ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/agricultural/312672
ตั้ง 4 อนุกรรมการ – เพิ่มอำนาจ กนช.
ตั้ง 4 อนุกรรมการ – เพิ่มอำนาจ กนช.
ประชุมคณะกรรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติครั้งแรกของปีนี้ บทบาทสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเริ่มชัดเจนเพิ่มอำนาจ กนช. ตั้งคณะอนุกรรมการอีก 4 ชุด หวังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมพิจารณาโครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ที่หน่วยงานด้านน้ำเสนอมา
โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับ EEC และโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิของกรมชลประทาน
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ( กนช.) ครั้งที่ 1/2561 ซึ่งมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุมได้รับทราบการแต่งตั้ง กนช. ชุดใหม่ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ เลขาธิการ สทนช. เป็นเลขานุการ
โดยให้หน้าที่และอำนาจ กนช. ในการกำกับสั่งการเพื่อจัดการน้ำในสภาวะวิกฤตได้ พร้อมทั้งมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อช่วยให้การทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีก 4 ชุด คือ คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองวิเคราะห์โครงการและติดตามประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นับจากนี้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศจะเป็นระบบและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมี สนทช.ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นจะทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนแม่บท ยุทธศาสตร์ ความร่วมมือระหว่างประเทศ การสั่งการน้ำในภาวะวิกฤต และกลั่นกรองการเสนอของงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ทั้งงบบูรณาการด้านน้ำ งบกลาง เงินกู้ รวมถึงโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีความสำคัญและโครงการขนาดใหญ่ และจะต้องผ่าน กนช. ก่อนที่จะเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป
ด้าน นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า กนช.เห็นชอบให้ สทนช. ทบทวนและปรับโครงสร้างให้ครอบคลุมภารกิจที่ได้รับมอบหมายและสอดรับร่าง พรบ.น้ำ ที่จะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ โดยจะเพิ่มกองวิชาการ พิจารณาด้านน้ำทุกมิติ งานวิจัย พัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านน้ำ กองความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรวมศูนย์การติดต่อกับต่างประเทศด้านน้ำในเชิงนโยบาย และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในระดับภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงจัดการน้ำกับคณะกรรมการลุ่มน้ำและหน่วยงานในระดับพื้นที่
“ สทนช. จะเร่งรัดและขับเคลื่อนแผนงานและโครงการด้านน้ำในปี 2561-2565 ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต่างๆ เห็นเป็นรูปธรรมภายในปี 2561 และให้เร่งแผนงานโครงการสำคัญที่จะแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในเชิงพื้นที่ (Area Base) ใน 6 ภูมิภาค รวม 44 พื้นที่ พร้อมกำหนดแผนพัฒนาและฟื้นฟูการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และที่สำคัญได้เห็นชอบโครงการตามที่ สทนช. ได้วิเคราะห์พื้นที่ ความพร้อมโครงการที่เสนอ ครม.สัญจร เหลือผ่านเกณฑ์ 216 โครงการ 4,212 ล้านบาท ” นายสมเกียรติกล่าว
ส่วนแผนงานบรูณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2562 เดิมได้เสนอต่อสำนักงบประมาณจำนวน 3,295 โครงการ วงเงิน 130,220 ล้านบาท ได้ตามหลักเกณฑ์และได้ปรับลดโครงการที่ไม่มีความพร้อมออก พร้อมกับเพิ่มแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่เร่งด่วนแทนส่วนโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณจำนวนมากควรทำแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ Area base ให้ชัดเจน และให้หารือกับสำนักงบประมาณพิจารณาหาแหล่งงบประมาณมาดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่องบปกติ
นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า ในการประชุมครั้งนี้ กนช. ยังเห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาน้ำอีกหลายโครงการ อาทิ แผนการบริหารจัดการน้ำและแนวทางการพัฒนาเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งกรมชลประทานมีแผนพัฒนาน้ำต้นทุนในประเทศ รองรับการเติบโตในพื้นที่ ในระยะ 10 ปี จำนวน 320 ล้านลบ.ม.โครงการบรรเทาอุทกภัย เมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ ตามที่กรมชลประทาน โดยจะผันน้ำจากลำประทาวตอนบนไปตอนล่างก่อนไหลลงน้ำชีเพื่อตัดยอดน้ำและเลี่ยงเขตเมือง และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำแบบบรูณาการ พื้นที่ 6 ตำบล อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเพื่อจัดหาน้ำให้พื้นที่ป่าจำปีสิรินธรและแปลงเกษตรเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นต้น
กนช. ยังได้รับทราบสถานการณ์น้ำตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานรายงานด้วยว่า ในปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ ขนาดกลาง – ใหญ่ รวม 60,361 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 79 ของปริมาณความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 15,654 ล้าน ลบ.ม. ส่วนสภาพภูมิอากาศและการคาดการณ์ในอนาคตคาดว่าปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปี 2561 ใกล้เคียงกับปี 2557 ซึ่งปริมาณฝนจะน้อย ยกเว้นภาคเหนือและใต้ มีโอกาสที่ฝนจะสูงกว่าค่าปกติ ซึ่งในปัจจุบันปรากฎการณ์ ENSO พัฒนาเป็นลานีญา และจะเข้าสู่ภาวะเป็นกลางก่อนสิ้น มี.ค.2561 ทำให้ช่วง ก.พ. – เม.ย. จะมีฝนในภาคเหนือ อีสาน และกลางสูงกว่าค่าปกติ ซึ่ง สทนช. ขอให้กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหา ลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
