จะอยู่กับนายจ้าง ดังนั้น อยากเสนอให้มีการกำหนดชัดเจนว่าต้องการแรงงานแต่ละประเภทเท่าใด อย่างไร และการคุ้มครองแรงงานที่ดีจะทำอย่างไร?
อย่างไรก็ตาม จากการจัดเสวนารับฟังความคิดเห็นจากแรงงานต่างด้าว พวกเขารู้สึกว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เป็นความอยากให้พวกเขากลับประเทศ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงๆ บอกตรงๆ ก็ได้ เพราะถ้าบอกมาตรงๆ เขาก็พร้อมจะกลับประเทศ และจะสร้างผลกระทบต่อแรงงาน อุตสาหกรรมไทย ที่ใช้แรงงานต่างด้าว ตั้งแต่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ขณะนี้ มีจำนวนแรงงานต่างด้าว อาทิ ฝั่งแม่สอดมีแรงงานต่างด้าวออกจากประเทศไทย ประมาณ 20,000-30,000 คน ,ฝั่งอารัญประเทศ ประมาณ4,000-5,000 คน ระนองเกือบ 1,000 คน
นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจฐานราก พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของให้แรงงานต่างด้าว รวมถึงธุรกิจภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ในจ.ท่องเที่ยว อย่าง พัทยา ภูเก็ต ที่ใช้แรงงานต่างด้าว เป็นต้น ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่งปัญหาการตีส่วยตีกิน และระบบอุปถัมภ์ยังมีทุกพื้นที่ ซึ่งหากมีระบบการจัดการที่ดี มีการลงทะเบียนที่ถูกต้องแรงงานจะไม่หนีไปไหน และ180 วัน จะทำให้ทุกคนวินวิน นายจ้าง ลูกจ้างไม่เจ็บปวด รัฐได้ประโยชน์ สังคมไม่ได้รับผลกระทบเป็นโอกาสของทุกคน และเป็นประเด็นที่ท้าทายของรัฐบาล การบริหารจัดการที่ดีของนายจ้าง เพราะถ้าบริหารจัดการที่ดี แรงงานไม่ไปไหน” นายสมพงษ์ กล่าว
ขณะที่ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานจำนวนมาก ปัจจุบันเศรษฐกิจ กิจการต่างๆ ทุกอย่างมีการขยาย และเติบโต ทำให้ไทยขาดแรงงานขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก มีทั้งผิดกฎหมาย และถูกต้องตามกฎหมายหมุนเวียนกันไปทำงานในที่ต่างๆ โดยยังไม่มีการควบคุม
“ยังไม่มีภาคเอกชน องค์กรไหน พูดว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ดี ส่วนใหญ่จะสนับสนุน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้คือการนำไปสู่ภาคปฏิบัติ บทลงโทษที่รุนแรง จึงอยากให้รัฐบาลชะลอ ระงับการใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไปก่อน เพราะจะถือฆ้อนมาทุบได้ทันทีไม่ได้ ต้องระวังความขัดแย้ง” ดร.พจน์ กล่าว
แรงงานต่างด้าวผิดกฏหมาย เกิดจากทั้งนายจ้างและลูกจ้างเองที่ไม่ยอมทำทุกอย่างให้ถูกกฏหมาย เช่น ลูกจ้างไม่ยอมไปขึ้นทะเบียน เพื่อที่จะสามารถเปลี่ยนงานไปในที่ที่ได้ค่าตอบแทนมากกว่าได้ หากมีนายจ้างคนไหนจ่ายให้มากกว่า แรงงานต่างด้าวก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานได้อย่างง่าย โดยที่ไม่ต้องขออนุญาติใดๆ แต่ พ.ร.ก. ดังกล่าว จะทำให้ทุกอย่างเป็นระบบมากขึ้น
รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไม่สามารถบอกได้ว่ากฎหมายดีหรือไม่ดีอย่างไร เพราะพ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์กันที่เนื้อหา แต่เป็นเรื่องการใช้กฎหมาย การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีแรงงานพอใช้ ซึ่งอาจต้องใช้วิธีการหลายๆ อย่าง และการใช้กฎหมายเป็นวิธีการ เครื่องมือหนึ่งเท่านั้นที่จะอำนวยความสะดวกในการหาแรงงานมาให้สังคมพอใช้ สิ่งที่ต้องไม่หลงประเด็น คือการพูดถึงเรื่องการบังคับ บทลงโทษ ผลกระทบที่ตามมาจากกฎหมายดังกล่าว เพราะนี่คือสิ่งที่สังคมรับรู้ จนเกิดความความแตกตื่น และกระทบการผลิตอย่างชัดเจน ถ้าไม่มีความเยียวยา ผ่อนปรนกัน 3 เดือนผ่านไป แรงงานต่างด้าวกลับประเทศของตน ผลการเปลี่ยนแปลงย่อม กระทบกระเทือนแรงงานที่มีเพียงพอหรือไม่?…ในกระบวนการผลิต
“จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เราต้องมองว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้เพื่ออะไร แก้เพื่อไม่ให้ตกเทียร์ แก้เพราะด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ หรือห่วงเรื่องความมั่นคงของประเทศด้วยใช่หรือไม่ ถ้าในระดับนานาชาติ เพื่อไม่ให้ตกเทียร์ หรือการออกกฎหมายแบบนี้ ป้องกันความมั่นคงได้มากน้อยเพียงใด กฎหมายนี้ออกมาป้องกันการค้ามนุษย์ตรงจุดไหน กฎหมายนี้มีส่วนป้องกันการค้ามนุษย์หรือไม่”
ถ้ามีอัตราการลงโทษสูงเท่าใด ค่าเรียกกฎหมาย และหนีกฎหมายก็แพงเท่านั้น รศ.แล กล่าวอีกว่า ต้องกลับมาดูว่า การที่นายจ้าง ลูกจ้างไม่ปฏิบัติ หรือปฏิบัติตามกฎหมายเพราะอะไร ซึ่งในมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเขาเลือกว่าจะทำอย่างนั้น เพราะถ้าปฏิบัติตามกฎหมายมันแพง ยิ่งธุรกิจขนาดเล็ก การทำให้ถูกกฎหมายมันแพง เสียเวลา การทำให้ผิดกฎหมายอาจง่ายกว่า
“ตอนนี้ ต้องหาวิธีการว่าจะทำให้อย่างไรให้การทำถูกกฎหมายสะดวกขึ้น เร็วขึ้น ง่ายขึ้น เพราะอย่าลืมว่าปัญหาส่วนหนึ่ง เกิดจาก ความเป็นราชการ หน่วยราชการ ที่คนเดินดินธรรมดา ไม่ได้เข้าถึงอย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องมองด้วยว่าความแตกตื่น โกลาหลครั้งนี้ ทำอย่างไรไม่ให้ระบบราชการเอื้อต่อการติดสินบน นอกจากนั้น ควรถามแรงงานข้ามชาติ ผู้ประกอบการ SME ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อดึงปัญหาออกมาว่าจุดไหนอย่างไร เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ธุรกิจ ความมั่นคง หรือไม่” รศ.แล กล่าวทิ้งท้าย.
o ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com o




