โลกปลอด HIV รายที่สอง จุดประกายความหวังใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/582778

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 09:34 น.

โลกปลอด HIV รายที่สอง จุดประกายความหวังใหม่

ความสำเร็จในการขจัดเชื้อเอชไอวีออกจากร่างกายของผู้ป่วยเป็นรายที่ 2 ของโลกได้จุดประกายความหวังครั้งใหม่ของวงการแพทย์

**************************

โดย…จุฑามาศ เนาวรัตน์

นับตั้งแต่ “โรคเอดส์” หรือภาวะภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง เริ่มระบาดครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีมากกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก และเสียชีวิตไปแล้วราว 35 ล้านคน ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นกังวล คือ วงการแพทย์ยังคงไม่สามารถคิดค้นวิธีการหรือยาตัวใดที่จะสามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ 100%

ทว่า เมื่อในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เนเจอร์ (Nature) วารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่มีอายุร่วม 150 ปี ได้เปิดเผยว่า ทีมแพทย์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ ประสบความสำเร็จในการขจัดเชื้อเอชไอวีออกจากร่างกายของผู้ป่วยชายรายหนึ่งได้ ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยรายที่ 2 ของโลกที่พบว่าเชื้อเอชไอวีได้หายไประหว่างการรักษา และความสำเร็จในครั้งนี้ได้กลายเป็นตัวจุดประกายความหวังครั้งใหม่ของวงการแพทย์ว่า จะสามารถคิดค้นวิธีการเพื่อรักษาโรคเอดส์ได้ในอนาคตอันใกล้

ผู้ป่วยรายดังกล่าวซึ่งได้รับฉายาว่า “ผู้ป่วยแห่งลอนดอน” ถูกวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีมาตั้งแต่ปี 2003 และทำได้เพียงแค่ประคองอาการด้วยการรับยาต้านเชื้อมาตั้งแต่ปี 2012 แต่ในปีถัดมากลับพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จึงตัดสินใจเข้ารักษามะเร็งด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดจากไขสันหลัง

แม้ว่าจะตั้งใจปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ไขสันหลังเพื่อรักษามะเร็ง แต่วิธีการนี้กลับกลายเป็นว่าทำให้เชื้อเอชไอวีหมดไปจากผู้ป่วยรายนี้นานถึง 19 เดือน โดยที่ไม่ต้องได้รับยาต้านเชื้อเอชไอวีใดๆ เนื่องจากสเต็มเซลล์ที่ได้รับการปลูกถ่ายมานั้นได้รับบริจาคมาจากผู้ที่ยีนเกิดการกลายพันธุ์ชนิด “delta 32” บนเซลล์โปรตีน “CCR5” จนทำให้สเต็มเซลล์มีภูมิคุ้มกันเชื้อเอชไอวีโดยปริยาย

สิ่งที่ทำให้ความสำเร็จในครั้งนี้กลายเป็นเรื่องฮือฮาครั้งใหญ่ของวงการแพทย์นั้นเป็นเพราะผู้ป่วยทั้งสองรายของโลกที่สามารถขจัดเชื้อเอชไอวีออกไปได้ ได้รับกระบวนการรักษาในแบบเดียวกันแทบทั้งหมด

ทิโมธี บราวน์ หรือที่รู้จักกันในนามว่า “ผู้ป่วยแห่งเบอร์ลิน” คือผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายแรกของโลกที่พบว่าเชื้อเอชไอวีหายไปจากร่างกาย เมื่อปี 2009 หลังเข้ารับการฉายรังสีทั่วร่างกายและปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ไขสันหลังที่ยีนเกิดการกลายพันธุ์ชนิด delta 32 ถึง 2 ครั้ง เพื่อรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

“จากความสำเร็จในครั้งที่ 2 ด้วยกระบวนการรักษาแบบเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยรายแรกที่เชื้อเอชไอวีหายไปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ ความสำเร็จครั้งล่าสุดจึงเป็นเครื่องยืนยันที่สำคัญว่า วิธีการรักษานี้สามารถทำให้เชื้อเอชไอวีหายไปจากผู้ป่วยทั้งสองรายได้จริง” รวินทรา คุปตา ศาสตราจารย์ด้านการติดเชื้อและภูมิคุ้มกันของมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน กล่าว

โลกตื่นรับข่าวดี

ทั้งนี้ ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผู้ป่วยทั้งสองรายล้วนเป็นผู้ป่วยที่เริ่มดำเนินการรักษาภายใต้ “ไอซีสเต็ม” (IciStem) โครงการวิจัยศักยภาพการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ของมูลนิธิวิจัยโรคเอดส์ แอมฟาร์ (amFAR) ในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้การบริจาคสเต็มเซลล์ที่ยีนเกิดการกลายพันธุ์ชนิด delta 32 ผ่านโครงการนี้แล้วมากถึง 2.2 หมื่นคน ดังนั้นในอนาคตไอซีสเต็มอาจประสบความสำเร็จในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มขึ้นอีกหลายราย

นอกจากนี้ โรวีนา จอห์นสตัน ผู้อำนวยการของแอมฟาร์ ยังได้ระบุว่า ทีมวิจัยทั่วโลกซึ่งรวมถึงบริษัทยายักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่ง เช่น จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และ วี เฮลท์แคร์ บริษัทย่อยของจีเอสเค บริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็กำลังอยู่ระหว่างการศึกษากระบวนการนี้เพื่อนำไปรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีเช่นกัน

ด้านเอพี รายงานว่า นักวิจัยจาก 8 ประเทศกำลังติดตามผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีภาวะโรคมะเร็งร่วมด้วย 45 ราย ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้มีทั้งที่ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ยีนเกิดการกลายพันธุ์ชนิด delta 32 ไปแล้ว และกำลังจะได้รับการปลูกถ่าย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีชายชาวเยอรมันรายหนึ่ง ที่กำลังแสดงสัญญาณว่าปลอดเชื้อเอชไอวีติดต่อกันหลายเดือน หลังจากหยุดยาต้านเชื้อ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าเชื้อได้หมดไปจากผู้ป่วยรายนี้แล้ว

ขณะที่รอยเตอร์ส ระบุว่า ทีมวิจัยทั้งในสหรัฐและหลายประเทศทั่วโลกกำลังพัฒนาเทคนิคการตัดต่อยีน เพื่อเพิ่มจำนวนของยีนที่มีการกลายพันธุ์ชนิด delta 32 และนำยีนที่ได้รับการตัดต่อโดยนักวิจัยไปปลูกถ่ายคืนให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วการค้นพบคนที่มีการกลายพันธุ์ของยีนชนิดนี้นั้นนับว่าอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก เช่น ในชาวยุโรปสามารถพบการกลายพันธุ์ของยีนชนิดนี้ได้น้อยกว่า 1%

ยังมีความเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ดี นักวิจัยหลายรายระบุว่า การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยวิธีนี้นั้นอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยทั้งหมด เนื่องจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่มีความซับซ้อน มีราคาสูง และมีความเสี่ยงสูงว่าผู้ป่วยอาจเสียชีวิตระหว่างกระบวนการปลูกถ่าย รวมถึงยังเร็วเกินไปที่จะยืนยันว่าวิธีนี้ช่วยรักษาเอชไอวีจนหายขาดได้

“เนื่องจากคนที่มีการกลายพันธุ์ของยีนชนิด delta 32 นั้นมีอยู่น้อยมากบนโลกใบนี้ จึงทำให้กระบวนการนี้อาจใช้ไม่ได้กับผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกที่มีจำนวนหลายร้อยล้านคน” เอน แมคไนท์ ศาสตราจารย์ด้านพยาธิวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีน แมรี ในกรุงลอนดอน กล่าว

ด้าน ไมค์ แมคคูน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านสุขภาพระดับโลกของมูลนิธิ บิล แอนด์ เมลินดา เกทส์ ระบุว่า วิธีการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ยังคงต้องการความแม่นยำในอีกหลายด้าน รวมถึงยังมีข้อกังวลว่าหากแพทย์ทำผิดพลาดเพียงน้อยนิด นั่นหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยอาจเสี่ยงจนถึงขั้นเสียชีวิต

Leave a comment