ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360035
ธ.โลกแนะ”ควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก”แก้การศึกษาไทยถดถอย
โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –
“ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา” เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ทว่ายิ่งแก้เหมือนจะยิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้างมากขึ้น แถมคุณภาพการศึกษาก็ดูจะลดลง เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ได้เปิดเวทีแรก จัดการประชุมทางวิชาการ (OEC Forum) เรื่อง ความเหลื่อมล้ำกับคุณภาพการศึกษา
ไทยลงทุนการศึกษาสูง คุณภาพต่ำ
ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) เล่าถึงผลการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานและลดการสิ้นเปลืองของงบประมาณ ซึ่งใช้ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษามีแนวโน้มสูงขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากผลการประเมินผู้เรียนในระดับชาติและการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า (PISA) อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง
นักเรียนไทยกว่าครึ่งขาดทักษะขั้นพื้นฐานด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ แม้ว่าจะอยู่ในระบบการศึกษามาแล้วถึง 9 ปี และถึงค่าใช้จ่ายภาครัฐต่อหัวผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่ทักษะของผู้เรียนกลับมาแนวโน้มลดลง โดยคุณภาพของการศึกษาถดถอยลง ทั้งที่งบประมาณต่อนักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 48% ระหว่างปี 2553-2556
นอกจากนี้ ยังพบว่าความไร้ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทยจะเกิดในโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษา ที่มีห้องเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก มีสัดส่วนนักเรียนต่อครู อยู่ที่ 17:1 ซึ่งใกล้เคียงประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฯลฯ แต่การบริหารจัดการด้านการศึกษาของประเทศทั้งครูและทรัพยากรต่างๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละห้องเรียน
เหลื่อมล้ำสูงช่องว่างจนรวยสูงขึ้น
ดร.ดิลกะ กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มแย่ลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ช่องว่างของทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างคนรวยและคนจน ยิ่งห่างออกไปจาก 1.6 ปี ในปี 2555 เป็น 1.8 ปี ในปี 2558 และในช่วงเวลาเดียวกัน ช่องว่างของทักษะวิทยาศาสตร์ระหว่างคนเมืองและคนชนบทเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.1 ปี เป็น 1.8 ปี ปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายด้านการศึกษาของประเทศส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากระดับประถมศึกษา ในระดับประถมศึกษา ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายรายนักเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ระหว่างครอบครัวที่มีรายได้สูงสุด 20% ของประเทศ และครอบครัวที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% ของประเทศ ก็มีแนวโน้มแย่ลงเกิดช่องว่าง ในเรื่องคุณภาพการศึกษาที่มีความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ร.ร.ขนาดเล็กเหตุการศึกษาถดถอย
ในอนาคตอัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเด็กลดลงเรื่อยๆ ซึ่งภายใน 6 ปี สัดส่วนโรงเรียนประถมที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน เพิ่มสูงขึ้นจาก 17.4% เป็น 23.7% ขณะที่โรงเรียนในระดับประถมศึกษาของไทยมีขนาดห้องเรียนที่เล็กที่สุด เมื่อเทียบกับ 39 ประเทศในโลกที่มีการรายงานสถิติ ซึ่งการมีห้องเรียนขนาดเล็กมากเป็นสาเหตุของความถดถอยของคุณภาพการศึกษาไทย เพราะโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีต้นทุนสูงในการบริหารจัดการ และมักได้รับการจัดสรรทรัพยากรไม่เพียงพอ และนักเรียนด้อยโอกาสส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ ยิ่งส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกงาน
วิจัยของธนาคารโลก แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า การขาดแคลนครูเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสและเป็นปัจจัยสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่มีสูงในระบบ ถ้าจัดสรรครูและทรัพยากรให้เพียงพอกับทุกห้องเรียนต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และหากมีห้องเรียนจำนวนมากเช่นปัจจุบันก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มสูงขึ้น
แนะควบรวมเพิ่มประสิทธิภาพ
แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือ สพฐ.ควรควบรวมโรงเรียนตามแผน จะสามารถลดจำนวนโรงเรียนจาก 30,506 โรง เหลือ 17,766 โรง ห้องเรียนจาก 344,009 ห้องเหลือ 259,561 ห้อง ขนาดห้องเรียนเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นจาก 14 คนเป็น 24 คน (ในระดับประถมศึกษา) เหมาะสมให้ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่รวบรวมมาและที่ได้จัดสรรเพิ่มขึ้นได้อย่างคุ้มค่า
จะเป็นการเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้ของนักเรียน และตรงนี้ยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการบุคลากรได้ด้วย เพราะครูจะลดลงจากเดิมที่มีครูประมาณ 475,717 คน เหลือเพียง 373,620 คน ซึ่งหากทำได้ตามโมเดลดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาได้อย่างมหาศาล โดยจะช่วยให้รัฐบาลประหยัด ในการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการลดจำนวนโรงเรียนประถมศึกษาลงจาก 20,990 แห่ง เหลือ 8,382 แห่ง จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลได้มากถึง 49,000 ล้านบาทต่อปี เฉพาะจากเงินเดือนครู หรือคิดเป็น 7,150 บาท ต่อนักเรียนต่อปี
“ประเทศไทยสามารถลดจำนวนครูลงให้สอดคล้องกับจำนวนโรงเรียนที่น้อยลงได้ แต่ต้องมีการวางแผนบุคลากรที่ดี เชื่อมั่นว่ามาตรการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กจะช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาให้แก่ผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”
แนะปฏิวัติเปลี่ยนคนทั้งระบบ
ศ.ดร.เจอรัลด์ ดับเบิลยู. ฟลาย อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่คือ การปฏิวัติการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดคนในระบบการศึกษาทั้งระบบ ทั้งนี้ เรื่องจากประสิทธิภาพประสิทธิผลการทุ่มงบประมาณลงทุนทางการศึกษาประเทศไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว การปรับโครงสร้างการศึกษาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้ สกศ.จะโอนย้ายจากสำนักนายกรัฐมนตรีมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาได้
“ควรปรับโครงสร้างการศึกษาเชิงพื้นที่ โดยใช้จังหวัด/พื้นที่เป็นฐานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มุ่งแก้ไขคุณภาพการศึกษาเริ่มตั้งแต่ในห้องเรียน กระจายอำนาจจากส่วนกลางลงไปสู่สถานศึกษาท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการ ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่” ศ.ดร.เจอรัลด์ กล่าว
ชี้ควบรวมร.ร.เล็กไม่ใช่เรื่องใหม่
ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ข้อเสนอของธนาคารโลกให้มีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ใช่เรื่องใหม่และ ศธ.มีการดำเนินการมา แต่เป็นการศึกษาวิจัยที่ทำให้สามารถเห็นภาพและผลเชิงการบริหารจัดการที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติการจะดำเนินการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กต้องได้รับการยอมรับในพื้นที่ ดูข้อกฎหมายต่างๆ คำนึงถึงคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยนำรายงานของธนาคารโลกเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ทราบต่อไป
แก้เหลื่อมล้ำต้องทำหลายด้าน
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การควบรวมหรือการลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดอันหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาด้านประสิทธิภาพให้คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะจากข้อมูลของธนาคารโลกชัดเจนว่า จำนวนครูต่อนักเรียนของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก คือ 1:17 แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียดกลับพบว่าครูขาดแคลน ต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งได้มีการจัดหน้าที่รับผิดชอบแต่ละด้านให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อีกทั้งศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการศึกษา


