ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/likesara/311466
.jpg)
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้

6 เมษายนปีนี้ (พ.ศ. 2560) เป็นวันครบรอบ 235 ปี ของการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์
ตลอดเวลากว่าสองร้อยปีในวันดังกล่าว ขณะที่คนไทยหลายรุ่นคนร่วมกันรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ที่ทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ เราหลายคนยังคงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงข้อสงสัยเดิมๆ ที่ยังค้างคาอยู่ในใจว่า
“เกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเราเมื่อกว่าสองร้อยปีที่ผ่านมา?”
เรื่องราวของการผลัดแผ่นดินเมื่อ 235 ปีในครั้งกระโน้น หรือเมื่อ พ.ศ. 2325 ดูมีความสับสน ไม่ชัดเจน แตกต่าง กระทั่งขัดแย้งกัน สุดแต่เราจะอ่านจากบันทึกสำนวนไหน คำถามที่ยังคงเคลือบแคลงใจเราหลายคนมาตลอดคือ เกิดอะไรขึ้นในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช? พระองค์ท่านทรงมีพระสติฟั่นเฟือน, ทรงถูกสำเร็จโทษ หรือทรงวางแผนให้มีการผลัดแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศที่มีต่อจีน…หรือ ฯลฯ ?
1. พระเจ้าตากสินในพงศาวดารไทย 4 ฉบับ

เหตุการณ์ช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีการบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารไทย 4 ฉบับ คือ 1.ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) 2.ฉบับบริติชมิวเซียม 3.ฉบับหมอบรัดเล และ 4.ฉบับพระราชหัตถเลขา
สองฉบับแรกชำระขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยฉบับแรกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงชำระพระราชพงศาวดารฉบับกรุงเก่า และทรงแต่งเติมบางส่วนเมื่อปี พ.ศ. 2338 ส่วนฉบับที่สอง หรือ ฉบับบริติชมิวเซียม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งยังทรงเป็นกรมพระราชวังบวรฯ ทรงชำระขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปี พ.ศ. 2350
สำหรับฉบับที่สามนั้น ชำระขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสแต่ครั้งยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ส่วนฉบับที่สี่ ชำระขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงช่วยแก้ไขต้นฉบับที่กรมหลวงวงษาธิราชสนิทชำระขึ้นในปี พ.ศ. 2398
ในพระราชพงศาวดารทั้งสี่ฉบับได้กล่าวถึงวาระสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปในทำนองเดียวกันว่า พระองค์ท่านทรงถูกสำเร็จโทษอันเนื่องมาจากทรงมีพระสติฟั่นเฟือนจนถึงแก่ ‘”สัญญาวิปลาส” จนเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาและไม่อาจปกครองบ้านเมืองรวมทั้งอาณาประชาราษฎร์ให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นได้ ตัวอย่างเช่น
พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นฉบับของการชำระพระราชพงศาวดารที่บันทึกเรื่องราวสมัยกรุงธนบุรีอีก 3 ฉบับในเวลาต่อมา ได้บันทึกเรื่องราวก่อนและหลังเหตุการณ์การก่อความไม่สงบที่กรุงเก่าที่ “ไพร่พลเมืองกำเริบ คิดพร้อมกันจะยุทธนาการปล้นเอาเมือง” ซึ่งเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงส่งพระยาสรรค์ขึ้นไปปราบปราม แต่สุดท้ายพระยาสรรค์กลับไปเข้ากับฝ่ายก่อความไม่สงบ ยกทัพกลับมาล้อมกรุงธนบุรีไว้ว่า
“ฝ่ายการแผ่นดินข้างกรุงธนบุรีนั้นก็ผันแปรต่างๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินเสียพระจริตฟั่นเฟือนไป ฝ่ายพุทธจักรอาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนไปเป็นหมู่ๆ มิได้เป็นปกติเหมือนแต่ก่อน เหตุพระเจ้าแผ่นดินนั้นทรงนั่งอูรุพัทธ์ โดยพระกรรมฐานสมาธิ และจะยังภิกษุทั้งปวงให้คารวะเคารพนบนมัสการแก่พระองค์ ฝ่ายการในอากาศเล่า ก็วิปริตต่างๆ คือมีอุกาบาตและประทุมกาษบันดาลตก เป็นต้น ณวันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๔๓ ปีฉลูตรีศก ไพร่พลเมืองกำเริบ คิดพร้อมกันจะยุทธนาการปล้นเอาเมือง ด้วยพระเจ้าแผ่นดินมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ให้นัยแก่คนพาลให้ฟ้องร้องข้าทูลละอองฯ ใหญ่น้อย ข้างหน้าข้างใน อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ว่าขายข้าว, ขายเกลือ ขายนอ, งา, เนื้อไม้ สิ่งของต้องห้ามทั้งปวง ไม่ขายว่าขาย ไม่ลักว่าลัก แต่พวกโจทก์ ถึง ๓๓๓ คน มีพันศรีพันลาเป็นต้น เอาฟ้องมายื่นแก่โยธาบดี ๆ บังคมทูลพระเจ้าแผ่นดิน ๆ พิพากษากลับเท็จเป็นจริง บังคับว่าถ้าโจทก์สาบานได้ ให้ปรับไหมลงเอาเงินแก่จำเลยตามโจทก์หามากแลน้อย ถ้าจำเลยมิรับ ให้เฆี่ยนขับตบต่อยบ้างตายบ้างลำบากเป็นอันมาก แล้วล่อลวงให้ลุกะโทษตามมีแลยากฝ่ายข้าราชการแลราษฎรกลัวภัยคิดรับลุกะโทษเปล่าๆ……
“……. อาศัยเหตุอาสัจอาธรรมบังเกิดมีดังนี้ นายบ้านนายอำเภอไพร่พลเมือง จึงคิดควบคุมกันเป็นหมวดเป็นกองพร้อมกันฆ่าอ้ายวิชิตณรงค์ผู้รักษา ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินให้ไปพิจารณาเงินจีนนั้น จึงเอาพระยาสรรค์ซึ่งรับสั่งใช้ขึ้นไปพิจารณาเอาตัวผู้ร้ายนั้นเป็นแม่ทัพยกลงมาตีเอาเมืองธนบุรี ณ เพลา ๑๐ ทุ่มเข้าล้อมกำแพงวังไว้รอบ พระยาสรรค์ตั้งอยู่ ณ บ้านกรมเมือง พระเจ้าแผ่นดินรู้เหตุ ก็เกณฑ์คนขึ้นรักษาหน้าที่ไว้ ครั้นรุ่งขึ้นณวัน ๑๔ ค่ำให้พระราชาคณะออกมาเจรจาความเมือง สารภาพว่าผิดขอชีวิตจะบรรพชาต่อพระยาสรรค์ ในวันนั้นเพลา ๓ ทุ่ม พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระผนวชณพัทธเสมาวัดแจ้ง อยู่ในราชสมบัติ ๑๕ ปี พระยาสรรค์จึงแต่งทหารไปพิทักษ์รักษาไว้ แล้วก็เข้าอยู่ในท้องพระโรงกับหลวงเทพน้องชาย จึงจับกรมขุนอนุรักษ์สงครามหลานเธอจำไว้ แล้วเอาเงินในท้องพระคลังแจก ทแกล้วทหาร กรมฝ่ายในฝ่ายหน้า….”
ส่วนการตัดสินโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (หลักฐานบางแห่งชี้ว่า พระยศตอนนั้นคือ เจ้าพระยาจักรี) ทรงยกทัพกลับจากเสียมราบมายังกรุงธนบุรีแล้วนั้น พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้บันทึกไว้เพียงสั้นๆ ว่า
“ณวัน ๗๕ ค่ำ เพลาเช้า ๒ โมง เสด็จพระราชดำเนินทัพมาจาก เสียมราบ ประทับณพลับพลาหน้าวัดโพธาราม ฝ่ายข้าทูลละอองฯ ผู้ใหญ่ผู้น้อยพร้อมกันไปเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่งกราบ ข้ามมาพระราชวังสถิตณศาลาลูกขุน มีหมู่พฤฒามาตย์ราชกุลกวีมุขเฝ้าพร้อมกัน จึ่งมีพระราชบริหารดำรัสปรึกษาว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินอาสัจ ละสุจริตธรรมเสีย ประพฤติการทุจริตฉะนี้ ก็เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ขอให้ปริวัตรออกประหารเสีย ฝ่ายทแกล้ว ทหารทั้งปวงมีใจเจ็บแค้นเป็นอันมาก ก็นำเอาพระเจ้าแผ่นดินและพวกโจทก์ทั้งปวงนั้นไปสำเร็จณป้อมท้ายเมืองในทันใดนั้น แล้วสมณะชีพราหมณ์เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวง ก็ทูลอาราธนาวิงวอนอัญเชิญเสด็จขึ้นปราบดาภิเษก เป็นอิศวรภาพผ่านพิภพสืบไป พระเจ้าอยู่หัวจึงไปนมัสการพระแก้วมรกต แล้วเสด็จประทับแรมณพลับพลาหน้าหอพระนั้น….”

ข้อความที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ข้างต้นนี้ สอดคล้องต้องกันกับที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติชมิวเซียม ที่ชำระขึ้นหลังจากนั้นอีก 12 ปี เกือบทุกตัวอักษร ซึ่งต่างจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับหมอบรัดเล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับพระราชหัตถเลขา ที่ชำระขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีการเพิ่มเติมรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ มากขึ้นเพื่อยืนยันถึงภาวะ “พระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส” ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นต้นว่า
“ครั้นณวันเสาร์เดือนเจ็ดขึ้นสิบห้าค่ำ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องใหญ่ ครั้นเสด็จแล้วทรงส่องพระฉายทอดพระเนตรเห็นพระเกศาเหนือพระกรรฐ์เบื้องซ้ายยังเหลืออยู่เส้นหนึ่ง ก็ทรงพระพิโรธเจ้าพนักงานชาวพระมาลาภูษาซึ่งทรงเครื่องนั้นว่า แกล้งทำประจานพระองค์เล่น จึงดำรัสถามพระเจ้าลูกเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์ว่าโทษคนเหล่านี้จะเป็นประการใด กรมขุนอินทรพิทักษ์กราบทูลว่าเห็นจะไม่ทันพิจารณา พระเกศาจึงหลงเหลืออยู่เส้นหนึ่ง ซึ่งจะแกล้งทำประจานพระองค์เล่นนั้นเห็นจะไม่เป็นแท้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธพระเจ้าลูกเธอเป็นกำลัง ดำรัสว่าเข้ากันกับผู้ผิด กล่าวแก้กัน แกล้งให้เขาทำประจานพ่อดูเล่นได้ไม่เจ็บแค้นด้วย จึงให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนพระเจ้าลูกเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์ร้อยที แล้วจำไว้ ให้เอาตัวชาวพระมาลาภูษาซึ่งทรงเครื่องทั้งสองคน กับทั้งพระยาอุทัยธรรมจางวางว่าไม่ดูแลตรวจตรากำกับ เอาไปประหารชีวิตเสียทั้งสามคน….
“ฝ่ายราชการกรุงธนบุรีนั้นผันแปรต่างๆ เหตุพระเจ้าแผ่นดินทรงนั่งกรรมฐานเสียพระสติ พระจริตนั้นก็ฟั่นเฟือนไป ฝ่ายพระพุทธจักร และ อาณาจักรทั้งปวงเล่า ก็แปรปรวนวิปริตมิได้ปกติเหมือนแต่ก่อน……
“ครั้นถึงณวันอาทิตย์เดือนเก้าแรมหกค่ำ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออกณโรงพระแก้ว ให้ประชุมพระราชาคณะพร้อมกัน และพระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส สำคัญพระองค์ว่าได้โสดาปัตติผล จึงดำรัสถามพระราชาคณะว่า พระสงฆ์บุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด และพระราชาคณะที่มีสันดานโลเล มิได้ถือมั่นในพระบาลีบรมพุทโธวาท เกรงพระราชอาชญา เป็นคนประสมประสาน จะเจรจาให้ชอบพระอัธยาศัยนั้นมีเป็นอันมาก มี พระพุทธโฆษาจารย์วัดบางว้าใหญ่ พระโพธิวงศ์ พระรัตนมุนีวัดหงส์ เป็นต้นนั้น ถวายพระพรว่า พระสงฆ์บุถุชน ควรจะไหว้นบคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นโสดาบันนั้นได้ แต่สมเด็จพระสังฆราชวัดบางว้าใหญ่ พระพุทธาจารย์วัดบางว้าน้อย พระพิมลธรรมวัดโพธาราม สามพระองค์นี้สันดานมั่นคงคือพระพุทธวจนะโดยแท้ มิได้เป็นคนสอพลอประสมประสาน จึงถวายพระพรว่า ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบันก็ดีแต่เป็นหีนเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นบุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์ และพระจตุปาริสุทธศีลอันประเสริฐซึ่งจะไหว้นบ คฤหัสถ์อันเป็นพระโสดาบันนั้นมิบังควร สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระพิโรธว่า ถวายพระพรผิดจากพระบาลี ด้วยพวกที่ว่าควรนั้นเป็นอันมาก ว่าไม่ควร แต่สามองค์เท่านี้ จึงดำรัสให้พระโพธิวงศ์พระพุทธโฆษา เอาตัว สมเด็จพระสังฆราช พระพุทธาจารย์ พระพิมลธรรม กับฐานาเปรียญอันดับ ซึ่งเป็นอันเตวาสิก สัทธิงวิหาริก แห่งพระราชาคณะ ทั้งสามนั้น ไปลงทัณฑกรรมณวัดหงส์ทั้งสิ้น แต่พวกพระราชาคณะ ให้ตีหลังองค์ละร้อยที พระฐานาเปรียญให้ตีหลังองค์ละห้าสิบที พระสงฆ์อันดับให้ตีหลังองค์ละสามสิบที แต่พระสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในศีลในสัตย์พวกว่าไหว้ไม่ได้นั้นทั้งสามพระอาราม เป็นพระสงฆ์ถึงห้าร้อยรูป ต้องโทษถูกตีทั้งสิ้น และพวกพระสงฆ์ทุศีล อาสัตย์อาธรรมว่าไหว้ได้ มีมากกว่ามากทุกๆ อาราม และพระราชาคณะทั้งสามพระองค์ กับพระสงฆ์ อันเตวาสิกซึ่งเป็นโทษทั้งห้าร้อยนั้น ให้ไปขนอาจมชำระเว็จกุฎีวัดหงส์ทั้งสิ้นด้วยกัน แล้วให้ถอดพระราชาคณะทั้งสามนั้น จากสมณฐานันดรศักดิ์ลงเป็นอนุจร จึงตั้งพระโพธิวงศ์ เป็นสมเด็จ พระสังฆราช พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระวันรัต ครั้นนั้นมหาภัย พิบัติบังเกิดในพระพุทธศาสนาควรจะสังเวชยิ่งนัก บรรดาคนทั้งหลาย ซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิ นับถือพระรัตนตรัยนั้น ชวนกันสลดจิตต์คิดสงสารพระพุทธศานา มีหน้านองไปด้วยน้ำตาเป็นอันมาก ที่มีศรัทธาเข้ารับโทษให้ตีหลังตนแทนพระสงฆ์นั้นก็มี และเสียงร้องไห้ระงมไปทั่วทั้งเมืองเว้นแต่พวกมีมิจฉาทิฏฐิ ตั้งแต่นั้นมาพระราชาคณะพวกอลัชชีมีสันดานบาปที่ว่าไหว้คฤหัสถ์ได้นั้น ก็เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมหมอบกรานเหมือนข้าราชการฆราวาส…..”
ส่วนการตัดสินโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขา ได้บันทึกไว้อย่างละเอียด โดยบรรยายไปถึงบุญญาภินิหารและความชอบธรรมของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชในการตัดสินพระทัยสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ถ้อยคำที่ใช้ในพระราชพงศาวดารช่วงนี้ ได้ลดพระเกียรติยศของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชลง โดยแทนที่จะเรียกพระนามพระองค์ท่านว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว” ตามที่เคยบันทึกไว้ในช่วงต้น กลับเปลี่ยนเป็นคำว่า “เจ้าตาก” และใช้คำว่า “ถึงแก่พิราไลย” ซึ่งเป็นราชาศัพท์ที่ใช้กับเจ้าประเทศราช หรือสมเด็จเจ้าพระยา แทนที่จะใช้คำว่า “เสด็จสวรรคต” อันเป็นราชาศัพท์ที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ในพระราชพงศาวดารฉบับนี้ยังบันทึกไว้ชัดเจนว่า การสำเร็จโทษกระทำด้วยวิธีการตัดพระเศียรที่หน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์ มิใช่การทุบด้วยท่อนจันทน์อย่างที่คนไทยรุ่นหลังมักจำและพูดต่อๆ กันมา…
“แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ให้ตรวจเตรียมพลโยธาหาญพร้อมแล้ว ให้เอาช้างเข้าเทียบเกย แล้วขึ้นบนเกยจะขี่ช้าง
ในเวลานั้นบังเกิดศุภนิมิตร์เปนมหัศจรรย์ ปรากฏแก่ตาโลกย์ เพื่อพระราชกฤษฎีกาเดชานุภาพพระบารมี จะถึงมหาเสวตร์ราชาฉัตร์ บันดานให้พระรัศมีโชติ์ช่วง แผ่ออกจากพระกายโดยรอบ เห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพ บันดารี้พลนายไพร่ทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อย ชวนกันยกมือขึ้นถวายบังคมพร้อมกัน แล้วเจรจากันว่า เจ้านายเราคงมีบุญเปนแท้ กลับเข้าไปครั้งนี้จะได้ผ่านพิภพเปนมั่นคง สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ก็ทรงช้างแล้วยกทัพช้างม้ารี้พลคนประมาณ ๕๐๐๐ เศษ ดำเนินทัพมาทางด่านพระจาฤกมาถึงเมืองปราจิณ แล้วข้ามแม่น้ำเมืองปราจิณ เมืองนครนายก ตัดทางมาลงท้องทุ่งแสนแสบ
ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวว่า ครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบแล้ว แผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเปนศุขสืบไป จึ่งหลวงสรวิชิตนายด่านเมืองอุไทยธานีลงมาอยู่ณกรุง ก็ขึ้นม้าออกไปรับถึงทุ่งแสนแสบ นำทัพเข้ามายังพระนคร
ครั้นณวันเสาร์เดือนห้าแรมเก้าค่ำเวลาเช้า ๒ โมงเศษ ทัพหลวงมาถึงกรุงธนบุรีฟากตะวันออก พระยาสุริยอไภยจึ่งให้ปลูกพลับพลารับเสด็จริมสะพานท่าวัดโพธาราม แล้วให้แต่งเรือพระที่นั่งกราบข้ามมาคอยรับเสด็จแลท้าวทรงกันดานทองมอญซึ่งเปนใหญ่อยู่ในพระราชวัง ก็ลงเรือพระที่นั่งมาคอยรับเสด็จด้วย จึ่งเสด็จทรงช้างพระที่นั่งกรีธาพลทัพหลวงเข้ามาในกำแพงเมือง ดำเนินพลช้างม้าแลพลเดินเท้าแห่มาทางถนนหว่างวัดโพธาราม เสด็จลงจากช้างหยุดประทับอยู่ณพลับพลาน่าวัด แล้วท้าวทรงกันดานกราบถวายบังคมทูลเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่ง แลพระยาสุริยอไภยกับข้าราชการทั้งปวงก็ข้ามมาคอยรับเสด็จเปนอันมาก แล้วกราบทูลข้อราชการแผ่นดินทั้งปวง จึ่งเสด็จลงเรือพระที่นั่งข้ามไปเข้าพระราชวังเสด็จขึ้นประทับบนศาลาลูกขุนมหาดไทย ข้าราชการทั้งหลายก็มาเฝ้าถวายบังคม
ฝ่ายพระยาสรรค์ แลพักพวกก็กลัวพระเดชานุภาพเปนกำลังมิรู้ที่จะหนีจะสู้ประการใด ก็มาเฝ้ากราบถวายบังคมพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง จึ่งตรัสปฤกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลายว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเปนอาสัตย์อาธรรมดั่งนี้แล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด มุขมนตรีทั้งหลายพร้อมกันกราบทูลว่า พระเจ้าแผ่นดินละสุจริตธรรมเสีย ประพฤติการทุจริตฉนี้ ก็เห็นว่าเปนเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ควรจะให้สำเร็จโทษเสีย จึ่งรับสั่งให้มีกระทู้ถามพระเจ้าตากสินแผ่นดินผู้ทุจริตว่า ตัวเปนเจ้าแผ่นดิน ใช้เราไปกระทำการสงคราม ได้รับความลำบากกินเหื่อต่างน้ำ เราอุษาหกระทำศึกมิได้อาไลยแก่ชีวิตร์ คิดแต่จะทำนุบำรุงแผ่นดินให้สิ้นเสี้ยนหนามจะให้สณะพราหมณาจาริย์ แลไพร่ฟ้าประชากรให้อยู่เย็นเปนศุขสิ้นด้วยกัน ก็เหตุไฉนอยู่ภายหลัง ตัวจึ่งเอาบุตร์ภรรยาเรามาจองจำทำโทษ แล้วโบยตีพระภิกษุสงฆ์ แลลงโทษแก่ข้าราชการ แลอาณาประชาราษฎร เร่งรัดเอาทรัพย์สินโดยพลการ ด้วยหาความผิดมิได้ กระทำให้แผ่นดินเดือดร้อนทุกเส้นหญ้า ทั้งพระพุทธศาสนาก็เสื่อมทรุดเศร้าหมองดุจเมืองมิจฉาทฤฐิฉนี้ โทษตัวจะมีประการใด จงให้การไปให้แจ้ง แล้วเจ้าตากสินก็รับผิดทั้งสิ้นทุกประการ จึ่งมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตร์สำเร็จโทษเสีย เพ็ชฌฆาฎกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไป กับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึ่งว่าแก่ผู้คุมเพ็ชฌฆาฎว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสัก๒,๓คำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้นได้ทอดพระเนตร์เห็นจึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำเฝ้า ผู้คุมแลเพ็ชฌฆาฎหามออกไปนอกพระราชวัง ถึงน่าป้อมวิไชยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตร์ตัดศีษะเสีย ถึงแก่พิราไลย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝังไว้ณวัดบางยี่เรือใต้ แลเจ้าตากสินขณะเมื่อสิ้นบุญถึงทำลายชีพนั้นอายุได้ ๔๘ ปี”
2. พระเจ้าตากสินในพงศาวดารกัมพูชาและในจดหมายเหตุโหรฉบับรามัญ

ในพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา มีบันทึกตอนหนึ่งกล่าวถึงพระราชดำรัสสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้อย่างน่าสนใจว่า
“กูวิตกแต่ศัตรูมาแต่ประเทศเมืองไกล แต่เดี๋ยวนี้ไซ้ลูกหลานของกูเอง ว่ากูคิดเปนบ้าเปนบอแล้วดังนี้ จะให้พ่อบวชก็ดี ฤาจะใส่ตรวนพ่อก็ดี พ่อจะยอมรับทำตามใจลูกบังคับทั้งสิ้น“
ข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาข้างต้นนี้ ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอย่างมากกับที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารไทยทั้ง 4 ฉบับที่ระบุว่าพระองค์ท่านทรงมี “พระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส”
ส่วนในจดหมายเหตุโหรฉบับรามัญ ได้บันทึกเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้สอดคล้องกับในพระราชพงศาวดารไทยทั้ง 4 ฉบับ กล่าวคือ
“พระยาจักรีกลับจากเมืองญวนเข้าเมืองบางกอกแล้วฆ่าพระเจ้าแผ่นดินเก่าเสีย อยู่มาสัก ๑๐ วันก็ฆ่าพระยาสรรค์เสียอีก”
3. พระเจ้าตากสินในวรรณกรรมไทย 4 เรื่อง

ขณะที่พระราชพงศาวดารไทยสอดประสานเสียงไปในทิศทางเดียวกันว่า ในบั้นปลายรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ท่านทรงมี “พระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส” และทรงถูกสำเร็จโทษที่หน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรง “ตรัสปฤกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลาย” แล้วนั้น ในวงวรรณกรรมไทยก็เกิดงานเขียนทั้งประเภทสารคดีและประเภทบันเทิงคดีอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่อง ที่มีเนื้อหาทั้งที่สอดคล้องและที่ขัดแย้งกับพระราชพงศาวดารไทย แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นการเชิดชูน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสรุปว่าเป็นการประหารชีวิต “พระองค์ปลอม” เป็นต้นว่า

1. เรื่องสั้น “ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน” ของหลวงวิจิตรวาทการ (พ.ศ. 2494)
เรื่องสั้นเรื่องนี้เขียนทำนองว่า การตัดสินโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นเรื่องของที่ประชุมขุนนาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมิได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งขัดแย้งกับที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารไทยที่ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรง “มีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตร์สำเร็จโทษเสีย” โดยความตอนหนึ่งในเรื่องสั้นเรื่องนี้กล่าวว่า
“ส่วนทางสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้น ได้ตั้งใจแน่วแน่อยู่แล้วว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จึงมอบหมายหน้าที่ให้ที่ประชุมข้าราชการชำระ โดยไม่ต้องมีอะไรพาดพิงมาถึงตัวท่าน จะชำระกันอย่างไร จะพิพากษาว่ากระไร มีผิดจะลงโทษอย่างไร ไม่ผิดจะทำอย่างไร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไม่ปรารถนาจะเกี่ยวข้อง ต้องการจะให้เป็นไปตามความเห็นของที่ประชุม เมื่อเห็นคนพาหลวงอาสาศึกซึ่งเข้าใจว่าเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเข้ามาหา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็โบกมือให้พาออกไป ความมุ่งหมายในการที่โบกมือนั้น ก็เพียงแต่ว่าไม่ขอเกี่ยวข้อง จะขออยู่ในอุเบกขา จะชำระกันอย่างไร ก็สุดแต่ที่ประชุมเสนามาตย์ข้าราชการ แต่พวกที่ควบคุมไปนั้นจะเข้าใจว่าอย่างไรก็ตามที เลยพาตัวไปประหารชีวิตเสียที่หน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์”
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวบทวรรณกรรมเรื่องสั้นเรื่อง “ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน” จะแสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมิได้ทรงตัดสินพระทัยลงพระอาญาด้วยพระองค์เอง แต่ทรงรับรู้ว่าผู้ที่ถูกประหารที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์นั้นเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริง ผู้แต่งจึงได้นำเสนอต่อไปว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริงนั้นสามารถหลบหนีไปเมืองนครศรีธรรมราชได้ เนื่องจากหลวงอาสาศึก นายทหารที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และมีรูปร่างหน้าตา ตลอดจนน้ำเสียงคล้ายสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเข้าแดนประหารแทนเพื่อให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงหนีไปได้ ผู้ที่ถูกประหารชีวิตครั้งนั้นจึงเป็น “พระองค์ปลอม” ไม่ใช่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริง
วาทกรรมเรื่องสำเร็จโทษ “พระองค์ปลอม” นี้ ยังปรากฏในวรรณกรรมที่มีการอ้างอิงกันบ่อยๆ อีก 2 เรื่อง คือ นวนิยายเรื่อง “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของ สุภา ศิริมานนท์ (พ.ศ. 2545) และ สารคดีเรื่อง “ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร” ของ อ. เล็ก พลูโต (บุญสม ขอหิรัญ)(2551)
2. นวนิยายเรื่อง “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของ สุภา ศิริมานนท์ (พ.ศ. 2545)
นวนิยายเรื่องนี้ผู้แต่งได้สร้างคำอธิบายชุดใหม่ว่า ผู้ที่วางแผนให้มีการประหารชีวิต “พระองค์ปลอม” คือหลวงสรวิชิต หรือ
เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยผู้แต่งนำเสนอว่า
“หลวงอาสาศึกตัดสินใจเสียสละชีวิตครั้งนี้โดยไม่ต้องการที่จะให้ท่านรู้เลยด้วยซ้ำ เขาบอกพวกเราอย่างเดียวว่า ถ้าเขาถูกตัดสินประหารในนามของท่าน เขาจะขอเข้าพบสมเด็จเจ้าพระยาสักเล็กน้อย แต่ผมคิดว่าหลวงอาสาศึกคงจะไม่ได้รับโอกาสนั้นแน่นอน หลวงสรวิชิตเขารู้แก่ใจของเขาดีว่าเรื่องจริงๆ เป็นมาอย่างไร และบุรุษในนามเจ้าตากคนนั้นคือใคร ซึ่งเขาก็ย่อมไม่ปรารถนาจะให้สมเด็จเจ้าพระยาต้องรู้เรื่องที่เขาจัดการไปโดยพลการนั้นด้วย หลวงสรวิชิตรู้ดีว่าผู้ที่จะขอเข้าพบมูลนายของเขานั้นเป็นเจ้ากรุงธนตัวปลอม ความมันอาจจะแตกขึ้น เรื่องก็จะไปกันไกล อันล้วนแต่กลายเป็นข้อซึ่งพิสูจน์ถึงความไม่สามารถของเขา ทั้งๆ ที่ความจริงเขาสามารถสังหารเสียได้ทั้งเจ้ากรุงธนตัวจริงและตัวปลอมด้วยซ้ำ… ข้อหนึ่งซึ่งสำคัญมากก็คือ หลวงสรวิชิตรู้ว่าท่านกับมูลนายของเขาเป็นสหายศึกร่วมใจกันมานาน มีความเกี่ยวดองกันในชั้นลูกหลานหลายชั้น…ถ้าหากมีการพูดจารู้เรื่องกันขึ้น โดยอาจจะรำลึกถึงความสัมพันธ์ในอดีต…ผมจึงคิดว่าหลวงอาสาศึกคงไม่ได้รับโอกาสให้พบสมเด็จเจ้าพระยาอย่างเด็ดขาดหลวงสรวิชิตย่อมจะต้องกีดกันไว้ล่วงหน้าแล้วทุกๆ ทาง หรือมิฉะนั้นอีกแง่หนึ่งสมเด็จเจ้าพระยาเขาอาจจะรู้ความจริงโดยถี่ถ้วนหมดแล้วจากหลวงสรวิชิต จึงไม่ยอมที่จะให้เจ้ากรุงธนตัวปลอมเข้าพบก็เป็นได้”
3. สารคดีเรื่อง “ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร” ของ อ. เล็ก พลูโต (บุญสม ขอหิรัญ) (พ.ศ. 2551)
สารคดีเรื่องนี้เขียนขึ้นโดยอาศัยข้อมูลด้านโหราศาสตร์ มีเนื้อหาที่ปฏิเสธว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มิได้ทรงสั่งลงพระอาญาประหารชีวิตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผ่านการนำเสนอเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสิน “พระองค์ปลอม” ขึ้น แต่ที่น่าสนใจคือ การใช้ข้อมูลด้านโหราศาสตร์จากดวงพระชะตาของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มานำเสนอดังนี้
“อาทิตย์ (๑) ของรัชกาลที่ ๑ เป็นดาวเจ้าเรือนมรณะอยู่ในภพสหัชชะ จึงเป็นเหตุทำให้พระองค์ต้องสั่งประหารชีวิตพระเจ้าตากสิน (องค์ปลอม) ด้วยความจำเป็น และพระเจ้าตากสิน (พระองค์จริง) ก็ต้องลี้ภัยการเมือง ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ตายก็เหมือนตาย พระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคตไปพร้อมกับคุณงามความดี แต่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ กลับเสด็จสวรรคตไปพร้อมคำครหาอย่างมากมาย นั่นเป็นเพราะดวงชะตาลิขิตไว้”
สารคดีเรื่องนี้ ยังเน้นย้ำถึงความเสียสละของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพยายามสื่อสารไปถึงผู้ที่มีอคติต่อพระองค์ว่า
“เมื่อท้องฟ้าสว่าง ความมืดมัวก็หมดไป เหลือแต่ความจริงที่กระจ่างชัดถึงพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงไว้ซึ่งความดีและความเสียสละไม่น้อยไปกว่าพระเจ้าตากสิน ใครที่เคยมีอคติต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑ ในเรื่องต่างๆ เช่น แย่งชิงราชบัลลังก์ ฆ่าเจ้านาย และพวกพ้องที่รบทัพจับศึกด้วยกันมา ฯลฯ ก็ควรที่จะคิดเสียใหม่”
4. นวนิยายเรื่อง “ตากสินมหาราช ชาตินักรบ” ของ Claire Keefe-Fox แปลโดย กล้วยไม้ แก้วสนธิ (พ.ศ. 2549)

นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้นำวาทกรรมเรื่องสำเร็จโทษ “พระองค์ปลอม” มาเขียน แต่ได้ ที่ต่างจากพงศาวดารคือ ตัวบทวรรณกรรมได้นำเสนอว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงถวายพระเกียรติยศด้วยการรับสั่งให้สำเร็จโทษตามโบราณราชประเพณีสมพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ โดยเดินเรื่องว่า
“กฎมนเทียรบาลถูกนำมาใช้ในการสำเร็จโทษพระเจ้าตากสินเช่นเดียวกับครั้งกรมหมื่นเทพพิพิธ…ขุนนางบางคนไม่อยากถวายพระเกียรติดังนี้จะให้ประหารแบบคนทรยศ… แต่รัชกาลที่ ๑ ทรงตัดสินให้ประหารชีวิตพระเจ้าตากสินเยี่ยงกษัตริย์… ทรงพิจารณาเห็นว่า การที่ราชอาณาจักรสยามยังตั้งอยู่ได้ ก็เพราะพระเจ้าตากสิน… เจ้าหน้าที่ถอดโซ่ที่ล่ามอดีตกษัตริย์ออก ให้พระองค์ทรงภูษาสีแดง ให้ทรงนั่งคุกเข่า มัดพระหัตถ์กับพระบาท จากนั้นจึงคลุมถุงกำมะหยี่สีแดง…. เพชฌฆาตยกท่อนไม้จันทน์ขึ้นฟาดแรงๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนพระวรกายไม่ขยับ และพระโลหิตเปื้อนถุงเป็นปื้นดำ ไม่มีเสียงครวญครางใดๆ อีก…”
ข้อที่น่าสังเกตคือ นวนิยายเรื่องนี้มิได้นำเสนอว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถูกสำเร็จโทษด้วยการตัดพระเศียรเหมือนที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดาร แต่เป็นการถูกสำเร็จโทษด้วยการคลุมถุงกำมะหยี่สีแดง แล้วใช้ท่อนจันทน์ทุบ เหมือนที่คนไทยส่วนใหญ่จดจำและเล่าต่อๆ กันมา
จากตัวบทวรรณกรรมทั้ง 4 บทข้างต้น แม้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แตกต่างกันไปบ้าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทุกเรื่องล้วนปกป้องพระเกียรติยศของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 และย้ำให้เห็นถึงความพยายามของพระองค์ที่ทรงปฏิบัติต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเยี่ยงกษัตริย์ที่ทรงมีความผูกพันกันมาแต่ครั้งอดีต

4. พระเจ้าตากสินในคำบอกเล่าของ 3 ผู้ทรงศีล
1.คำบอกเล่าของภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์

นวนิยายเรื่อง “ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?” ของ ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ (พ.ศ. 2516) เขียนจากการเข้าฌานสัมภาษณ์พระเจ้าตากสิน โดยพระเจ้าตากสินทรงบอกว่า การประหารชีวิตพระองค์นั้นเป็นการจัดฉากร่วมกันระหว่างพระองค์กับเจ้าพระยาจักรี เพื่อหวังล้างหนี้ที่ติดประเทศจีนอยู่ มีการอ้างอิงเรื่องราวในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขา ตอนที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กับ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงลงพระราชอาญาพวกเจ้าจอมข้างในทั้งพระราชวังหลวงและวังหน้าที่ชวนกันร้องห่มร้องไห้อาลัยอาวรณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในพิธีขุดพระศพท่านขึ้นมาพระราชทานเพลิง โดยนวนิยายกล่าวว่า ที่ทรงพิโรธและลงอาญาเพราะศพที่ขุดขึ้นมาทำพิธีนั้น “ไม่ใช่พระศพ” หาก “เป็นเพียงศพคุณมั่น” เนื่องจากไม่มีการสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์จริง นวนิยายเขียนว่า
“แต่เมื่อเรารู้ความจริงแล้วว่า ท่านขุดศพคุณมั่นผู้กตัญญูกตเวทีขึ้นมาเผา เผาเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้คุณมั่น วีรบุรุษอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเพื่อให้คนที่ฝักใฝ่ในองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะได้เห็นจริงว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว จะได้เลิกคิดเรื่องการเมืองต่อไป และอย่างน้อยก็เพื่อให้คนทั้งหลายเห็นน้ำพระทัยว่า ท่านยังระลึกถึงอยู่จึงขุดศพมาเผาให้ แต่เสียงร้องไห้นั้นคงทำให้ท่านรำคาญเพราะไม่ใช่พระศพ เป็นเพียงศพคุณมั่นต่างหาก”
2.คำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

ใน “ความหลงในสงสาร” (พ.ศ. 2549) ซึ่งอยู่ในธรรมนิยายชุดสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ของ สุทัสสา อ่อนค้อม ได้อ้างอิงคำบอกเล่าของพระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ที่ได้สนทนากับพระภิกษุเจ้าตาก และหลวงปู่เทพโลกอุดร กับ พระบัวเฮียว ที่มาในรูปของพลังงาน (กายทิพย์) เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2528 เวลาสองยามตรงที่โบสถ์วัดป่ามะม่วง
ในการสนทนาพระภิกษุตากสินกล่าวว่า
“ประวัติศาสตร์กรุงธน ผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้นอกจากเรากับสหายร่วมสาบาน….เราไม่อยากให้มีการเข้าใจราชวงศ์จักรีผิดๆ ทุกวันนี้มีคนจีนจำนวนมากที่ยังเชื่อว่าเราถูกสำเร็จโทษโดยสหายร่วมสาบานของเราเป็นผู้บงการ... มีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จริงเพียงแต่คนที่ถูกสำเร็จโทษเป็นสหายอีกคนหนึ่งซึ่งมีความจงรักภักดีต่อเราถึงขนาดยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเราไว้ บังเอิญว่าเขารูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเรามาก ทั้งที่มิได้เป็นญาติสืบสายโลหิตกัน..
“สหายคนที่หน้าตาเหมือนเรา (หลวงอาสาศึก) รับอาสาตายแทน คนที่รู้ความจริงในเรื่องนี้มีเพียง 2 คนคือสหายของเราและน้องชายของเขา เพราะได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว วันนั้นตรงกับวันที่ 5เมย. 2325”
พระภิกษุตากสินยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่ท่านถูกกล่าวหาว่าสัญญาวิปลาส ว่า
“คนที่เคยทำอะไรอย่างหนึ่งเป็นปกตินิสัยแล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปทำในสิ่งตรงกันข้าม คนเขาก็ต้องคิดว่าคนๆ นั้นผิดปกติใช่ไหม เหมือนอย่างเรา เราเคยถือดาบออกรบป้องกันบ้านเมือง กู้อิสรภาพให้กับชาติไทย ใครๆก็เห็นเราเป็นนักรบผู้เก่งกาจสามารถ เป็นวีรบุรุษ แล้วอยู่ๆ เราก็วางดาบไม่จับดาบอีกเลย เอาแต่เจริญวิปัสสนาถ่ายเดียว คนเขาก็เลยว่าเราบ้า”
ส่วนเรื่องราวของการผลัดแผ่นดินนั้น ท่านยืนยันว่าเป็นแผนของท่านที่ต้องการแก้ปัญหาหนี้สินที่มีต่อประเทศจีน…
“เราเป็นกษัตริย์ที่อาภัพที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตอนเราขึ้นครองราชย์เงินในท้องพระคลังไม่มีเลย เราต้องเป็นหนี้ชาวจีนถึงหกหมื่นตำลึงซึ่งถ้าคิดเป็นเงินสมัยนี้ (๒๕๒๘) ก็เท่ากับ ๒๔๐,๐๐๐ บาท สมัยก่อนเงินหมื่นตำลึงมีค่ามาก ถ้าเขาจะให้เราผ่อนใช้ เราก็พอจะหามาผ่อนให้ได้ แต่นี่เขาคิดจะยึดประเทศเราไปเป็นของเขา เขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้ เรากับสหายร่วมสาบานก็เลยต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไร แล้วเราก็คิดออกว่า การผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุด ท่านอย่าคิดว่าเราตั้งใจจะโกง แต่ในเมื่อเขาคิดไม่ดีกับเรา เราจึงต้องใช้เล่ห์กลกับเขา อีกประการหนึ่ง ตั้งแต่เรารับกรรมฐานจากหลวงพ่อในป่า (หมายถึงหลวงปู่เทพโลกอุดร ซึ่งเคยมาปรากฏกายให้ท่านเห็นในดึกคืนหนึ่งขณะที่ท่านตั้งค่ายอยู่ในป่า และขอบิณฑบาตดาบจากท่าน เพื่อให้ท่านหันเข้าหาทางธรรม – หมายเหตุของผู้เขียน) เราก็ไม่มีแก่ใจจะครองราชย์อีกต่อไปแล้ว เราอยากตัดความหลงในสงสารให้เด็ดขาด เราสมเพชตนเองที่เป็นกษัตริย์ยากจนเข็ญใจเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ไม่มีเบญจราชกกุธภัณฑ์”
พระภิกษุตากสินยังกล่าวกับ “สหายร่วมสาบาน” ของท่านด้วยว่า
“ด้วงเวลานี้ข้าเป็นหนี้ชาวจีนอยู่ ๖๐,๐๐๐ ตำลึง… เมื่อข้าพ้นจากความเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียแล้ว เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหนี้สินนี้แทนข้า เพราะเป็นคนละคนกัน… แต่การที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น จู่ๆจะยกให้เจ้าเป็น แล้วข้าสละราชสมบัติอย่างนั้นทำไม่ได้ เพราะเขาจะรู้เท่าทันแผนการของเรา เราจึงต้องใช้กุศโลบายที่แยบยล เวลานี้เมืองเขมรเกิดจลาจลข้าจะให้เจ้ากับเจัาพระยาสุรสีห์น้องชายเจ้ายกทัพไปปราบเมืองเขมร แล้วเวลาที่เจ้าไป ก็ให้เอาลูกชายข้าไปด้วย ถ้าตีเมืองเขมรได้เมื่อไรก็ให้ลูกชายข้าครองเมืองที่นั่น แล้วข้าอยู่ทางนี้ก็จะทำเป็นวิกลจริต แล้วก็จะแนะให้ข้าราชการบางคนที่นี่จับข้าบวชเสีย ข้าก็จะทำเป็นบ้าไม่สามารถปกครองประเทศต่อไปได้เมื่อเจ้ามาก็ให้ทำพิธีปราบดาภิเษกเถลิงราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วเนรเทศข้าไปอยู่หัวเมืองเสีย เรื่องมันก็หมดเท่านี้เรื่องหนี้สินต่างๆก็เป็นอันว่าหมดไป”
พระภิกษุตากสินยังเล่าถึงการละสังขารของท่านว่า เมื่อท่านมาอยู่เมืองนครฯ ได้ 2 ปี ก็อยากจะไปอยู่เมืองเพชรบุรี ในตอนแรกเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ไม่อยากให้ไป แต่เมื่อท่านยืนยันที่จะไป เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) จึงให้คนติดตามไปด้วย 2 คน และให้อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง พระภิกษุตากสินได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำไม่นานนัก ก็ “ตัดความหลงในสงสาร” ได้ เพราะหลวงปู่เทพโลกอุดรเมตตาสอนกรรมฐานอย่างใกล้ชิด วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังดูดดื่มอยู่ในวิมุติสุข ก็ถูกชายฉกรรจ์ 2 คนใช้ไม้คมแฝกกระหน่ำฟาดที่ศีรษะอย่างนับไม่ถ้วน จนท่านละสังขาร และคนร้ายยังได้ฆ่าปิดปากผู้ติดตามทั้ง 2 คนอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อหวังเอาความดีความชอบ แต่ในที่สุดกรรมก็ตามทัน เกิดกบฏซ้อนกบฏ ฆ่ากันเองตายตกไปตามกัน
ส่วนการสำเร็จโทษลูกหลานของท่าน โดยจับลงเรือแล้วลอยไปล่มที่ปากอ่าวนั้น พระภิกษุตากสินกล่าวว่า
“คนก็พากันเข้าใจว่าเป็นการกระทำของสหายของเราและน้องชายของเขา ซึ่งความจริงแล้วสหายของเรามิได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่ที่คนหลายกลุ่มที่มักใหญ่ใฝ่สูงต้องการเป็นใหญ่ เลยเกิดกบฏซ้อนกบฏ (มีผู้คิดกบฏต่อร. ๑) วุ่นวายกันไปหมด อ้างคำสั่งของร.๑ ให้นำลูกหลานเราไปลอยแพและฆ่าเสียทั้งที่ทรงตั้งพระทัยจะให้ลูกหลานเราอพยพไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชซึ่งเราไปบวชที่นั่น”
คำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ที่สุทัสสา อ่อนค้อม ถ่ายทอดลงใน “ความหลงในสงสาร” สรุปแล้วจึงกลายเป็นว่า การผลัดแผ่นดินในปี พ.ศ. 2325 เป็นการวางแผนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระองค์ เพื่อหวังล้างหนี้ 60,000 ตำลึงที่กู้จีนมา โดยหลวงอาสาศึกยอมเป็น “พระองค์ปลอม” เข้าสู่แดนประหารแทน ส่วนการสำเร็จโทษลูกหลานของพระองค์ท่านนั้น เป็นฝีมือของพวกมักใหญ่ใฝ่สูงที่หวังประจบเอาใจล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 เท่านั้นเอง
3.คำบอกเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ก่อนหน้าจะมีการเผยแพร่คำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม มีคำบอกเล่าจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำจากเทปบันทึกเสียงของพระราชพรหมยาน หรือ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี และจากหนังสือ “ตายไม่สูญแล้วไปไหน” (พ.ศ. 2544) ของท่าน ซึ่งเล่าว่าได้พูดคุยกับ “ผีพระเจ้าตากสิน” ขณะไปนอนพักรักษาตัวที่กรมแพทย์ทหารเรือ ซึ่งปัจจุบันคือโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า “เมื่อ พ.ศ. 2500… ตั้งแต่สี่ทุ่มเศษๆ ถึงตีห้าครึ่ง” โดย “ไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องเข้าฌาน”
เนื้อหาในเทปบันทึกเสียงส่วนใหญ่ คล้ายคลึงกับคำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม โดยเฉพาะตอนที่รับสั่งให้ “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก” เข้าเฝ้าเพื่อขอร้องให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนพระองค์ด้วยหวังล้างหนี้ที่มีกับประเทศจีน ส่วนในหนังสือ “ตายไม่สูญแล้วไปไหน” ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ซึ่งคณะลูกศิษย์ของท่านรวบรวมจัดพิมพ์ขึ้นจากคำบอกเล่าของท่าน ที่บอกว่าได้พูดคุยกับ “ผีพระเจ้าตากสิน” นั้น มีเนื้อหาทั้งที่เหมือนและต่างจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม กล่าวคือ
“คุยกันตั้งแต่ 4 ทุ่มเศษๆ ถึงตี 5 ครึ่ง คุยกันเรื่องในอดีต ความเป็นมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งแต่เป็นเด็กชายสินไว้หางเปีย จนกระทั่งถึงขั้น วางแผนให้รัชกาลที่ 1 เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นการยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้ถูกรัชกาลที่ 1 ประหารชีวิต เมื่อรัชกาลที่ 1 ขึ้นเถลิงราชสมบัติแล้ว ก็นำสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านบวชเป็นพระแล้วนั่งคานหามไปส่งออกทางปากท่อ ตอนกลางคืน ไปส่งที่ถ้ำในจังหวัดนครศรีธรรมราช ลูกชายของท่านมีสองคน คนพี่ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจะได้บำรุงพ่อ คนน้องก็ให้ทุนเป็นพ่อค้าสำเภา เป็นการหาทรัพย์สินเข้าเมือง เป็นการยืนยันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนจะสวรรคตเป็นพระสงฆ์ ไม่ได้ถูกฆ่าตาย พระองค์สวรรคตที่นครศรีธรรมราช ถ้ำที่ท่านพักก็ยังอยู่”
หลวงพ่อฤาษีลิงดำยังเล่าอีกว่า
“ก่อนท่านจะลากลับ อาตมาถามว่า “ขอหวยสัก 2 ตัวได้ไหม” ท่านบอกว่า “สมัยผมมีแต่หวยจับยี่กี หวยแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว แบบนี้ไม่มี เรื่องหวยนี่ผมไม่รู้หรอก แต่เวลานี้ผมมีสตางค์ติดกระเป๋ามาเพียง แค่ 25 สตางค์ ผมขอถวายหมด” พูดแล้วท่านก็หยิบเหรียญโยนไปใต้เตียงเห็นเลข 25 ใสแจ๋ว พอตอนเช้าบรรดาพยาบาล และนายทหารประจำตึกมาถามว่า “เมื่อคืนมีอะไรบ้างครับ” ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาเยี่ยม ขอ หวยท่าน ท่านบอกว่าไม่มี มีแต่เงินเหรียญ 25 สตางค์ แล้วท่านก็โยนเหรียญไปใต้เตียง ปรากฎว่าภายในวันนั้นข่าวกระจายไปทั่วกรมอู่ ทุกคนเล่นเลขท้าย 2 ตัว ถูกกันมาก”
5. สรุปพัฒนาการของการเผยแพร่เรื่องราวในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระเจ้าตากสิน
การเผยแพร่เรื่องราวในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีหลักฐานบันทึกไว้อย่างเป็นทางการครั้งแรก น่าจะเกิดขึ้นหลังการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ 13 ปี ซึ่งก็คือ การชำระพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ในปี พ.ศ. 2338 ซึ่งตามมาด้วยพระราชพงศาวดารอีก 3 ฉบับ ดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น
จากปี พ.ศ. 2338 ถึงปี พ.ศ. 2398 ซึ่งก็คือช่วง 60 ปีแรกของการนำเสนอเรื่องราวในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชผ่านพงศาวดารไทยทั้ง 4 ฉบับ ที่อยู่ในช่วงรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 ถึงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 นั้น ประเด็นสำคัญของการนำเสนอคือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนั่งกรรมฐานจนมีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส บริหารบ้านเมืองไปในทางอาสัจอาธรรม ทำให้ทั้งพระพุทธจักรและอาณาจักรแปรปรวนวิปริตมิได้ปกติเหมือนแต่ก่อน เป็นเหตุให้เกิดการจลาจลวุ่นวายขึ้นทั่วไปทั้งในกรุงธนบุรีและที่กรุงเก่า จนสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับจากเมืองเสียมราบ และภายหลังจากที่ได้ “ตรัสปฤกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลาย” แล้ว “จึ่งมีรับสั่งให้เอา” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช “ไปประหารชีวิตร์สำเร็จโทษเสีย”
จะเห็นได้ว่าพระราชพงศาวดารทั้ง 4 ฉบับที่ชำระขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น มุ่งเน้นการบรรยายถึงเหตุผลความชอบธรรมที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจำเป็นต้องสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป และหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าพระราชพงศาวดาร 2 ฉบับแรกได้ระบุชัดเจนว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ทรงปรึกษากับหมู่พฤฒามาตย์ราชกุลกวีมุขทั้งหลายแล้ว ทรงมีพระราชดำริว่า
“เมื่อพระเจ้าแผ่นดินอาสัจ ละสุจริตธรรมเสีย ประพฤติการทุจริตฉะนี้ ก็เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ ขอให้ปริวัตรออกประหารเสีย”
ในขณะที่พระราชพงศาวดาร 2 ฉบับหลังที่ชำระใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4 โยนการตัดสินใจประหารชีวิตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปที่เหล่ามุขมนตรีทั้งหลาย โดยเนื้อความในพระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
“จึ่งตรัสปฤกษาด้วยมุขมนตรีทั้งหลายว่า เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเปนอาสัตย์อาธรรมดั่งนี้แล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด มุขมนตรีทั้งหลายพร้อมกันกราบทูลว่า พระเจ้าแผ่นดินละสุจริตธรรมเสีย ประพฤติการทุจริตฉนี้ ก็เห็นว่าเปนเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดิน จะละไว้มิได้ควรจะให้สำเร็จโทษเสีย”
จำเนียรกาลผ่านมาเกือบร้อยปี จะด้วยเหตุผลกลใดไม่แจ้ง เกิดมีกระแสวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ออกมานำเสนอว่า สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมิได้ทรงสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องจากการสำเร็จโทษในปี พ.ศ. 2325 นั้น เป็นเพียงการประหารชีวิตพระเจ้าตากสิน “พระองค์ปลอม” เริ่มจากเรื่องสั้น “ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน” ของ หลวงวิจิตรวาทการ (พ.ศ. 2494) ตามมาด้วย นวนิยายเรื่อง “ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน?” ของ ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ (พ.ศ. 2516) นวนิยายเรื่อง “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของ สุภา ศิริมานนท์ (พ.ศ. 2545) และ สารคดีเรื่อง “ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร” ของ อ. เล็ก พลูโต (บุญสม ขอหิรัญ)(2551) วรรณกรรมส่วนใหญ่รังสรรค์ไปในทางปกป้องพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ว่ามิได้ทรงสั่งประหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ทรงเป็นทั้งเจ้าเหนือหัวและพระสหายเก่า ซึ่งเป็นการนำเสนอที่สวนทางกับที่บันทึกไว้ในพงศาวดารช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์โดยสิ้นเชิง
ในเรื่องสั้น “ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน” ของ หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นต้นธารของวาทกรรมเรื่องการสำเร็จโทษพระเจ้าตากสิน “พระองค์ปลอม” ยังถึงกับนำเสนอว่า การตัดสินโทษสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นเรื่องของที่ประชุมขุนนาง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมิได้ทรงเกี่ยวข้องด้วย ส่วนในนวนิยายเรื่อง “ตากสินมหาราช ชาตินักรบ” ของ Claire Keefe-Fox แปลโดย กล้วยไม้ แก้วสนธิ (พ.ศ. 2549) ได้นำเสนอว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงถวายพระเกียรติยศด้วยการรับสั่งให้สำเร็จโทษตามโบราณราชประเพณีสมพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ การนำเสนอเรื่องราวในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชผ่านตัวบทวรรณกรรมตลอดช่วงเวลาเกือบ 60 ปีที่เริ่มจาก พ.ศ. 2494 ถึง พ.ศ. 2551 นี้ จึงล้วนมีเนื้อหาในเชิงปกป้องพระเกียรติยศของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 และย้ำให้เห็นถึงความพยายามของพระองค์ที่ทรงปฏิบัติต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเยี่ยงกษัตริย์ที่ทรงมีความผูกพันกันมาแต่ครั้งอดีต
ถ้าเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารไทยทั้ง 4 ฉบับ ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็น “version ดั้งเดิม” เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่บันทึกผ่านตัวบทวรรณกรรมไทย ในช่วง 100 ถึง 160 ปีต่อมา ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น พระเจ้าตากสิน“version พระองค์ปลอม”
พัฒนาการของการเผยแพร่เรื่องราวในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก้าวเข้าสู่ version ล่าสุด ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น พระเจ้าตากสิน “version ล้างหนี้จีน” ซึ่งเป็นการต่อยอดจาก version พระองค์ปลอม โดยมีการรังสรรค์เรื่องราวของการวางแผนร่วมกันระหว่างพระเจ้าตากสินกับเจ้าพระยาจักรีเพื่อล้างหนี้ที่มีอยู่กับประเทศจีน version ล้างหนี้จีนนี้ เผยแพร่มาจากผู้ทรงศีล 3 ท่าน กล่าวคือมาจากการเข้าฌานสัมภาษณ์พระเจ้าตากสินของภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ (พ.ศ. 2516) คำบอกเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พ.ศ. 2544) และคำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม (พ.ศ. 2549) ซึ่งหลวงพ่อทั้งสอง ได้บอกกับลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่าได้พบปะพูดคุยกับพระภิกษุตากสินในปี พ.ศ. 2500 กับ ปี พ.ศ. 2528 ตามลำดับ และพระภิกษุตากสินบอกว่าท่านไม่ได้ถูกสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกสำเร็จโทษ แต่ท่านทรงวางแผนและทรงขอร้องให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ต่อจากท่าน โดยท่านจะทรงแสร้งทำเป็นวิกลจริตไม่สามารถปกครองประเทศได้ เพื่อล้างหนี้สินของประเทศที่ท่านไปกู้จีนมา 60,000 ตำลึง ส่วนคนที่ถูกสำเร็จโทษนั้นเป็น “พระองค์ปลอม” ในคำบอกเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำยังกล่าวด้วยว่า ลูกหลานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ถูกสำเร็จโทษตามมานั้น ก็ล้วนเป็น “พระองค์ปลอม” ทั้งสิ้น
ทั้งพระเจ้าตากสิน “version พระองค์ปลอม” และ “version ล้างหนี้จีน” เมื่อไม่มีการสำเร็จโทษพระองค์จริง ส่วนใหญ่จึงนำเสนอว่าพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่นครศรีธรรมราช ส่วนเสด็จสวรรคตที่ไหนนั้น บ้างว่าที่นครศรีธรรมราช บ้างว่าที่ เพชรบุรี
6. ข้อสงสัยที่ยังต้องหาคำตอบ
เรื่องราวในช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีการพัฒนาและเผยแพร่ต่อเนื่องกันมาถึง 3 versions นี้ ยังคงไม่เพียงแต่ไม่สามารถสร้างความชัดเจนและยุติข้อสงสัยที่มีแต่เดิมได้ หากการรังสรรค์เรื่องราวของพระเจ้าตากสินให้ดูพิศดารมากขึ้นเท่าไร ผู้คนก็ยิ่งเกิดความสงสัยมากขึ้นเท่านั้น นักประวัติศาสตร์และผู้สนใจประวัติศาสตร์ต่างพากันศึกษาค้นคว้า จนเกิดเป็นประเด็นคำถามอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากมาย เป็นต้นว่า กรุงธนบุรีถูกยึดได้อย่างง่ายดายจากกองกำลังเล็กๆ ของพระยาสรรค์กับขุนแก้วน้องชาย ที่ร่วมมือกับพรรคพวกของนายบุญมากกับขุนสุระที่ก่อกบฏอยู่ที่กรุงเก่าเท่านั้นหรือ? หรือ การประหารชีวิตพระยาสรรค์มีเหตุผลอื่นไหม นอกจากข้อกล่าวหาที่ว่าพระยาสรรค์คิดจะยึดราชบัลลังก์ไว้เป็นของตนเอง? ทั้งนี้เพราะพระยาสรรค์ไม่น่าคิดเช่นนั้น เนื่องจากกองกำลังของพระยาสรรค์ไม่อาจเทียบได้กับกองทัพของเจ้าพระยาจักรี (สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก) ที่มีทั้งกองทัพของเจ้าพระยาสุรสีห์ผู้เป็นน้อง และพระยาสุริยอภัยผู้เป็นหลาน สนับสนุนอยู่ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี สารคดีเรื่องนี้ไม่ประสงค์จะขยายความไปถึงประเด็นความสงสัยเหล่านั้น หากแต่ต้องการกลับมาหาคำตอบให้กับคำถามเดิมๆ ที่ยังคงเคลือบแคลงใจเราหลายคนมาตลอดคือ
1.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาสจริงหรือ? หรือ
2.ทรงวางแผนให้มีการผลัดแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศที่มีต่อจีน? หรือ
3.ทรงถูกสำเร็จโทษที่หน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์? หรือ
4.ทรงลี้ภัยไปอยู่ที่นครศรีธรรมราช?
ในประเด็นเรื่องทรง “เสียพระจริตฟั่นเฟือนไป” หรือทรงมี “พระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส” นั้น นอกจากปรากฏในพระราชพงศาวดารไทยทั้ง 4 ฉบับ อันมีที่มาสำคัญเกี่ยวพันกับการนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ยังมีปรากฏใน “จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี” ซึ่งเป็นพระน้องนางเธอต่างพระชนนี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่กล่าวถึงพระอาการเสียพระทัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจนถึงขั้นจะตายตามหม่อมอุบลที่พระองค์ท่านทรงสั่งประหารชีวิตอย่างทารุณ แล้วมาทรงคิดถึงหม่อมอุบลว่ามีครรภ์อยู่ 2 เดือน โดยในจดหมายเหตุดังกล่าวระบุว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดหม่อมอุบลกับหม่อมฉิมเป็นพิเศษถึงขั้นให้ “ประทมอยู่คนละข้าง” หม่อมอุบลนั้นเป็นพระธิดาในกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งถูกพระเจ้าตากสินสำเร็จโทษในคราวศึกพิมาย ส่วนหม่อมฉิมเป็นพระธิดาของเจ้าฟ้าจีดกับเจ้าฟ้าหญิงเทพ เจ้าฟ้าจีดนั้นถูกเจ้าพระยาพิษณุโลกจับถ่วงน้ำโทษฐานคิดยึดเมืองพิษณุโลกก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเล็กน้อย ส่วนเจ้าฟ้าหญิงเทพเป็นพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
การประหารชีวิตหม่อมอุบลที่กรมหลวงนรินทรเทวีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุความทรงจำว่าเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสียพระทัยจนมีพระสติฟั่นเฟือนนั้น เรื่องราวมีอยู่ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชรับสั่งให้นายชิดภูบาล กับ นายชาญภูเบศร์ ฝรั่ง 2 คน เข้ามาไล่จับหนูที่เข้ามากัดพระวิสูตร ต่อมาเจ้าประทุมทูลว่าฝรั่งทั้งสองเป็นชู้กับหม่อมอุบลและหม่อมฉิม รวมทั้งคนรำอีก 4 คน เป็น 6 คนด้วยกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงรับสั่งถาม หม่อมฉิมยอมรับ แต่หม่อมอุบลไม่รับ หม่อมฉิมจึงพูดขึ้นว่า
“ยังจะอยู่เป็นมเหสีขี้ซ่อนหรือ มาตายตามเจ้าพ่อเถิด”
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกริ้วมาก จึงรับสั่งให้ลงโทษอย่างทารุณ โดยในจดหมายเหตุความทรงจำบันทึกไว่ว่า
“ให้เฆี่ยนเอาน้ำเกลือรด ทำประจานด้วยแสนสาหัส ประหารชีวิต ผ่าอกเอาเกลือทา ตัดมือตัดเท้า สำเร็จโทษเสร็จแล้วไม่สบายพระทัย คิดถึงหม่อมอุบลว่ามีครรภ์อยู่ ๒ เดือน ตรัสว่าจะตายตามหม่อมอุบล ว่าใครจะตายกับกูบ้าง เสมเมียกรมหมื่นเทพพิพิธว่าจะตามเสด็จ หม่อมทองจันทร์ หม่อมเกศ สั่งบุษบา จะตามเสด็จด้วย ประทานเงินคนละ ๑ ชั่ง ให้บังสุกุลตัว ทองคนละ ๑ บาท ให้ทำพระแล้วให้นั่งในแพหยวก นิมนต์พระเข้ามาบังสุกุล แล้วจะประหารชีวิตคนที่ยอมตามเสด็จนั้นก่อน แล้วท่านจะแทงพระองค์ท่านตามไปอยู่ด้วยกันเจ้าข้า พระสติฟั่นเฟือน”
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาว่าทั้งพระราชพงศาวดารและจดหมายเหตุ ล้วนเป็นเอกสารที่ผลิตขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และที่สำคัญโดยฝ่ายที่ขึ้นมาครองแผ่นดินแทน น้ำหนักความน่าเชื่อถือจึงอาจดูลดน้อยลงเป็นธรรมดา และเมื่อพิจารณาจากพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาที่บันทึกพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในช่วงนั้นที่ทรงตรัสว่า “กูวิตกแต่ศัตรูมาแต่ประเทศเมืองไกล แต่เดี๋ยวนี้ไซ้ลูกหลานของกูเอง ว่ากูคิดเปนบ้าเปนบอแล้วดังนี้ จะให้พ่อบวชก็ดี ฤาจะใส่ตรวนพ่อก็ดี พ่อจะยอมรับทำตามใจลูกบังคับทั้งสิ้น“ แล้ว จึงน่าสงสัยว่า พระองค์ท่าน “ทรงมีพระสติฟั่นเฟือน” จริงหรือ? หรือเป็นเพียงแค่ “ถูกมองว่าทรงมีพระสติฟั่นเฟือน” กันแน่? ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์อีกหลายฉบับที่ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปฏิบัติภารกิจในการบริหารบ้านเมืองอยู่จวบจนวาระสุดท้าย และทรงมีพระจริยวัตรเรียบง่าย ทรงประกอบพระราชกรณียกิจผิดแปลกไปจากพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ตัวอย่างเช่นในประชุมพงศาวดารภาคที่ 39 เรื่อง “จดหมายเหตุของพวกคณะบาดหลวงฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับครั้งกรุงธนบุรีแลครั้งกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น ภาค 6” ได้บันทึกจดหมายของมองเซนเยอร์ เลอบอง ที่มีถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ ไว้ว่า
“บรรดาคนทั้งหลายเรียกพระเจ้าตากว่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระเจ้าตากเองว่าเป็นแต่เพียงผู้รักษากรุงเท่านั้น พระเจ้าตากหาได้ทรงประพฤติเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อน ๆ ไม่ และในธรรมเนียมของพระเจ้าแผ่นดินฝ่ายทิศตะวันออกที่ไม่เสด็จออกให้ราษฎรเห็นพระองค์ด้วยกลัวจะเสื่อมเสียพระเกียรติยศนั้น พระเจ้าตากไม่ทรงเห็นชอบด้วยเลย พระเจ้าตากทรงพระปรีชาสามารถยิ่งกว่าคนธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงไม่ทรงเกรงว่าถ้าเสด็จออกให้ราษฎรพลเมืองเห็นพระองค์ และถ้าจะมีรับสั่งด้วยแล้วจะทำให้เสียพระราชอำนาจลงแต่อย่างใด เพราะพระองค์มีพระราชประสงค์ทอดพระเนตรการทั้งปวงด้วยพระเนตรของพระองค์เอง และจะทรงฟังการทั้งหลายด้วยพระกรรณของพระองค์เองทั้งสิ้น”
การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระจริยวัตรเรียบง่าย และทรงประกอบพระราชกรณียกิจผิดแปลกไปจากพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเช่นนี้ ทำให้พระองค์ทรงถูกมองว่าไม่เคารพต่อขนบธรรมเนียมดั้งเดิม และถูกกลุ่มชนชั้นสูงในเวลานั้นส่วนหนึ่งที่ต่อต้านท่าน พากันพูดว่าท่านเสียพระสติ ข้อกล่าวหาที่ว่าพระองค์ท่านทรงมี “พระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส” จึงยิ่งชวนให้สงสัยว่าพระองค์ท่านเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ?
นี่ยังไม่พูดถึงคำบอกเล่าของ 3 ผู้ทรงศีล ที่กล่าวว่า “ผีพระเจ้าตากสิน” หรือ “พระภิกษุตากสิน” มาบอกว่าท่านไม่ได้บ้า ซึ่งหลักฐานจากคำบอกเล่าดังกล่าวนี้ คงต้องขึ้นกับวิจารณญาณและความศรัทธาของแต่ละท่าน
ส่วนประเด็นเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงวางแผนให้มีการผลัดแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศที่มีต่อจีนนั้น จากคำบอกเล่าของ 2 หลวงพ่อกับ 1 ภิกษุณี ยืนยันว่าพระองค์ท่านทรงคิดแผนนี้ขึ้นมา และขอร้องให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แทน เพื่อหวังล้างหนี้ที่ไปกู้จีนมา ซึ่งในคำบอกเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ระบุว่าเป็นหนี้จีนอยู่ 60,000 ตำลึง และเกรงว่าจีนจะหาเหตุยึดกรุงธนบุรีไปเป็นของเขาเนื่องจากพระเจ้าตากสินหาเงินมาใช้หนี้ไม่ทัน การผลัดแผ่นดินจะทำให้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ไม่ต้องรับผิดชอบใช้หนี้ อย่างไรก็ดี เมื่อสืบค้นเอกสารทางประวัติศาสตร์กลับพบว่าเรื่องราวที่ตรงกันข้าม
จริงอยู่ในช่วงต้นรัชกาล บ้านเมืองเสียหายถูกเผาทำลายและปล้นสะดม ประชาชนอดอยากยากแค้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพยายามแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจถึงขั้นรับสั่งให้ขุดกรุตามวัดเพื่อนำสมบัติมาขาย นำเงินมาทำนุบำรุงและฟื้นฟูประเทศชาติ ในชั้นแรกพระองค์ท่านรับสั่งให้บรรทุกสินค้าไปขายยังเมืองจีน ปรากฏว่าทางจีนไม่ยอมรับ ด้วยเข้าใจว่าเจ้าเมืองกำแพงเพชรคนนี้เป็นกบฏ มิใช่เชื้อสายกษัตริย์ (ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก พระเจ้าเอกทัศน์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาวชิรปราการหรือพระยาตากเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร) กระทั่งเมื่อเตียวอ๋องปาด ผู้เป็นตาของเจ้าจอมมารดาปราง ซึ่งประเทศจีนยอมรับ ไปชี้แจงให้ทางจีนทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชคือผู้ที่รวบรวมคนไทยต่อสู้กอบกู้เอกราชกลับคืนมาจากการเสียกรุงให้พม่า ทางจีนจึงยอมค้าขายด้วย และจากนั้นพระองค์ท่านจึงแต่งสำเภาบรรทุกสินค้าไปค้าขายกับจีนเรื่อยมา

ก่อนเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินเพียงไม่กี่เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังทรงส่งทูตคณะใหญ่ พร้อมเรือกว่าสิบลำ บรรทุกเครื่องราชบรรณาการไปจิ้มก้องพระเจ้าเฉียนหลงเป็นมูลค่ากว่า 3,900,000 ตำลึง!
ในข้อเขียน “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีกับจักรพรรดิจีน” ที่ ประพฤทธิ์ ศุกลรัตนเมธี แปลจากต้นฉบับของ ต้วน ลี เชิง ระบุว่า
“ครั้นในปีที่ ๔๖ แห่งรัชกาลเฉียนหลง (พ.ศ. ๒๓๒๔) สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงจัดส่งคณะทูตคณะใหญ่ โดยมีพระยาสุนทรอภัยเป็นราชทูตไปเมืองจีน คณะทูตนี้โดยสารเรือถึง ๑๑ ลำ บรรทุกงาช้าง นอแรด ฝาง และเริ่มเดินทางเดือน ๕ ถึงกวางตุ้งเดือน ๗”
และพูดถึงเครื่องราชบรรณาการรวมทั้งการขออนุญาตขายสินค้าที่นำไปและซื้อสินค้ากลับมาว่า
“ในสำนวนเอกสารราชการ ของราชสำนักชิงปรากฎว่า ก่อนที่คณะทูตจากกรุงธนบุรีจะเดินทางไปถึง ได้มีเรือบรรทุกเครื่องราชบรรณาการจำนวน ๒ ลำ ไปถึงอำเภอหนานไฮ่ (ปัจจุบันคือเมืองกวางเจา – ผู้แปล) มณฑลกวางตุ้งเมื่อเดือน ๖ โดยนำพระราชสาสน์มา ๒ ฉบับ พระราชสาสน์ฉบับหนึ่งกราบทูลว่า ได้จัดส่งทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งมีช้างพลายและช้างพังอย่างละหนึ่งเชือกและสินค้าพื้นเมือง….. พระราชสาสน์อีกฉบับหนึ่งกราบทูลว่าเรือที่บรรทุกสิ่งของเครื่องบรรณาการ มี ๔ ลำ เรือสินค้า ๗ ลำ นอกจากนั้น ได้นำฝางและงาช้าง เป็นสิ่งของนอกบรรณาการ ………. อนึ่ง ยังมีฝางและไม้แดง ซึ่งขอมอบให้กระทรวงพิธีการและสำนักข้าหลวงรวมทั้งของขวัญที่มอบให้นายห้างพาณิชย์ด้วย ขอได้มีพระบรมราชานุญาตให้นำสินค้านอกจากนั้นขายไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคณะทูต นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงว่าขอซื้อถาดทองแดง เตาทองแดง และขอปล่อยเรือเปล่ากลับไปก่อนด้วย……….
“คณะทูตจากสยามเดินทางถึงปักกิ่ง เมื่อเดือนอ้ายของปีรุ่งขึ้นภายใต้การดูแลคุ้มครองของขุนนางกวางตุ้งจักรพรรดิเฉียนหลงได้จัดงานเลี้ยงรับรองคณะทูตที่ห้อง ซันเกาสุ่ยฉาง ครั้นถึงเดือนสาม พระยาสุนทรอภัยราชทูตได้ถึงแก่กรรมอย่างปัจจุบันทันด่วน ณ ที่กรุงปักกิ่ง ราชสำนักชิงได้เป็นเจ้าภาพงานศพ ต่อมาหลวงพิชัยเสน่หาอุปทูตได้นำคณะทูตกลับเมืองไทย เมื่อเดือน ๗ หลังจากที่ได้กระทำหน้าที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อคณะทูตกลับถึงเมืองไทย ปรากฎว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ถูกสำเร็จโทษแล้ว แผ่นดินได้เปลี่ยนไปแล้ว จากกรุงธนบุรี เป็นกรุงรัตนโกสินทร์ วัสดุและอุปกรณ์การก่อสร้างที่ซื้อกลับมา จึงได้ใช้ในการสร้างพระราชวังแห่งใหม่”
จากเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงไม่น่าเป็นไปได้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะไม่สามารถใช้หนี้แค่ 60,000 ตำลึง จนถึงกับต้องวางแผนให้มีการผลัดแผ่นดินเพื่อล้างหนี้จากเจ้าหนี้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งพระเกียรติยศและชื่อเสียงของประเทศไทย และที่สำคัญหากเป็นการวางแผนร่วมมือกับเจ้าพระยาจักรีแล้ว ไฉนเลยจึงต้องมีการสำเร็จโทษลูกหลานของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจนหมด คงเหลือเพียงเจ้าฟ้าเหม็นซึ่งเป็นหลานปู่ของเจ้าพระยาจักรี ซึ่งต่อมาก็ถูกสำเร็จโทษด้วยข้อหากบฏภายหลังล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคตได้เพียง 7 วัน ยิ่งเมื่อพิจารณาคำบอกเล่าของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ที่เล่าว่าได้เอ่ยปากขอหวย 2 ตัวจากพระเจ้าตากสิน แล้วพระเจ้าตากสินทรงตอบว่าสมัยพระองค์ท่านมีแต่หวยจับยี่กี หวยแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว ไม่มี พร้อมทั้งโยนเหรียญ 25 สตางค์มาให้ ทำให้งวดนั้นคนถูกหวยกันทั้งโรงพยาบาลด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ พระเจ้าตากสิน “version ล้างหนี้จีน” ขาดความน่าเชื่อถือลงไปอีก ทั้งนี้เพราะคำบอกเล่าท่อนนี้ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในประวัติศาตร์โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ

ประการแรก การพนันสมัยกรุงธนบุรีมีแค่ถั่วกับโป ยังไม่มีหวย ไม่ว่าจะเป็นหวยจับยี่กี หรือ หวย ก.ข. เนื่องจากหวยนั้นตามที่บันทึกไว้ในประชุมพงศาวดารภาค 17 ตำนานเรื่องเลิกหวยแลบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ว่า
“ได้ความในหนังสือชื่อ ยังว่า หวยเป็นของเพิ่งคิดขึ้นในแผ่นดินพระเจ้าเตากวาง รัชกาลที่ ๖ ในราชวงศ์ใต้เชง เสวยราชย์แต่ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๖๔ จนปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๔ (ตรงกับรัชกาลที่ ๒ ต่อรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร์นี้)”
เมื่อหวยเกิดขึ้นในเมืองจีนไม่นาน ก็เข้ามาถึงเมืองไทยในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 โดยมูลเหตุที่เกิดการเล่นหวย มีคำอธิบายในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า
“เมื่อครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีเถาะ (พ.ศ. ๒๓๗๔) น้ำมาก เมื่อปีมะโรง (พ.ศ. ๒๓๗๕) น้ำน้อยข้าวแพงถึงต้องซื้อข้าวต่างประเทศมาจ่ายขาย คนก็ไม่มีเงินจะซื้อข้าวกิน ต้องมารับจ้างทำงานคิดเอาข้าวเป็นค่าจ้าง เจ้าภาษีนายอากรก็ไม่มีเงินจะส่งต้องเอาสินค้าใช้ค่าเงินหลวง ที่สุดจนจีนผูกเบี้ยก็ไม่มีเงินจะให้ ต้องเข้ารับทำงานในกรุงฯ จึงทรงพระราชดำริลงไปว่า เงินตราบัว เงินตราครุฑ เงินตราปราสาทได้ทำใช้ออกไปก็มาก หายไปเสียหมด ทรงสงสัยว่าคนจะเอาเงินไปซื้อฝิ่นมาเก็บไว้ขายในนี้ จึงโปรดฯให้จับฝิ่นเผาฝิ่นเสียเป็นอันมาก ตัวเงินก็ไม่มีขึ้นมา และจีนหงพระศรีไชยบาน จึงกราบทูลว่าเงินนั้นตกไปอยู่ที่ราษฎรเก็บฝังดินไว้มากไม่เอาออกใช้ ถ้าอย่างนี้ที่เมืองจีนตั้งหวยขึ้นจึงมีเงินมา จึงโปรดฯ ให้จีนหงตั้งหวยขึ้นเป็นอากรอีกอย่าง ๑”
อีกประการหนึ่ง สมัยกรุงธนบุรียังไม่มีเหรียญ 25 สตางค์ เนื่องจากเหรียญกษาปณ์เริ่มผลิตครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หากพบ “ผีพระเจ้าตากสิน” ในปี พ.ศ. 2500 มีเหรียญ 25 สตางค์ได้ ใครพบ “ผีพระเจ้าตากสิน” ใน พ.ศ. นี้ คงเห็นท่านพกสมาร์ทโฟน หรือไม่ก็คงคุยกันผ่านไลน์โดยไม่ต้องเข้าฌานเป็นแน่
สำหรับประเด็นสุดท้ายเรื่องทรงถูกสำเร็จโทษหรือทรงลี้ภัยไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชกันแน่นั้น แม้ในพระราชพงศาวดารไทยทั้ง 4 ฉบับ บันทึกตรงกันว่าทรงถูกสำเร็จโทษที่หน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์ ทั้งยังมีการตอกย้ำอีกครั้งด้วยการขุดพระศพขึ้นมาฌาปนกิจที่วัดบางยี่เรือใต้ในปี พ.ศ. 2327 เพื่อประกาศให้ประชาราษฎรและหัวเมืองใหญ่น้อยรับรู้และยอมรับถึงการสิ้นสุดของแผ่นดินเก่าและการเริ่มต้นแผ่นดินใหม่ แต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยในระยะต่อมากลับไม่มีใครเชื่อ การเผยแพร่เรื่องราวการสำเร็จโทษพระเจ้าตากสิน “พระองค์ปลอม” โดยพระเจ้าตากสินพระองค์จริงทรงสามารถหลบหนีไปอยู่นครศรีธรรมราชได้ ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใด ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องยาวนานทั้งในรูปบทวรรณกรรมและคำบอกเล่าของผู้ทรงศีลที่เชื่อกันว่ามีญาณพิเศษ อย่างไรก็ดี ตำนานเรื่องพระเจ้าตากสินพระองค์จริงทรงลี้ภัยไปอยู่นครศรีธรรมราชกลับตรงกับเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันภายในสายสกุล ณ นคร รวมทั้งในสายสกุลอื่นที่สัมพันธ์กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยมีหลักฐานทั้งทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดีที่สอดรับกันอย่างน่าสนใจยิ่ง
7. ประวัติศาสตร์บอกเล่า เรื่องราวพระเจ้าตากสิน
เช่นเดียวกับเรื่องเล่าภายในสกุลเก่าแก่บางสกุล ที่มีเนื้อความสวนทางกับเรื่องราวที่บันทึกอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ เช่น เรื่องเล่าในสกุลอมาตยกุล เกี่ยวกับพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ขุนนางหนุ่มสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ถูกลงโทษประหารชีวิต กับ นางแฟนนี่ น็อกซ์ บุตรสาวคนโตของกงสุลใหญ่แห่งอังกฤษผู้เป็นภรรยาที่หายสาบสูญไปในหน้าประวัติศาสตร์ของไทยภายหลังการประหารชีวิตสามีของเธอ หรือเรื่องเล่าในชุมชนชาวไทยเชื้อสายญวนริมน้ำจันทบูร เกี่ยวกับเรื่องราวที่คณะแม่ชีแห่งคณะรักกางเขนช่วยกันรักษาพยาบาลพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ป่วยหนักด้วยไข้ป่าจนหายเมื่อคราวที่พระองค์ท่านทรงยกทัพมาตีจันทบุรี เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่สวนทางกับเรื่องราวที่บันทึกไว้ในพงศาวดารและในเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการทั้งหลายก็เช่นกัน ยังคงเล่าขานต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นภายในสายสกุล ณ นคร รวมทั้งในสายสกุลอื่นๆ ที่สัมพันธ์กับพระองค์ท่าน เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่า ที่เล่าต่อกันมาจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ ถ่ายทอดลงสู่รุ่นลูกหลานเหลนโหลนที่ยังมีตัวตน เรื่องราวในประวัติศาสตร์บอกเล่าเหล่านี้น่าให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการ ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครคือผู้เขียน

ประวัติศาสตร์บอกเล่าเรื่องราวพระเจ้าตากสิน มีปรากฏอยู่ในหนังสือ “ที่ระลึกพิธีประดิษฐานและสมโภช พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช” ผ่านบันทึกฉบับหนึ่งของคุณสมใจ ณ นคร ประธานมูลนิธิ สกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์ ที่เขียนถึงคุณอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ความในบันทึกเล่าถึงเรื่องราวที่คุณพร้อม ณ นคร หลานสาวของ พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) เสนาบดีกระทรวงกลาโหมในรัชกาลที่ 6 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 เล่าให้ลูกหลาน ณ นคร ซึ่งมีคุณสมใจนั่งฟังอยู่ด้วย โดยคุณพร้อมเล่าว่า ท่านกลาง ณ นคร ธิดาเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) ได้เล่าให้ พลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ผู้เป็นหลานฟังถึงเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งคุณพร้อมนั่งฟังอยู่ด้วย โดยท่านกลางเล่าว่า
“สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จหนีไปประทับอยู่ที่เขาขุนพนม เมืองนครสมัยนั้น รอบเขาขุนพนม และอำเภอพรหมคีรี นครศรีธรรมราช เป็นป่ารกทึบ การเดินทางลำบากมาก ต้องอาศัยช้าง จะมีช้าง 2 เชือก เดินทางจากในวังกับเขาขุนพนม สลับกันเดือนละครั้ง ช้างจากในวังจะขนเสบียงข้าวสารและอาหารไปเขาขุนพนม ช้างจากเขาขุนพนมจะนำของป่ากลับเข้าตัวเมืองนคร และบริเวณรอบเขาขุนพนมรัศมี 1-3 กิโลเมตร จะมีบุตรเจ้าพระยานครพัฒน์ ปลูกบ้านรายเรียงเป็นระยะๆ ล้อมรอบเขาขุนพนมเพื่ออารักขาสมเด็จพระเจ้าตากสิน
“ปัจจุบันนี้ ยังมีลูกหลาน ณ นคร เชื้อสายเจ้าพระยานครพัฒน์ อาศัยอยู่ที่อำเภอพรหมคีรี ใกล้เขาขุนพนมหลายครอบครัว
“เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จสวรรคต ไม่สามารถปลงพระศพได้ ต้องบรรจุพระศพไว้ในโลงดีบุก ซ่อนไว้ที่วัดอินทร์คีรี ซึ่งอยู่ในป่าทึบ อำเภอพรหมคีรี”
มีบทเพลงซึ่งคนเก่าแก่ละแวกเขาขุนพนมใช้ร้องเพลงกล่อมเด็ก
“ฮาเหอ
ว่าแป๊ะหนวดยาวเราสิ้นทุกข์
เอาศพใส่โลงดีบุก
ไปค้างในดอนดง
ลูกเจ้าจอมหม่อมปลัด
ถือฉัตร ถือธง
เอาศพไปค้างในดอนดง
คอยปลงในเมรุใหญ่เหอ”
คุณพร้อมยังได้เล่าเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ท่านกลางเล่าให้ฟังต่อไปด้วยว่า หลังสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคตได้ประมาณ 1 ปี เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ก็ถึงแก่อสัญกรรม เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ขึ้นเป็นเจ้าเมือง จึงจัดการปลงพระศพพร้อมกันโดยตั้งพระเมรุที่วิหารสูง สนามหน้าเมือง ใกล้ศาลหลักเมือง เป็นงานใหญ่โต เกณฑ์หัวเมืองน้อยใหญ่ 12 นักษัตร ที่เมืองนครศรีธรรมราชปกครองอยู่เข้าร่วม ความทราบถึงพระกรรณล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 เมื่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เข้าเฝ้า จึงรับสั่งถามว่า
“จัดงานศพผู้ใดถึงได้ใหญ่โตขนาดนั้น เจ้าพระยานครน้อยได้กราบทูลว่า งานศพเจ้าพระยานครพัฒน์ ท่านบิดา ซึ่งพระองค์ท่านจะทรงเชื่อหรือไม่ ไม่สามารถทราบได้ แต่พระองค์ท่านมิได้รับสั่งต่อ”

การที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) กราบทูลว่า “งานศพเจ้าพระยานครพัฒน์ ท่านบิดา” นั้น แสดงถึงปฏิภาณไหวพริบของท่าน เนื่องจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) คือพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่ติดพระครรภ์เจ้าจอมมารดาปรางมาในครั้งที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระราชทานให้ไปเป็นชายาแก่เจ้าพัฒน์ หรือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ขณะยังเป็นอุปราชพัฒน์ ซึ่งพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ใหม่ที่กรุงเทพฯ ในเวลานั้นทรงทราบดี แต่เจ้าพัฒน์ในครั้งนั้น เมื่อรับตัวเจ้าจอมมารดาปรางไปแล้ว ก็มิได้ถือเอาเป็นชายา ด้วยเหตุผลที่เคารพในองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างมาก จึงได้ตั้งไว้ในฐานะเป็น “แม่เมือง” ส่วนครรภ์ที่ติดเจ้าจอมมารดาปรางไปนั้น ต่อมาก็คลอดออกมาเป็นชาย มีนามว่า “เจ้าน้อย” ซึ่งก็คือ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ผู้เป็นเชื้อสายโดยตรงสายหนึ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) เป็นเสมือนบิดาบุญธรรมในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อจัดงานพระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) พร้อมกัน เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) จึงกราบทูลความจริงที่แฝงนัยอันลึกซึ้งไว้ว่า “งานศพเจ้าพระยานครพัฒน์ ท่านบิดา”
สำหรับพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ในบันทึกเรื่องเล่าของท่านกลางที่คุณสมใจบันทึกไว้กล่าวว่า เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) บิดาท่านกลาง ซึ่งเป็นบุตรของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) นำมาบรรจุไว้ในบัวที่อยู่ในเก๋งจีน วัดประดู่พัฒนาราม ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ อยู่ในป่านอกตัวเมืองนครฯ เพื่อซ่อนไว้ โดยบัวบนบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีรูปปั้นเทวดารักษา 4 ทิศ ถัดลงมาเป็นรูปครุฑพ่าห์ 4 ทิศ อันเป็นเครื่องหมายของพระมหากษัตริย์ ส่วนบัวล่างบรรจุอัฐิเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เก๋งจีนหลังนี้สั่งวัสดุทุกชิ้นจากเมืองจีนมาประกอบ บานประตูเก๋งแกะสลักรูปสัญลักษณ์มงคลของจักรพรรดิจีน เช่น นกกระเรียนขาวหมวกแดง ไก่ฟ้าสีทองคำ ดอกโบตั๋น ลูกท้อ เหนือบานประตูเก๋ง แกะสลักเป็นรูปมังกร 2 พ่อลูก ด้านหน้าเก๋งจีนเป็นทางเข้ามีบันไดมีแท่นไหว้ 3 จุด เป็นระยะแบบเข้าเฝ้ากษัตริย์
ส่วนเจดีย์ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่คนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ท่านกลางเล่าว่า แท้จริงแล้วเป็นอัฐิของนายทหารที่ยอมตายแทนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
แต่เมื่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 พระราชทานมาให้โดยระบุว่าเป็นอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ก็จำเป็นต้องรับ และเพื่อมิให้เป็นที่ทรงระแวง จึงได้สั่งแผ่นศิลามาจากเมืองจีน ประกอบเป็นเจดีย์ บรรจุอัฐินั้นไว้ที่วัดพระมหาธาตุฯ ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของเมืองนครฯ พร้อมกับปลูกต้นหว้าไว้ 6 ต้น ชาวนครฯ เรียกเจดีย์นี้ว่า “เจดีย์หว้าหก” ซึ่งเป็นปริศนาว่า อัฐิที่บรรจุอยู่ในเจดีย์นี้ไม่ใช่พระบรมอัฐิจริง แต่เป็นเรื่องโกหก (“หว้าหก” หรือ “หวา-ฮก” ในสำเนียงใต้ หมายความว่า เขาว่าโกหกนั่นเอง – ผู้เขียน)
นอกจากเรื่องเล่าในสายสกุล ณ นคร แล้ว ยังมีเรื่องเล่าในสายสกุลอื่นที่สัมพันธ์ด้วยการติดตามรับใช้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาอีกมาก โดยเฉพาะสายสกุล ฝั่งชลจิตร ที่เป็นทหารองครักษ์รักษาพระองค์ ซึ่งมีเรื่องเล่าภายในตระกูลว่าบรรพบุรุษของตระกูลนี้ลี้ภัยมากับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้ว แล้วไม่ยอมกลับ ตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอพรหมคีรี โดยที่บ้านจะมีดาบ หอก และอาวุธโบราณอันใหญ่ๆ เป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับบ้านหลายหลังในละแวกนี้ ภาษาที่ใช้พูดกันในอำเภอพรหมคีรี ก็จะมีความแตกต่างออกไปจากที่อื่นเนื่องจากคนพรหมคีรีหลายตระกูลรับใช้ใกล้ชิดและลี้ภัยมาพร้อมกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จนมีคำกล่าวว่า “คนพรหมคีรีพูดข้าหลวง” เช่น กิน พูดว่า “เหวย” (เสวย) นอน พูดว่า “ทม” (บรรทม) มุ้ง พูดว่า “กรด”
เนื่องจากตระกูล “ฝั่งชลจิตร” เป็นทหารเกี่ยวข้องกับกองทัพเรือที่คอยถวายการอารักขา เรื่องราวที่เล่าสืบกันมาในตระกูล จึงมีรายละเอียดของเหตุการณ์การลี้ภัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า มีการเตรียมการวางแผนเป็นอย่างดี มีกองกำลังคอยระวังหลัง มีทหารรักษาพระองค์แบบประชิดตัว มีกองเรือมาส่งที่เรือสำเภาจีนที่จะล่องลงมลายู มีกองเรืออารักษ์ และมีทหารเดินเท้าตามมาสมทบ ระหว่างทางเสด็จหนีมายังเมืองนครศรีธรรมราช มีการติดตามต่อสู้ แต่เนื่องจากทหารที่มากับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีการเตรียมการตั้งรับ ประกอบกับนครศรีธรรมราชอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชที่เป็นเมืองใหญ่ มีกองทัพเรือเข้มแข็ง มีหัวเมืองในสังกัดอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งทางกรุงเทพฯ ยังมีภารกิจในการกำจัดทายาทของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และติดพันการศึกกับเขมรและพม่าที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ไม่สามารถติดตามได้โดยสะดวก
8. หลักฐานทางโบราณคดีที่สอดรับกับประวัติศาสตร์บอกเล่า
ประวัติศาสตร์บอกเล่าข้างต้น จะไม่มีความหมายและน้ำหนักความน่าเชื่อถืออะไรเลย หากไม่มีหลักฐานอื่น รวมทั้งหลักฐานทางโบราณคดีที่สอดรับกันมายืนยัน
ด้วยความอนุเคราะห์และสนับสนุนเป็นอย่างดีจากคุณอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช เราได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังโบราณสถานแห่งชาติหลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชซึ่งปกติจะมิได้เปิดให้คนเข้าไปได้ตลอดเวลา โดยมีคุณวชิรพงศ์ ยศเมฆ ผู้ประสานงานและรวบรวมข้อมูลของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สกุล ณ นคร กรุณาสละเวลามาให้ความรู้เกี่ยวกับโบราณสถานต่างๆ ที่เราเข้าไป รวมทั้งให้ข้อมูลหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ อีกมากที่เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตลอดระยะเวลา 2-3 วันที่เราลงพื้นที่ที่นครศรีธรรมราช และต่อไปนี้คือหลักฐานทางโบราณคดีที่สอดรับกับประวัติศาสตร์บอกเล่าดังกล่าวข้างต้น ซึ่งส่วนหนึ่งคุณวชิรพงศ์ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ที่ระลึกพิธีประดิษฐานและสมโภช พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช”

หอพระสูงหรือพระวิหารสูง
สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพร้อมกับพระศพของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ในปี พ.ศ. 2358 (1 ปีหลังจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช – พัฒน์ ถึงแก่อสัญกรรม และ 2 ปีหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จสวรรคต) สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพนี้ เดิมเป็นเนินดินสูง ใกล้ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อเสร็จพิธีปลงพระบรมศพ ได้สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย และพระวิหารครอบสถานที่ปลงพระบรมศพขึ้น ซึ่งต่อมาเรียกันว่า “หอพระสูงหรือพระวิหารสูง”

หอพระสูงเป็นอาคารทรงไทยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งบนเนินดินสูงกว่าพื้นปกติ 2.10 เมตร ตัวหอมีขนาดกว้าง 5.90 เมตร ยาว 8.40 เมตร สูง 3.50 เมตร หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผา ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน เป็นผนังทึบ 3 ด้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีทางขึ้นลง 2 ฝั่ง ฝั่งละ 18 ขั้น และมีบันไดขึ้นหอพระสูงอีก 7 ขั้น รวมเป็น 25 ขั้น การสร้างเป็นชั้นๆ ขึ้นบนเนินสูงแบบนี้ เป็นเหมือนสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแบบโบราณ แสดงถึงการส่งดวงพระวิญญาณซึ่งเป็นโอรสสวรรค์กลับคืนสู่สรวงสวรรค์
จิตรกรรมฝาผนังทั้ง 4 ด้านในหอพระสูง เป็นศิลปะภาพวาดสีจีน เขียนเป็นรูปดอกไม้ร่วง กลีบดอกสีน้ำตาล ก้านดอกสีคราม ก้านเกสรเป็นลายไทย จำนวน 210 ดอก ศิลปะภาพวาดสีจีนในอาคารทรงไทย เหมือนจะบ่งบอกนัยที่เกี่ยวพันทางเชื้อชาติ ลายดอกไม้ร่วงก็เหมือนจะบอกถึงสภาวะแห่งการปล่อยวางของบุคคลที่ผู้สร้างพระวิหารต้องการสื่อไปถึง

พระประธานในพระวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่มีแกนทำด้วยดินเหนียว โบกปูนปั้น หน้าตักกว้าง 2.40 เมตร สูง 2.80 เมตร สันนิษฐานว่าสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 23-24 หรือสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ฐานพระพุทธรูปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีศิลปะลวดลายปูนปั้นกลีบบัวคว่ำและบัวหงายแบบกาบบัวซ้อนกัน โดยด้านหลังจะสลับกับปูนปั้นลายลูกแก้ว ส่วนด้านหน้า จะมีศิลปะภาพวาดสีจีนเป็นลายเมฆและลายพระอาทิตย์ ตรงกลางเป็นอักษรจีนทำเป็นรูปพระอาทิตย์ อ่านว่า “ฝู” กับ “ฮก” ในภาษาแต้จิ๋ว หมายถึงผู้สูงศักดิ์ มากด้วยอำนาจบารมี และบุญวาสนาบนสวรรค์ แผ่สว่างไสวไปทุกทิศทางดั่งแสงพระอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีรูปดอกโบตั๋น, รูปนกไก่ฟ้า และรูปกระรอกขาว อันเป็นสัญลักษณ์ของจีนที่หมายถึงจักรพรรดิ หรือฮ่องเต้ หรือกษัตริย์ผู้เป็นโอรสสวรรค์ ศิลปะภาพวาดและปูนปั้นนี้มีอายุในราวสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่มีอิทธิพลศิลปะจีนเข้ามาปะปนผสมกับลวดลายศิลปะไทย
หอพระสูงแห่งนี้ ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นโบราณสถานที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้สร้างตั้งใจทำขึ้นเพื่อถวายความเคารพสูงสุดแก่ผู้สูงศักดิ์ มากด้วยอำนาจบารมีเทียบเท่าพระมหากษัตริย์หรือฮ่องเต้ของจีน ผ่านสิ่งปลูกสร้างและประติมากรรมไทยผสมจีน อันมีสัญญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงฐานะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวพันถึงความเป็นจีน หอพระสูงแห่งนี้จึงย่อมไม่ใช่วิหารธรรมดาที่สร้างเพื่อรำลึกถึงบุคคลอื่นที่มิใช่พระมหากษัตริย์ สอดคล้องกับประวัติศาสตร์บอกเล่าในสายสกุล ณ นคร ที่ระบุว่าเป็นที่ปลงพระศพของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เก๋งพระเจ้าตาก

เก๋งพระเจ้าตาก ตั้งอยู่ที่วัดประดู่พัฒนาราม ซึ่งเดิมเป็นวัดเล็กๆ อยู่ในป่านอกตัวเมืองนครฯ กล่าวกันว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ กับ พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ผู้ซึ่งขึ้นครองเมืองได้ 4 ปี ได้นำพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาบรรจุในบัวเจดีย์ พระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น เจ้าพระยา ในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 และเมื่ออสัญกรรมระหว่างยกทัพไปปราบกบฏเมืองไทรบุรี พระยานครศรีธรรมราช (น้อยกลาง) ผู้เป็นบุตรคนกลางขึ้นครองเมือง ได้นำอัฐิบิดามาบรรจุไว้ที่เดียวกับของพระอัยกา และได้สั่งให้แกะสลักไม้สัญลักษณ์กษัตริย์ตามธรรมเนียมแบบจีนจากเมืองจีนมาครอบบัวเจดีย์ ซึ่งต่อมาชาวเมืองนครศรีธรรมราช เรียก เก๋งพระเจ้าตาก หรือ ตึกเจ้าตาก
เก๋งจีนพระเจ้าตากเป็นอาคารทรงไทยสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศใต้ ตัวเก๋งมีขนาดกว้าง 6.40 เมตร ยาว 10.30 เมตร ผนังก่ออิฐถือปูนทึบ 3 ด้าน ด้านหน้าเป็นเครื่องไม้ แกะสลักเป็นลวดลายมังกรพ่อลูก 1 คู่ และฉลุลวดลายมงคลต่างๆ สำหรับพระมหากษัตริย์ตามความเชื่อของจีน เช่น นกกระเรียนขาวหมวกแดงคาบสาร, นกกระเรียนขาวหมวกแดงในสระบัว, ไก่ฟ้าสีทองคำ, ดอกโบตั๋น, ดอกพุดตาน, ดอกบัวตูมบัวบาน, ลูกท้อ, ลายเหรียญจีนที่ประตู, ลายก้อนเมฆ ช่องระบายอากาศทั้ง 2 ช่อง เป็นอิฐดินเผาจากเมืองจีน เครื่องบนเป็นเครื่องไม้ หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องดินเผา บนสันหลังคาเป็นปูนปั้นคำว่า “เล้ง” ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “หลง” ในภาษจีนกลาง ซึ่งแปลว่า “มังกร” อันเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ ด้านหน้าเก๋งจีนเป็นทางเข้า มีบันไดทางขึ้น 5 ขั้น มีแท่นไหว้ 3 จุด เป็นระยะ แบบเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ท้องพระโรง
ภายในเก๋งจีน ซึ่งตามประวัติศาสตร์บอกเล่ากล่าวว่าประดิษฐานบัวบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ด้านบน และบัวบรรจุอัฐิของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ไว้ด้านล่างนั้น ลักษณะของบัวเป็นเจดีย์ไม้ย่อมุม 12 ขนาดฐานกว้าง 1.70 เมตร สูง 3.10 เมตร ยอดทำเป็นดอกบัวตูม ฐานชั้นล่างสุดเป็นฐานสิงห์ มีฐานบัวซ้อนขึ้นไปอีก 2 ชั้น ตกแต่งด้วยลายปูนปั้น ลายกนกไทย ลายกระจังตาอ้อย ลงรักปิดทองและปิดกระจกสีสวยงาม มีรูปปั้นเทพพนมทั้ง 4 ทิศ รูปครุฑพ่าห์อีก 4 ทิศ อันเป็นเครื่องหมายของพระมหากษัตริย์ ต่างจากเก๋งจีนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) ที่วัดแจ้ง ซึ่งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) เป็นผู้สร้าง ทำเป็นบัวบรรจุอัฐิเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) กับ หม่อมทองเหนี่ยว เป็น 2 บัว ไม่มีครุฑพ่าห์ เหนือบานประตูเก๋งจีนก็ไม่มีรูปมังกร แม้ในอดีตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจะทรงแต่งตั้งให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) เป็นเจ้าประเทศราช ดำรงพระยศเป็นพระเจ้าขัตติยราชนิคม
นักโบราณคดีลงความเห็นว่า เก๋งพระเจ้าตากน่าจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 23-24 หรือสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น หลักฐานทางประวัติศาสตร์และทางโบราณคดีเกี่ยวกับเก๋งพระเจ้าตากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สอดรับกับบันทึกของคุณสมใจ ณ นคร ประธานมูลนิธิ สกุล ณ นคร และสายสัมพันธ์ ที่เขียนถึงคุณอาณัติ บำรุงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 14 นครศรีธรรมราช ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งระบุว่า “ลูกหลานสกุล ณ นคร ที่สืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยานครพัฒน์ เจ้าพระยานครน้อย และชาวเมืองนครศรีธรรมราช ต่างเชื่อมั่นว่า เก๋งพระเจ้าตาก วัดประดู่พัฒนาราม เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และอัฐิเจ้าพระยานครน้อย พระโอรสสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในเจ้าจอมมารดาปราง” และ “ใน พ.ศ. 2502 ถือเป็นปีมหามงคลสำหรับพสกนิกรชาวนครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่เมืองนครศรีธรรมราช และในครั้งนั้นพระองค์เสด็จมาที่เก๋งพระเจ้าตาก วัดประดู่ เป็นการส่วนพระองค์ และทรงปลูกต้นประดู่ไว้ 1 ต้น หน้าเก๋งพระเจ้าตาก”
เจดีย์หว้าหก

เจดีย์หว้าหก ประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองนครศรีธรรมราช เป็นเจดีย์หกเหลี่ยมถอดประกอบได้ ทำจากศิลาที่สั่งมาจากเมืองจีน ฐานแกะสลักเป็นลายขาสิงห์และลายใบไม้ ไม่มีสัญลักษณ์ใดบ่งบอกว่าเป็นบัวเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด จึงน่าเชื่อว่าเป็นเจดีย์ที่บรรจุอัฐิของนายทหารที่สละชีพแทนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตามประวัติศาสตร์บอกเล่าที่เล่าขานกันมาในสายสกุล ณ นคร
ตำหนักเจ้าจอมมารดาปราง

ตำหนักเจ้าจอมมารดาปราง ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) สร้างขึ้น ให้เป็นวังถวายแด่เจ้าจอมมารดาปราง ที่ยกขึ้นไว้เป็น “แม่เมือง” ปัจจุบันยังปรากฏหลักฐานอยู่บริเวณวัดวังตะวันออกและวัดวังตะวันตก ลายไม้แกะสลักที่ตำหนักเป็นเสี้ยวกาง เทพทวารบาลแบบจีน แสดงถึงฐานะของความเป็นวัง มิใช่บ้านเรือนของคนธรรมดา ลวดลายดอกไม้ร่วง ก็พ้องกับรูปดอกไม้ร่วงในหอพระสูง ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานที่ปลงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ลายดอกโบตั๋น และ ไก่ฟ้า ก็มีความคล้ายคลึงกับที่เก๋งพระเจ้าตาก วัดประดู่พัฒนาราม เป็นอย่างยิ่ง
เขาขุนพนม
ประวัติศาสตร์บอกเล่าในสายสกุล ณ นคร และสายสกุลอื่นที่บรรพบุรุษเคยรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชล้วนยืนยันว่า ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เข้ายึดพระราชวังกรุงธนบุรีของพระยาสรรค์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสด็จลี้ภัยทางเรือ และทรงมาพำนักบำเพ็ญธรรมอยู่ที่เขาขุนพนม อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช จนเสด็จสวรรคต
เขาขุนพนมเป็นภูเขาหินปูนลูกโดดเตี้ยๆ มีต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น มีถ้ำหินปูนที่มีหินงอกหินย้อยหลายถ้ำ สถานที่ทรงประทับและทรงถือศีลอยู่บนยอดเขา จะมีเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์และทหารราชองครักษ์เท่านั้นที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ขึ้นไปได้ ลักษณะโดยรอบก่อกำแพงแบบกำแพงวัดหรือกำแพงวังเพื่อกั้นอาณาเขตและสถานที่ถือศีลกับสถานที่ประทับอย่างชัดเจน ซึ่งยังปรากฏหลักฐานให้เห็นจนทุกวันนี้ บนกำแพงเคยมีชามสังคโลกแบบจีนติดฝังไว้ ปัจจุบันถูกขโมยไปมีการเอาชามตราไก่มาฝังติดไว้แทน

ทางขึ้นเขาสู่สถานที่ประทับปัจจุบันทำเป็นบันไดสูง 245 ขั้น ตามรายทางก่อนถึงยอดเขา จะมีสิ่งปลูกสร้างและรูปปั้นของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่อให้นักท่องเที่ยวกราบไหว้และทำบุญ โดยมีคำบรรยายว่าสถานที่ตรงนี้พระองค์ท่านเคยเสด็จพระราชดำเนินมาประทับพักผ่อนพระอิริยาบทบ้าง หรือไม่ก็เคยเป็นพระตำหนักขณะทรงผนวชบ้าง ซึ่งยังไม่มีการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจริงหรือไม่ เมื่อขึ้นไปครบ 245 ขั้นจนถึงลานหน้าถ้ำซึ่งเป็นสถานที่ประทับแล้ว ด้านขวามือจะมีทางแยกลงไปอีก 55 ขั้น สู่เบื้องล่างเป็นถ้ำขนาดใหญ่ คือ ถ้ำตากฟ้า ลักษณะภายในถ้ำเป็นที่โล่งกว้างจุคนได้เป็นพัน มีปล่องแสงขนาดใหญ่ด้านบน ทำให้ภายในถ้ำสว่างและอากาศถ่ายเทได้ดี ปัจจุบันทางวัดเขาขุนพนม ได้ถมพื้นถ้ำให้สูงขึ้น และนำพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาประดิษฐานไว้ภายในถ้ำ

ด้านล่างเขาขุนพนม จะมีโบสถ์มหาอุตม์ บ่อสรงน้ำของพระเจ้าตากสินมหาราช เตาเผาเครื่องปั้นดินเผา และสระน้ำสำหรับข้าราชบริพาร
การที่เลือกเขาขุนพนมเป็นที่ประทับบำเพ็ญธรรมของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพราะเขาขุนพนมเป็นชัยภูมิที่เหมาะสม นอกจากเป็นป่ารกทึบ เงียบสงบและอยู่ห่างไกลชุมชน เหมาะสำหรับการบำเพ็ญธรรมแล้ว ยังเป็นที่ที่ไม่มีใครสามารถเข้าถึงตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โดยง่าย ประกอบกับทำเลที่ตั้งของเขาขุนพนมมีเส้นทางหลบหนีหรือติดต่อทางน้ำได้สะดวก เนื่องจากสมัยนั้นปากน้ำปากพูนเป็นท่าเรือขนาดใหญ่สามารถออกทะเลได้ ทั้งมีคลองเล็กคลองน้อยที่แตกสาขาออกมา ในบริเวณเขาขุนพนมเองก็มีคลองที่สามารถเชื่อมถึงกันได้กับคลองที่แตกสาขามาจากปากน้ำปากพูน หากเกิดอะไรขึ้นก็สามารถอาศัยลำน้ำเคลื่อนไหวได้สะดวกไม่แพ้การเดินป่า ตามบันทึกของคุณสมใจ ณ นคร บอกว่า “รอบเขาขุนพนมและอำเภอพรหมคีรี นครศรีธรรมราช เป็นป่ารกทึบ การเดินทางลำบากมาก ต้องอาศัยช้าง จะมีช้าง 2 เชือก เดินทางจากในวังกับเขาขุนพนม สลับกันเดือนละครั้ง ช้างจากในวังจะขนเสบียงข้าวสารและอาหารไปเขาขุนพนม ช้างจากเขาขุนพนมจะนำของป่ากลับเข้าตัวเมืองนคร และบริเวณรอบเขาขุนพนม รัศมี 1-3 กิโลเมตร จะมีบุตรเจ้าพระยานครพัฒน์ ปลูกบ้านรายเรียงเป็นระยะๆ ล้อมรอบเขาขุนพนมเพื่ออารักขาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปัจจุบันนี้ ยังมีลูกหลาน ณ นคร เชื้อสายเจ้าพระยานครพัฒน์อาศัยอยู่อำเภอพรหมคีรี ใกล้เขาขุนพนมหลายครอบครัว”



นอกจากหลักฐานทางโบราณสถานเขาขุนพนมที่สอดรับกับประวัติศาสตร์บอกเล่าเรื่องราวพระเจ้าตากสินแล้ว โบราณวัตถุรอบๆ เขาขุนพนม ไม่ว่าจะเป็นอาวุธแบบโบราณ หรือ เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดค้นพบในภายหลัง ล้วนยืนยันถึงความมีอยู่จริงของขบวนทัพลี้ภัยของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มายังที่นี่ทั้งสิ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น ณ เขาขุนพนมแห่งนี้ ยังมีโบราณวัตถุสำคัญและล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่งที่เพิ่งค้นพบและเปิดเผยสู่สาธารณะในฐานะกุญแจดอกสำคัญที่ไขปริศนาเหตุการณ์ในคืนวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเสด็จลี้ภัยออกจากกรุงธนบุรีมายังนครศรีธรรมราช รวมทั้งการใช้ชีวิตของพระองค์ท่านที่เขาขุนพนม โบราณวัตถุชิ้นนั้นคือ “พระพุทธบาทเขาขุนพนม”


9. รอยพระพุทธบาทเขาขุนพนมบอกอะไรเรา?

ในหนังสือ “ที่ระลึกพิธีประดิษฐานและสมโภช พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ จังหวัดนครศรีธรรมราช” บรรยายว่า ภายหลังพิธีปลงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ พระศพเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ในปี พ.ศ. 2358 พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ซึ่งทรงกำกับราชการกลาโหมในเวลานั้น พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 กับเจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่ พระธิดาของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) และได้รับพระบรมราชานุญาตเป็นผู้แทนพระองค์ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 2 ลงมาปลงพระศพเจ้าคุณตา เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) พระองค์ทรงร่วมกับเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) สร้างบัวเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ใกล้กับบัวเจดีย์สมเด็จพระอริยวงษาญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สี) ณ วัดประดู่พัฒนาราม และทรงจัดสร้างพระพุทธบาททำด้วยไม้เทพทาโร 2 แผ่น มาประกบกัน ภายในแกะสลักเป็นภาพนูนเด่นมีร่องลึกและใช้เงินยวง คือโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับดีบุกหลอมในแม่พิมพ์ แล้วนำมาติดบนภาพแกะสลักในลักษณะแบบการดุนโลหะอันเป็นศิลปะสกุลช่างจีน ทำให้ภาพแกะสลักคงทนถาวรยิ่งขึ้น จากนั้นก็นำไปประดิษฐานไว้ที่เขาขุนพนม บริเวณซอกถ้ำที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถือศีล

รูปภาพในพระพุทธบาทเขาขุนพนมมีครบ 108 ช่องตามหลักพระวินัยบัญญัติในพระพุทธศาสนา แต่ต่างจากพระพุทธบาททั่วไปตรงที่มิใช่สัญลักษณ์มงคล 108 ซึ่งเป็นคติการสร้างรอยพระพุทธบาทแบบโบราณอันแสดงถึงพระพุทธประวัติในพระพุทธศาสนา หากแต่เป็นภาพที่บันทึกเพื่อซ่อนความหมายเรื่องราวเหตุการณ์ปลายรัชสมัยที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงประสบจนต้องเสด็จลี้ภัยมายังนครศรีธรรมราช บำเพ็ญธรรม และเสด็จสวรรคตที่เขาขุนพนม

พระพุทธบาทเขาขุนพนมประดิษฐานอยู่บริเวณซอกถ้ำที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเคยประทับโดยไม่มีใครสนใจมาเป็นเวลายาวนาน กระทั่งเมื่ออาจารย์ชวลิต อังวิทยาธร นักประวัติศาสตร์พื้นบ้านแห่งเมืองนครศรีธรรมราชได้ไปพบและลอกลายจากรูปรอยที่แกะสลักไว้ในพระพุทธบาทดังกล่าวมาศึกษา แต่ก็ไม่สามารถอ่านทำความเข้าใจความหมายในรอยพระพุทธบาทดังกล่าวได้ เมื่ออาจารย์ชวลิตถึงแก่กรรม คุณพิมลศิริ อังวิทยาธร ภรรยาได้เก็บม้วนกระดาษที่ลอกลายรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ จนเมื่อมาพบคุณวชิรพงศ์ ยศเมฆ คุณพิมลศิริจึงมอบกระดาษม้วนนั้นให้ ซึ่งเมื่อคุณวชิรพงศ์เปิดออกดู ก็สามารถอ่านและตีความปริศนาที่ซ่อนไว้ภายใต้รูปภาพนั้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

ในวันที่เราลงพื้นที่ที่นครศรีธรรมราช คุณวชิรพงศ์ ยศเมฆ ได้กรุณาอ่านและตีความถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปภาพในรอยพระพุทธบาทเขาขุนพนมตั้งแต่ช่องแรกไปจนช่องสุดท้าย รวม 108 ช่อง ซึ่ง ณ ที่นี้ เราขอนำมาถ่ายทอดเฉพาะเนื้อหาที่สำคัญบางส่วนที่ยืนยันถึงการเสด็จลี้ภัยมาที่นครศรีธรรมราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
พระพุทธบาทเขาขุนพนมทำด้วยไม้เทพทาโร 2 แผ่น มาประกบกัน บ่งบอกให้เห็นว่าเป็นการทำที่อิงคติแบบจีนซึ่งมักใช้หยก 2 ซีกประกบกัน แบ่งให้พี่น้องไปคนละซีก เพื่อให้พี่น้องรักใคร่สามัคคีกัน พลัดพรากจากกันไปไหน ก็จะได้ติดตามหาและกลับมารวมตัวกัน ไม้เทพทาโร 2 แผ่นนี้ก็เช่นกัน แผ่นหนึ่งแผ่นใดหายไป ทุกอย่างก็จะต่อไม่ติด ความสูงของแผ่นไม้เท่ากับความสูงของคน ลวดลายแกะสลักเป็นแบบช่างจีน มีพิมพ์ที่แตกต่างกันเป็น 3 พิมพ์ จึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีช่างจีน 3 คนช่วยกันแกะสลัก โดยมีการใช้เงินยวงบุลงไปในลายแกะสลักอีกที

การอ่าน อ่านจากซ้ายไปขวาตามหนังสือไทย
แถวที่ 1 ช่องแรกเป็นรูปดาบ ช่องที่ 2 คือ ดาบอยู่ในปราสาทราชวัง ดาบเข้าไปในวังหมายถึงมีการยึดอำนาจเกิดขึ้นโดยใช้กำลังทหาร เพราะประชาชนจะไม่มีสิทธิ์ถือดาบเข้าวัง ช่องที่ 3 คือ พระแสงตรีศูล ช่องที่ 4 คือ พระแสงขรรค์ชัยศรีตั้งบนพาน ช่องที่ 5 คือ พระแสงจักร ซึ่งพระแสงตรีศูลกับพระแสงจักร คือตราประจำราชวงศ์ใหม่ พระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นพระแสงศาสตราวุธประจำองค์พระมหากษัตริย์ และเป็นหนึ่งในห้าของเบญจราชกกุธภัณฑ์ ช่องที่ 6 คือ พระมหามงกุฎ หรือพระมหาพิชัยมงกุฎ หนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์เช่นกัน ช่องที่ 7 พระสุพรรณบัฏ คือ ตราตั้งที่เป็นแผ่นทองคำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจารึกพระนามพระมหากษัตริย์ ซึ่งพราหมณ์จะอ่านโองการบอกสวรรค์ถึงการเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ และช่องที่ 8 คือ พระแสงของ้าว ซึ่งเป็นอาวุธประจำพระองค์ของพระมหากษัตริย์ สรุปความใน 8 ช่องแรกซึ่งอยู่บนแถวที่ 1 ของรอยพระพุทธบาทคือ มีการยึดอำนาจโดยกำลังทหาร มีการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ และมีการเถลิงถวัลย์ราชสมบัติของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
แถวที่ 2 ช่องที่ 9 เป็นรูปปลาฉลามที่มีอาการโกรธเกรี้ยว เนื่องจากเจอปลาฉลามอีกตัวหนึ่งในช่องที่ 10 แยกเขี้ยวใส่ โดยมีอักษรขอม ตัว ช ช้าง และ ป ปลา ซึ่งหมายถึงชนกับประจัญบานกำกับอยู่ การใช้รูปปลาฉลามและคลื่นบ่งบอกความหมายว่าเป็นการเดินทางทางน้ำ ช่องที่ 11 ปลาฉลามตัวแรกติดดาบสู้ แต่ก็ถูกไล่ล่าด้วยกองหนุนของปลาฉลามตัวที่ 2 คือปลา 2 ตัวในช่องที่ 12 มีการยิงปืนใหญ่จากปลาฉลามตัวที่ 2 สกัดการหลบหนีของปลาฉลามตัวแรกโดยอธิบายผ่านด้วยรูปปลาฉลามมีงวงในช่องที่ 13 แต่ในที่สุดฝ่ายไล่ล่าพ่ายแพ้ เป็นปลาหงายท้องในช่องที่ 14 ปลาฉลามตัวแรกจึงว่ายน้ำต่อไปอย่างสบายใจในช่องที่ 15 โดยไม่มีอาการแยกเขี้ยวเกรี้ยวโกรธเหมือนช่องที่ 9 ที่ถูกไล่ล่า ช่อง 16 คือ ภูเขาสามยอด มีถ้ำตรงกลาง หมายถ้ำพระยานคร เขาสามร้อยยอด ภาพในแถวที่ 2 ต้องการบอกว่า การเสด็จลี้ภัยออกจากพระราชวังกรุงธนบุรีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในครั้งนั้น เสด็จมาทางเรือ มีการต่อสู้กับการติดตามไล่ล่า แต่ในที่สุดพระองค์ท่านก็ทรงสามารถรอดพ้นจากการไล่ล่ามาได้ และทรงมาแวะพักเพื่อสะสมเสบียงที่ถ้ำพระยานคร เขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
แถวที่ 3 ช่องที่ 17 กับ 18 คือ รูปปลาคู่ กับ วัว หมายถึงเดือนมีนาคม ปีฉลู ช่องที่ 19, 20 และ 21 คือ รูปช้างสามเศียร มังกร และเรือสำเภา หมายถึงบุคคลที่เป็นพระมหากษัตริย์ ที่เคยประทับอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม ซึ่งบนยอดพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามจะมีช้างสามเศียรอยู่ บุคคลท่านนี้ได้เดินทางโดยเรือสำเภา ช่องที่ 22, 23 และ 24 คือรูปแม่วัวที่มีเครื่องทรงบรรดาศักดิ์กับลูกวัว รูปดอกบัวซึ่งเป็นตรานครศรีธรรมราช และรูปพระเก้าอี้ ซึ่งหมายความว่าพระองค์ท่านทรงมาพบเจ้าจอมมารดาปรางกับเจ้าน้อยที่เมืองนครศรีธรรมราช รอยพระพุทธบาทในแถวที่ 3 นี้ ยืนยันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จออกจากกรุงธนบุรีในเดือนมีนาคม ปีฉลู พ.ศ. 2324 ก่อนที่เจ้าพระยาจักรีจะยกทัพกลับมาและเข้ากรุงธนบุรีในวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ ซึ่งตรงกับวันที่ 6 เดือนเมษายน ปีขาล พ.ศ. 2325

แถวที่ 4 ช่องที่ 27 – 29 คือรูปพระพรหมถือดอกบัว ไม่ได้ถือเทพศาตรา คทาอาญาสิทธิ์ ฯลฯ เหมือนพระพรหมทั่วไป ซึ่งหมายถึงพระองค์ท่านทรงมาถือศีลบำเพ็ญธรรมที่นครศรีธรรมราช ซึ่งมีตราเมืองนครศรีธรรมราชเป็นรูปดอกบัวอยู่ในช่องที่ 31 และทรงมาพำนักอยู่ที่เขาขุนพนม ซึ่งก็คือรูปภูเขาในช่องที่ 32

สำหรับช่องที่ 33 หรือ ช่องแรกของแถวที่ 5 คือรูปกษัตริย์ฉลองพระองค์เต็มยศ ทรงพระมาลา มีสร้อยสังวาลย์ ทับทรวง ถือพระแสงขรรค์ชัยศรี กับ ดอกบัว มีอักษรขอม 3 ตัว คือ ช ผ ส ซึ่ง ช คือ ชุดฉลองพระองค์ ผ คือ เผา ส คือ สิน หมายถึงชุดฉลองพระองค์เพื่อเตรียมปลงพระบรมศพ
ช่องแรกของแถวที่ 6-9 จะเป็นรูปคนถือศีลที่ภาพเล็กลงเรื่อยๆ และชราภาพลง ยืนยันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถือศีลบำเพ็ญธรรมอยู่ที่เขาขุนพนม มิได้ทรงผนวชแต่อย่างใด โดยมีเจ้าจอมปราง ที่แทนด้วยรูปนกยูงมีเครื่องทรงคอยดูแลชีวิตประจำวัน ในรอยพระพุทธบาทยังมีรูปม้าเร็วสำหรับใช้สื่อสาร และรูปช้าง 2 เชือก ที่ใช้เดินทางระหว่างเขาขุนพนมกับวังเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช รวมทั้งมีรูปเสือซึ่งหมายถึงทหารเสือของพระองค์ท่านที่ติดตามมาอารักขา

แถวที่ 13 ช่องแรก คือ บัวเจดีย์ที่บรรจุพระบรมอัฐิ ช่องที่ 2 ของแถวนี้ คือ เชิงเทินปลงพระบรมศพ ช่องต่อมาและช่องที่อยู่เหนือขึ้นไป คือ รูปพระพรหมลอยขึ้นฟ้า ซึ่งหมายถึงการเสด็จสู่สรวงสวรรค์ของพระองค์ท่าน
ปัจจุบัน พระพุทธบาทเขาขุนพนมมิได้อยู่ ณ ที่ซึ่งเคยตั้งอยู่ เพราะพลันที่มีข่าวว่า เป็นรอยพระพุทธบาทเล่าเรื่องราวการเสด็จลี้ภัยมาประทับที่นครศรีธรรมราชของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทางวัดจึงได้ย้ายออกไปเก็บไว้ที่อื่น อย่างไรก็ดี คุณวชิรพงศ์ ยศเมฆ ผู้ประสานงานและรวบรวมข้อมูลของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สกุล ณ นคร ยังคงเก็บรักษาต้นฉบับลอกลายของรอยพระพุทธบาทนี้ไว้ และกำลังเรียบเรียงการตีความที่สมบูรณ์เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ในส่วนนี้อย่างถูกต้องต่อไป
10. ทำไมพระเจ้าตากสินไม่คิดสู้?
ถ้าหากสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จลี้ภัยออกจากกรุงธนบุรีมาประทับที่นครศรีธรรมราชจริง คำถามที่ตามมาคือทำไมพระองค์ท่านไม่ทรงคิดสู้?จากการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทั้งของไทยและต่างประเทศ อาจอนุมานได้ว่าการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตัดสินพระทัยเสด็จลี้ภัยออกจากกรุงธนบุรีไม่ทรงคิดต่อสู้ น่าจะมาจากเหตุผลสำคัญ 3 ประการคือ
ประการแรก ดุลกำลังทางทหารเป็นรอง
ในประวัติศาสตร์การยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์มีรูปแบบหลัก 3 รูปแบบ คือ หนึ่ง สับเปลี่ยนกองกำลังทหาร สอง ใช้แม่ครัวในห้องเครื่องวางยาพิษในพระกระยาหาร และสาม ซื้อตัวมหาดเล็ก ขณะเดียวกัน สัจธรรมที่ว่า “อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน” หรือ ใครครองอำนาจในกองทัพ ผู้นั้นก็ครองบ้านครองเมือง ยังคงพิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าที่มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกัน
นับแต่ตีฝ่าทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2310 กระทั่งสามารถกอบกู้เอกราช รวบรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกรำศึกมาตลอดเกือบทั้งรัชสมัยของพระองค์ จวบจนช่วงปลายรัชกาลที่บ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคง พระองค์ทรงหันเข้าสู่การเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง โดยทรงแต่งตั้งเจ้าพระยาจักรีขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่บัญชาการรบเรื่อยมา พระราชพงศาวดารไทย ฉบับพระราชหัตถเลขา ได้บันทึกถึงความพึงพอพระราชหฤทัย และความไว้วางพระทัยของพระองค์ที่มีต่อเจ้าพระยาจักรี (ซึ่งแม้จะยังขัดแย้งกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นอื่น) ว่า ในเดือนหก ปีระกา นพศก ศักราช 1139 (พ.ศ. 2320) พระองค์ท่าน “ทรงพระกรุณาโปรดปูนบำเหน็จเจ้าพระยาจักรี ตั้งให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหิมา ทุกนคราระอาเดช นเรศวรราช สุริยวงศ์องค์อัครบาทมุสิกากรบวรรัตนปรินายก ณ กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา แล้วพระราชทานพานทองเครื่องยศเหมือนอย่างเจ้าต่างกรม ใหญ่ยิ่งกว่าท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง” ครั้นลุศักราช 1142 ปีขาล โทศก (พ.ศ. 2323) ก็ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงนายฤทธิ์ หลานเจ้าพระยาจักรี เป็น พระยาสุริยอภัย ขึ้นไปครองเมืองนครราชสีมา กุมกำลังทหารหัวเมืองภาคอีสานแทนพระยากำแหงสงครามที่ลงมารับราชการอยู่ ณ กรุงธนบุรี ส่วนเจ้าพระยาสุรสีห์ ผู้เป็นน้องของเจ้าพระยาจักรี ก็โปรดเกล้าฯ ให้คุมทัพหน้า ออกศึกคู่กับเจ้าพระยาจักรีผู้เป็นแม่ทัพใหญ่มาโดยตลอด เป็นอันว่าตอนนี้ กองกำลังทหารสำคัญทั้งหมดอยู่ในมือของเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ ผู้เป็นน้อง และ พระยาสุริยอภัย ผู้เป็นหลาน
เมื่อเกิดเหตุการณ์กบฏที่กรุงกัมพูชานำโดยเจ้าฟ้าทลหะ (มู) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาจักรี เป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์ ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ เป็นทัพหน้า แล้วให้พระเจ้าลูกเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์ลาผนวช ยกกองทัพไปกับพระยากำแหงสงครามเจ้าเมืองนครราชสีมาเก่า เป็นเกียกกายกองหนุน พระยานครสวรรค์ เป็นยกกระบัตรทัพ พระเจ้าหลานเธอกรมขุนรามภูเบศร์ เป็นกองหลัง พระยาธรรมา เป็นกองลำเลียง ทั้งหกทัพ รวมคนได้หนึ่งหมื่น ยกไปตีเมืองพุทไธเพ็ชรเพื่อจับเจ้าฟ้าทลหะ (มู) และขุนนางพรรคพวกซึ่งเป็นกบฏนั้นฆ่าเสียให้สิ้น แล้วให้เจ้าพระยาจักรีตั้งพระเจ้าลูกเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์ อยู่ครองเมืองกัมพูชาธิบดีสืบไป
อย่างไรก็ดี ขณะเกิดเหตุการณ์กบฏที่กรุงกัมพูชานั้น ที่กรุงธนบุรีก็เกิดเหตุวุ่นวายหลายประการ ราษฎรร้องเรียนว่าถูกกลั่นแกล้งให้ร้าย ถูกกล่าวหาว่าลักลอบขายของต้องห้ามไปต่างประเทศบ้าง ลักพระราชทรัพย์เงินทองในท้องพระคลังบ้าง พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขา บันทึกเหตุการณ์ตอนนี้ว่า “ไม่ขายว่าขาย….. ไม่ลักว่าลัก

ขณะเดียวกัน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขา ยังบันทึกไว้ด้วยว่า ที่กรุงศรีอยุธยา ก็เกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้นเหมือนกัน นำโดย นายบุญนาก นายบ้านแม่ลา แขวงกรุงเก่า กับขุนสุระ กล่าวหาว่า
“บ้านเมืองเป็นจลาจล เดือดร้อนทุกเส้นหญ้า เพราะพระเจ้าแผ่นดินไม่เป็นธรรม กระทำข่มเหงเบียดเบียฬประชาราษฎรเร่งเอาทรัพย์สิ่งสิน เมื่อแผ่นดินเป็นทุจจริตดังนี้ เราจะละไว้มิชอบ ควรจะชักชวนส้องสุมประชาชนทั้งปวง ยกลงไปตีกรุงธนบุรี จับพระเจ้าแผ่นดินผู้อาสัตย์สำเร็จโทษเสีย แล้วจะถวายสมบัติแก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ให้ครอบครองแผ่นดินสืบไป”
จากนั้น นายบุญมากกับขุนสุระ ก็ยกพวกเข้าปล้นจวนพระพิชิตณรงค์ ซึ่งเป็นผู้รักษากรุงเก่า จับตัวผู้รักษากรุง กับกรมการฆ่าเสีย แต่มีกรมการบางคนหนีรอดมาได้ รีบลงมากรุงธนบุรี กราบทูลให้ทราบเหตุ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงดำรัสให้พระยาสรรคบุรีขึ้นไปปราบกบฏที่กรุงเก่า แต่เมื่อพระยาสรรค์ขึ้นไปกรุงเก่าแล้ว กลับไปเข้าร่วมมือกับพวกนายบุญมาก ขุนสุระ แล้วเป็นนายทัพยกลงมาตีกรุงธนบุรีเสียเอง
ข้อความและเนื้อหาดังกล่าวข้างต้นที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขาที่ยกมานี้ หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่า ขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมิได้ทรงกุมกำลังทหารที่แท้จริง บ้านเมืองก็เกิดเหตุจลาจลวุ่นวายไปทั่วทั้งที่เมืองหลวงและที่กรุงเก่า ที่น่าสังเกตคือที่กรุงเก่า คนระดับผู้ใหญ่บ้าน เช่นนายบุญนาก นายบ้านแม่ลา ถึงกับกล้านำการก่อกบฏ แล้วประกาศจะจับพระเจ้าแผ่นดินสำเร็จโทษ ถวายสมบัติแก่เจ้าพระยาจักรี ทั้งคนระดับนายบ้านผู้นี้ยังมีความสามารถถึงขั้นเกลี้ยกล่อมคนระดับพระยาที่ยกทัพไปปราบให้เป็นพวก แล้วนำกำลังยกกลับมาล้อมพระราชวังกรุงธนบุรีเสียอีก!
ข้อสังเกตข้างต้นนี้ บางทีคำตอบอาจมีอยู่แล้วในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขา ที่บังเอิญบันทึกไว้ใกล้ๆ กันว่า
“แต่ก่อนพระยาสรรค์ยังไม่เข้าตีกรุงธนบุรีนั้น ฝ่ายพระยาสุริยอภัยผู้ครองเมืองนครราชสีมาได้ทราบว่า แผ่นดินเป็นจลาจล มีคนขึ้นไปแจ้งเหตุ จึงออกไปณเมืองนครเสียมราบ แถลงการ แผ่นดินเกิดยุคเข็ญนั้นแก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงให้พระยาสุริยอภัยรีบยกกองทัพลงไปกรุงธนบุรีก่อน แล้วจะยกทัพใหญ่ตามลงไปภายหลัง พระยาสุริยอภัยก็กลับมาณเมืองนครราชสีมา ให้พระอภัยสุริยาปลัดผู้น้องอยู่รักษาเมือง แล้วก็จัดแจงกองทัพได้พลไทยลาวพันเศษ ก็รีบยกลงมา ณกรุงธนบุรี และกองทัพเมืองนครราชสีมา มาถึงกรุงธนบุรี ณวัน ศุกรเดือนห้า ขึ้นเก้าค่ำ พอพระยาสรรค์ตีกรุงได้เข้านั่งเมืองอยู่แล้ว……….
“ฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เมื่อให้พระยาสุริยอภัย ยกมาแล้ว จึงแต่งหนังสือบอกข้อราชการแผ่นดินอันเป็นจลาจล ให้คนสนิทถือลงไปแจ้งแก่เจ้าพระยาสุรสีห์ ซึ่งลงไปตั้งทัพอยู่ณเมืองพนมเพ็ญ ให้กองทัพเขมร พระยายมราชเข้าล้อมกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้อย่าให้รู้ความ แล้วรีบเลิกทัพ กลับเข้าไป ณ กรุงโดยเร็ว แล้วให้บอกไปถึงพระยาธรรมา ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองกำพงสวาย ให้จับกรมขุนรามภูเบศร์จำครบไว้ แล้วให้เลิกทัพกลับเข้ามาณกรุงธนบุรี แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ให้ตรวจเตรียมพลโยธาหาญพร้อมแล้ว ให้เอาช้างเข้าเทียบเกย แล้วขึ้นบนเกยจะขี่ช้าง…..”
จากนั้น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (เจ้าพระยาจักรี) ก็ทรงช้าง แล้วยกทัพช้างม้ารี้พลคนประมาณ 5,000 เศษ เดินทัพมาทางด่านพระจารึกมาถึงเมืองปราจีนบุรี ข้ามแม่น้ำปราจีนบุรี เข้าเมืองนครนายก ตัดทางมาลงยังทุ่งแสนแสบ โดยมีหลวงสรวิชิตนายด่านเมืองอุทัยธานีขึ้นม้าออกไปรับ กระทั่งวันเสาร์ เดือนห้า แรมเก้าค่ำ (วันที่ 6 เมษายน 2325) เวลาเช้า 2 โมงเศษ ทัพหลวงเจ้าพระยาจักรีก็มาถึงกรุงธนบุรีฟากตะวันออก ก่อนจะกรีธาพลทัพหลวงเข้ามาในกำแพงเมือง เพื่อจะลงเรือพระที่นั่งที่พระยาสุริยอภัยจัดเตรียมไว้ให้ ข้ามไปเข้าพระราชวังกรุงธนบุรี
สถานการณ์ตามที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งชำระขึ้นในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และพระองค์ก็ทรงมีส่วนร่วมชำระด้วยนี้ เป็นที่เห็นได้ชัดว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสูญเสียดุลกำลังทางทหารไปโดยสิ้นเชิง ในยามนั้นพระองค์ท่านทรงมีเพียงทหารเสือองครักษ์ และทหารรักษาวังกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่อยู่กับพระองค์ กองกำลังพระยาสรรค์ที่ทรงส่งไปปราบกบฏ กลับไปเข้ากับฝ่ายกบฏยกกลับมาล้อมพระราชวังอย่างมีเงื่อนงำ กองทัพของพระเจ้าลูกเธอกรมขุนอินทรพิทักษ์ที่ส่งไปช่วยเจ้าพระยาจักรีปราบกบฏที่กรุงกัมพูชา ก็ถูกกองทัพเขมรของพระยายมราชที่แอบหย่าศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์เข้าล้อมไว้ ส่วนกองทัพของพระเจ้าหลานเธอกรมขุนรามภูเบศร์ที่เป็นกองหลังให้ทัพของเจ้าพระยาจักรี ก็ถูกกองทัพของพระยาธรรมาที่ออกรบไปด้วยกันเข้าล้อมและจับตัวไว้ตามคำสั่งของเจ้าพระยาจักรีผู้เป็นแม่ทัพ ทั้งรอบกำแพงเมืองยังมีกองทัพหน้าของเจ้าพระยาสุรสีห์ กองทัพหนุนของพระยาสุริยอภัย และกองทัพหลวงของเจ้าพระยาจักรี รวมเป็น 3 กองทัพใหญ่ที่เตรียมพร้อมและรอเวลาจะบุกพระราชวัง ภายใต้สภาพการณ์ที่เสียเปรียบทุกด้านเช่นนี้ การตัดสินพระทัยที่จะไม่ทรงต่อสู้ให้ไพร่พลต้องบาดเจ็บล้มตาย จึงเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้
ประการต่อมา คือความคิดที่มุ่งหวังจะกอบกู้แผ่นดิน สร้างความปรองดองเป็นปึกแผ่นของคนในชาติ มากกว่าจะหวังเป็นพระมหากษัตริย์

เอกสารทางประวัติศาสตร์หลายฉบับกล่าวตรงกันว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะกอบกู้บ้านเมืองจากการรุกรานของพม่า มิได้ทรงหวังจะเป็นพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด การที่พระองค์ท่านปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ก็ด้วยความจำเป็นในยามที่บ้านเมืองแตกฉานซ่านเซ็น และจำเป็นต้องสร้างศูนย์รวมเพื่อรวบรวมกองกำลังไว้กู้ชาติบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้เมื่อทรงเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชวังของพระองค์เองจึงทรงสร้างให้มีขนาดเล็กและแตกต่างจากพระราชวังของพระมหากษัตริย์ทั่วไป ทั้งทรงมีพระจริยวัตรเรียบง่าย และทรงประกอบพระราชกรณียกิจผิดแปลกไปจากพระมหากษัตริย์องค์ก่อนๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ความจริงข้อนี้แม้ในจดหมายเหตุและจดหมายต่างๆ ของบาทหลวงสมัยนั้น เช่น จดหมายของมองเซนเยอร์ เลอบอง ที่มีถึงผู้อำนวยการคณะต่างประเทศ ก็บันทึกไว้ว่า
บรรดาคนทั้งหลายเรียกพระเจ้าตากว่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระเจ้าตากเองว่าเป็นแต่เพียงผู้รักษากรุงเท่านั้น พระเจ้าตากหาได้ทรงประพฤติเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินก่อน ๆ ไม่”
ใน “จดหมายเหตุของหมานชู” ที่ เฉลิม ยงบุญเกิด แปลลงในบทความเรื่อง “เมืองไทยในจดหมายเหตุจีน” ตีพิมพ์ในวารสารศิลปากร ปีที่ 7 เล่มที่ 2 กรกฎาคม 2506 ก็กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่า พระองค์ท่านทรง
“ปกครองราษฎรด้วยความเอาอกเอาใจ และปรองดองกัน ประเทศก็นับวันยิ่งร่ำรวยมั่งคั่ง”
การที่ทรงปกครองโดยคำนึงถึงจิตใจราษฎร และเห็นความสำคัญของการปรองดองนี้ เป็นเหตุผลอันหนักแน่นประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ท่านไม่ทรงปรารถนาให้พระองค์เองกลายเป็นอุปสรรคแห่งความปรองดองของคนในชาติ ดังนั้นจึงทรงเลือกที่จะสละราชบัลลังก์ เพื่อยุติความขัดแย้งแตกแยกในกองทัพและในกลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐเวลานั้น ที่สำคัญ พระองค์ท่านน่าจะทรงทราบดีว่า กลุ่มชนชั้นสูงในสยามแต่ไหนแต่ไรมาก็มีอคติรังเกียจกีดกันชาวต่างชาติที่แม้จะสร้างคุณูปการให้บ้านเมืองมามากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งพระองค์ท่านแม้จะทรงกอบกู้บ้านเมืองให้ชาวสยามพ้นจากความเป็นเมืองขึ้นของพม่า ก็ไม่ทรงพ้นที่จะตกเป็นเหยื่อแห่งอคตินี้ ร้อยโท เจมส์ โลว์ ผู้ซึ่งผู้สำเร็จราชการอังกฤษที่เกาะปีนัง แต่งตั้งให้เป็นทูตเดินทางมาพบเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 ต่อต้นรัชกาลที่ 3 ได้เขียนบันทึกซึ่งต่อมาเรียกกันว่า “จดหมายเหตุเจมส์ โลว์” ซึ่งแม้ว่าบันทึกของ เจมส์ โลว์ จะเขียนจากทัศนะและค่านิยมของคนตะวันตกที่เข้ามาล่าอาณานิคม และแม้ว่าเนื้อหาที่บันทึกจะถูกบ้าง ผิดบ้าง เนื่องจากเดินทางไปถึงไหน เมื่อพบใครก็ถามแล้วจด ไม่ได้มีการสอบทวนความถูกต้องอย่างรอบคอบ แต่กระนั้นสิ่งที่ เจมส์ โลว์ บันทึกไว้ก็น่าจะสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในสังคมที่มีอยู่ในเวลานั้นบ้างไม่มากก็น้อย ตอนหนึ่งในบันทึก เจมส์ โลว์ ได้บรรยายถึงเรื่องราวที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถูกต่อต้านในฐานะที่มิได้เป็นคนเชื้อสายสยามแท้ๆ ว่า
“เมื่อแม่ทัพทั้งสองคนเสร็จการสู้รบแล้ว และใกล้จะกลับสู่สยาม เขาเกิดความรู้สึกว่า ถูกลดเกียรติลง ในเมื่อบ้านเมืองถูกปกครองโดยคนต่างชาติ และความปรารถนาร้อนแรงที่จะนำเอาเกียรติกลับคืนมา ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะกลายเป็นการทรยศต่อพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งพวกเขาสาบานว่าจะซื่อตรงจงรักก็ตาม เขาทั้งสองเห็นชอบร่วมกันว่าพระยาตากควรจะถูกถอดออกจากบัลลังก์ ในโอกาสแรก เมื่อเขาแจ้งความประสงค์นี้แก่ทหารในกองทัพ ก็ได้รับการสนับสนุน”
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์วุ่นวายและการบุกเข้ายึดพระราชวังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงตัดสินพระทัยที่จะลงจากราชบัลลังก์เพื่อไม่ให้บ้านเมืองที่พระองค์ทรงกอบกู้ขึ้นมาต้องแตกแยกไปมากกว่านี้
ประการสุดท้าย คือการเข้าถึงแก่นธรรมในพระพุทธศาสนา

จากหลักฐานเอกสารประวัติศาสตร์หลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นประชุมพระราชพงศาวดาร หรือจดหมายเหตุต่างๆ รวมทั้งรายงานของบาทหลวงชาวต่างประเทศที่ได้บันทึกไว้ในสมัยนั้น ล้วนกล่าวถึงเรื่องที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใฝ่พระทัยในพระพุทธศาสนา เมื่อทรงกอบกู้บ้านเมืองเป็นผลสำเร็จ ทรงตั้งปณิธานที่จะ “ถวายแผ่นดินเป็นพุทธบูชา” และทรงสนพระทัยศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจังมาโดยตลอดจวบจนวาระที่สุดแห่งพระชนม์ชีพของพระองค์
การที่ทรงศึกษาปฏิบัติธรรม ทำให้พระองค์ท่านทรงเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงกฎไตรลักษณ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา ทรงเข้าใจว่าสรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ไม่ทนอยู่ตลอดไป และไม่มีตัวตนที่ใครจะสามารถบังคับให้เป็นไปตามต้องการได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบมาถึงพระราชอำนาจและราชบัลลังก์ของพระองค์ พระองค์จึงไม่ทรงยึดติด หรือยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งเหล่านั้นจะต้องเป็นของพระองค์ตลอดไป ใน “จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี” มีข้อความที่ยืนยันถึงข้อวิเคราะห์ข้างต้นนี้เป็นอย่างดี โดยบันทึกในจดหมายเหตุบรรยายว่า พอรุ่งสว่างเมื่อพระองค์ท่านทรงเห็นหน้าว่าเป็นคนไทย และทรงทราบว่าพระยาสรรค์มาปล้นตีเมือง ขณะพระยาธิเบศร์ พระยารามัญ และพระยาอำมาตย์ จะลากปืนขึ้นป้อมต่อสู้ พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งห้ามว่า
“สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย”
11. บทสรุปและเจตนารมณ์ของผู้เขียน
สารคดีเรื่องนี้ มิใช่งานวิจัย ทั้งผู้เขียนก็มิได้เป็นทั้งนักวิจัยหรือนักประวัติศาสตร์ ผู้เขียนเจตนาเพียงเพื่อต้องการประมวลเรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่บันทึกและพูดถึงกันในที่ต่างๆ อย่างกระจัดกระจายให้เป็นระบบที่สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอเรื่องราวบางมุมที่บางท่านอาจไม่เคยทราบมาก่อน ทั้งที่บันทึกอยู่ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่หาอ่านยากบางฉบับ และที่เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าที่มีหลักฐานทางโบราณคดีรองรับ เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของพระองค์ท่านและประวัติศาสตร์ของชาติในช่วงนั้นให้สมบูรณ์ต่อไป
ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องราวในอดีตเป็นความจริงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หน้าที่ของเราคือ เคารพความจริงที่มีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับ รักษาพระเกียรติยศของมหาราชที่ทรงกอบกู้รักษาผืนแผ่นดินนี้ให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เป็นข้าทาสใคร ขณะเดียวกันก็ไม่ควรนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์และบุคคลในประวัติศาสตร์ที่สูญเสียชีวิตไปแล้ว มาสร้างความแตกแยกขัดแย้งให้กับคนไทยในปัจจุบันอีก เพราะไม่ว่าเรื่องราวของการผลัดแผ่นดินในปี พ.ศ. 2325 จะเป็นเช่นไร ความขัดแย้งระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จะมีอยู่จริงหรือไม่ แค่ไหน และอย่างไร ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ มหาราชทั้ง 2 พระองค์ ล้วนทรงอุทิศเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยมาด้วยกันทั้ง 2 พระองค์

ถ้าประเทศไทยไม่มีมหาราชทั้ง 2 พระองค์นี้ ประเทศพม่าอาจมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากกว่านี้ และเราอาจกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศพม่าเหมือนมอญ หรือ กระเหรี่ยงไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้
8 มิถุนายน 2559
(ปรับปรุงครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560)
โดย ตามตะวัน
ระหว่างพงศาวดาร กับ เรื่องเล่าจากสกุลลูกหลานพระเจ้าตาก เราจะเชื่อใคร????
ผมเชื่อลูกหลานพระเจ้าตากครับ เพราะถ้าเป็นผม ใครมาฆ่าบรรพรุรุษของผม ผมคงไม่ออกมาแก้ ปกป้องผู้ที่สั่งฆ่าหรอกครับ ให้เป็นไปตามความจริง ตามพงศาวดาร ดีกว่าไหม จะออกมาปกป้องราชวงศ์จักรีเพื่ออะไร เงียบซะดีกว่า
LikeLike