ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/315838
สนช.ไฟเขียวกฎหมายเลือกส.ว.
สนช.มีมติท่วมท้น 202คะแนน เห็นชอบกฎหมายสว.”สมคิด”มั่นใจไม่ขัดรธน. ชี้กฎหมายเปิดทางให้ทำได้
8 มี.ค.61 มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณา ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกัน 3 ฝ่ายแก้ไข
สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯดังกล่าว คือ การกำหนดในบทเฉพาะกาลให้นำวิธีการได้มาซึ่งสว.ที่สนช.ได้เสนอทั้งเรื่องการให้สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 10 กลุ่ม การให้บุคคลสมัครสว.ในนามอิสระและผ่านองค์กรนิติบุคคล และการยกเลิกระบบการเลือกไขว้ มาใช้กับการเลือกสว.ใน 5 ปีแรก แต่หลังจากเมื่อพ้นเวลา 5 ปี จะกลับไปใช้ระบบการได้มาซึ่งสว.ตามที่กรธ.บัญญัติมาใช้ ทั้งการให้สว.มาจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่ม การสมัครสว.ในนามอิสระเท่านั้น และการเลือกด้วยวิธีการเลือกไขว้
มาตรา 92/2 ได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับการสมัครผ่านการเสนอชื่อจากองค์กรนิติบุคคลว่า มีสิทธิสมัครตามกลุ่มวิชาชีพได้เพียงกลุ่มเดียว รวมทั้งมีสิทธิสมัครได้เพียงอำเภอเดียว และต้องเลือกว่าจะลงสมัครสว.โดยอิสระหรือผ่านการเสนอชื่อจากองค์กรนิติบุคคลเท่านั้น หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี
ด้านองค์กรนิติบุคคลที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลให้เป็นสว.ได้ มาตรา 92/3 ระบุว่าต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรมาแบ่งปันกันหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและต้องได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ชี้แจงว่า การเปลี่ยนจำนวนกลุ่มการสมัครสว.จาก 20 กลุ่มมาเหลือเพียง 10 กลุ่มนั้นรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 มาตรา 107 ไม่ได้กำหนดจำนวนกลุ่มการสมัครไว้แต่อย่างใด โดยเพียงแค่บัญญัติไว้กว้าง ๆ ว่าให้มีการแบ่งกลุ่มและให้มีสิทธิสมัครรับเลือกได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สนช.ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว และเมื่อประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีความเห็นร่วมกันว่าไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
“จำนวนกลุ่มไม่ได้ถูกระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญ การแบ่งกลุ่มเป็นเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยตรงที่จะระบุว่าควรแบ่งเป็นกี่กลุ่มอย่างไร ส่วนเรื่องการเลือกไขว้นั้น มาตรา 107 วรรคสองของรัฐธรรมนูญได้เขียนไปในทำนองว่าอาจใช้วิธีการอื่นใดหรือวิธีเลือกไขว้ก็ได้ ดังนั้น ทั้งเรื่องจำนวนกลุ่มและการเลือกไขว้ จึงไม่มีประเด็นขัดรัฐธรรมนูญใด ๆ ทิ้งสิ้น ซึ่งอาจารย์มีชัยก็ไม่ได้ติดใจในสองประเด็นนี้แต่ประการใด” นายสมคิด กล่าว
นายสมคิด กล่าวอีกว่า หากจะถามว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสามารถเขียนบทเฉพาะกาลที่แตกต่างไปจากบทหลักในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ คำตอบ คือ ทำได้ ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ถ้าดูบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ จะพบว่าสว.ตามบทเฉพาะกาลจะมีเรื่องที่แตกต่างจากไปสว.ตามบทหลักในรัฐธรรมนูญเช่นกัน เช่น จำนวนสว. โดยในบทหลักให้จำนวน 200 คน แต่ตามบทเฉพาะกาลให้มี 250 คน เป็นต้น
“มีกฎหมายที่อนุญาตให้สามารถเขียนบทเฉพาะกาลที่แตกต่างไปจากบทหลักได้ด้วย โดยในมาตรา 269 ที่อยู่ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ระบุไว้ชัดการได้มาซึ่งสว.จำนวน 200 คนให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. จึงเป็นเหตุผลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเห็นว่าไม่น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นายสมคิด กล่าว
นายสมคิด กล่าวว่า สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการสมัครออกเป็นสองแบบ ได้แก่ 1.การสมัครโดยอิสระ และ 2.สมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล นั้น ที่ประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯเห็นว่าเมื่ออ่านถ้อยคำในมาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นการสมัครเองของบุคคลตามเดิมไม่ว่าจะในนามอิสระหรือองค์กรนิติบุคคล อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังเขียนไว้ชัดเจนว่าวิธีการเลือกสว.ในวาระเริ่มแรกให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
“ผมเชื่อว่าการแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่มจะทำให้เราได้สว.ที่มีคุณภาพและทำงานที่สอดคล้องกับบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ขอย้ำว่าบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญไม่ใช่บทเฉพาะกาลของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแบ่งแยกจากบทหลักของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ทั้งจำนวน ที่มา และอำนาจหน้าที่ ดังนั้น การที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯแบ่งบทหลักกับบทเฉพาะกาลของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกเป็นสองส่วน เชื่อว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด” นายสมคิด กล่าว
จากนั้นเปิดให้สมาชิกได้อภิปราย โดยสมาชิกแสดงความกังวลว่าการแก้ไขอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่นายสมคิดยืนยันว่า ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ที่ประชุมใช้เวลาพิจารณาเพียง 30 นาที ได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ด้วยคะแนน 202 ต่อ 1 เสียงงดเสียงจำนวน 13 เสียง
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนสนช.จะส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป เว้นแต่จะมีการส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ จะส่งผลให้นายกฯต้องชะลอการนำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้า จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
