ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/585722
- วันที่ 06 เม.ย. 2562 เวลา 18:00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้นิตยสารฟอร์บส์ประกาศรายชื่อ 30 Under 30 หรือผู้ประกอบการวัยหนุ่มสาวที่อายุไม่เกิน 30 ปีของภูมิภาคเอเชียประจำปี 2019 ผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งคัดเลือกจากตัวแทนกว่า 2,000 คนจนเหลือ 300 คนที่โดดเด่นในด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ การดิสรัปต์อุตสาหกรรมเก่าๆ ความสามารถพิเศษที่โดดเด่น ไปจนถึงความมีอิทธิพลบนเวทีโลก เช่น นาโอมิ โอซากา นักเทนนิสหญิงชาวญี่ปุ่นมือวางอันดับหนึ่งของโลก
น่าภูมิใจที่หนึ่งในนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ของไทยจากภาคการเงินและการลงทุน เธอคนนั้นคือ รัศมี กวาตรา (Rashmi Kwatra) สาวเชื้อสายอินเดียวัย 30 ปีผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุนของ Sixteenth Street Capital บริษัทด้านการลงทุนที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ดูแลการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้มูลค่ากว่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ พ่วงด้วยตำแหน่งทายาทของบริษัท กวาตรา ประเทศไทย
กวาตราคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเข้าไปทำงานในบริษัทของพ่อตั้งแต่วัยเพียง 10 ขวบ และชิมลางในวงการการเงินด้วยการประเดิมซื้อหุ้นตัวแรกตั้งแต่อายุ 12 ปี พออายุย่าง 17 ปีก็รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ก่อนจะคว้าดีกรีปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และการบริหารจัดการจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียของสหรัฐ
สาวมากความสามารถคนนี้เริ่มต้นหน้าที่การงานอย่างเต็มตัวด้วยการร่วมก่อตั้งบริษัท IGP Capital LLC เพื่อเข้าไปร่วมลงทุนโดยควบสิทธิ์ในการบริหารกิจการไปด้วย ตามด้วยการเข้าร่วมงานกับ Prince Street Capital Management บริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ดูแลการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ จนได้เลื่อนขั้นเป็นหุ้นส่วนที่อายุน้อยที่สุดของบริษัทเมื่อปี 2014 ก่อนจะลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเองในอีก 3 ปีต่อมา
บทบาทหลักๆ ของกวาตราคือการวิเคราะห์การลงทุน รวมทั้งเป็นผู้บริหารพอร์ทการลงทุนในกองทุนเกิดใหม่ในเอเชีย อาทิ อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย โดยที่ไทยนั้นกวาตรายังจัดหาเงินทุนให้กับองค์กรไม่แสวงกำไรทางภาคเหนือซึ่งเป็นที่พำนักของครอบครัวด้วย
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์แต่ละปีนั้น ยังไม่ค่อยมีเจ้าของกิจการหนุ่มสาวของไทยติดอยู่ในรายชื่อ หากมีก็มีเพียงคนเดียว เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน 23 ประเทศ ที่ติดอันดับทุกปี ปีละหลายๆ คน อาทิ จีนมีมากที่สุดของปีนี้ที่ 61 คน ตามด้วยอินเดีย 59 คน ญี่ปุ่น 30 คน เกาหลีใต้ 28 คน และเพื่อนบ้านของไทยอย่างสิงคโปร ที่ติดโผถึง 23 คน ทั้งที่มีประชากรเพียง 5.85 ล้านคน (น้อยกว่าไทยถึง 11.9 เท่า)
ที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะบรรยากาศต่างๆ ของสิงคโปร์เกื้อหนุนต่อกิจการสตาร์ทอัพ
สิงคโปร์เป็นประเทศที่เอื้อต่อการก่อตั้งสตาร์ทอัพอันดับต้นๆ ของโลก เพราะไม่เพียงแต่อัตราภาษีต่ำ ความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การเมืองที่มีเสถียรภาพ รัฐมีนโยบายชัดเจน แต่สิงคโปร์ยังมีแหล่งเงินทุนสำหรับกิจการสตาร์ทอัพที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น กองทุน Startup SG สำหรับเจ้าของกิจการที่เริ่มกิจการครั้งแรก เมื่อปี 2017 นั้นรัฐบาลสิงคโปร์จัดสรรงบประมาณให้กับกองทุนนี้ถึง 20 ล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือราว 470 ล้านบาท รวมทั้งมีการให้คำแนะนำ ให้คอนเนคชั่น และการอบรมสำหรับมือใหม่ เพื่อประคองให้ต้นกล้าเหล่านี้เป็นต้นไม้ที่แข็งแรงแตกกิ่งก้านสาขา
หรือกองทุน Startup SG Founder สำหรับเจ้าของกิจการหน้าใหม่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับนวัตกรรม กองทุนนี้จะสนับสนุนเงิน 3 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 70.6 บาท ในทุกๆ 1 เหรียญสิงคโปร์ที่ทางสตาร์ทอัพระดมทุนได้ แต่ไม่เกิน 30,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 706,400 บาท พร้อมกับจัดโครงการบ่มเพาะธุรกิจโดยดึงธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและมีฐานที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์มาให้คำแนะนำที่จำเป็น
ส่วนของไทยเรานั้นแม้จะมีผลสำรวจจากการร่วมมือกันของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) และ Sea Group ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่าคนรุ่นใหม่ของไทยอยากเป็นเจ้าของกิจการมากที่สุดในแถบอาเซียน แต่เอาเข้าจริงสตาร์ทอัพสัญชาติที่ไปได้ตลอดรอดฝั่งกลับมีเพียงหยิบมือ ไม่ต้องพูดถึงธุรกิจที่ทำเงินในระดับพันล้านเหมือนกับสตาร์ทอัพจากประเทศอื่นเลย
