ศก.ไทยสุขที่สุดในโลก แต่ทำไมคนไทยยังเป็นทุกข์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/586944

  • วันที่ 22 เม.ย. 2562 เวลา 09:00 น.

ศก.ไทยสุขที่สุดในโลก แต่ทำไมคนไทยยังเป็นทุกข์?

โดย กรกิจ ดิษฐาน

เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยติดอยู่ในอันดับที่ 1 ของดัชนีเศรษฐกิจที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดจากการจัดอันดับโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก หรือ Bloomberg Misery Index ซึ่งหลายปีติดต่อกันแล้วที่ตัวเลขเศรษฐกิจของไทยแสดงถึงภาวะที่น่าสลดหดหู่ (Misery) น้อยที่สุด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ ทุกประเทศ

แม้ว่าไทยรั้งอันดับที่ 1 มานานหลายปี แต่ทุกครั้งที่การจัดอันดับออกมา จะมีเสียงสะท้อนออกมาว่า ประชาชนคนไทยรู้สึกว่าการทำมาหากินลำบากขึ้น ตลาดซื้อขายไม่คึกคัก มีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง หรือ Misery มากกว่า

ดัชนีนี้สำรวจจากตัวชี้วัดของเศรษฐกิจมหภาค เช่นตัวเลขเงินเฟ้อและอัตราว่างงานใน 62 ประเทศ

โดยตัวเลขเงินเฟ้อของไทยช่วงเดือนมีนาคมอยู่ที่เพียง 0.5% (สถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อัตราเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า สินค้าและบริการในประเทศนั้นๆ มีราคาแพงเกินกว่ารายได้ของประชาชนหรือไม่ จากตัวเลขนี้แสดงว่า ราคาข้าวของและรายได้ของประชาชนอยู่ในระดับที่เกือบจะสมดุล

ส่วนตัวเลขว่างงานของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งในโลกเช่นกัน คือ 0.6% ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ (สถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทย) คิดเป็นตัวเลขคือมีคนว่างงานเพียง 80,870 คนเท่านั้น

เทียบกับประเทศที่มีสภาพหดหู่ที่สุดคือเวเนซุเอลา อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 219,900% หรือค่าเงินไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินค้ากับรายได้ เช่น กาแฟ 1 แก้วมีราคาสูงถึง 2,000,000 โบลิวาร์ (ข้อมูลจาก Bloomberg เดือนกรกฎาคม 2018) ซึ่งถือว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำต่อวันที่ 18,000 โบลิวาร์ แม้ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถึง 300% เมื่อเดือนมกราคม 2019 แต่ก็เป็นวิธีแก้ที่ขวานผ่าซากเกินไป

Photo by Jewel SAMAD / AFP

จากข้อมูลของสำนักข่าว BBC เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พบว่า ชาวเวเนซุเอลาถึง 9 ในจำนวน 10 คนไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารมายังชีพในแต่ละวัน ทำให้ในเวลานี้เวเนซุเอลามีประชาชนที่อยู่ในระดับยากจนถึง 87.0% หรือค่อนประเทศ จากที่เคยเป็นมหาเศรษฐีน้ำมันมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การเทียบไทยกับเวเนซุเอลายังไม่ถือว่าเป็นธรรมนัก เพราะเป็นการเทียบระหว่างประเทศที่สุขที่สุดกับทุกข์ที่สุด เมื่อเทียบไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ที่อยู่ในอันดับที่ 2 ของปีนี้ เงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 0.6% หรือมากว่าไทยเล็กน้อย (ตัวเลขจากสำนักงานสถิติสหพันธรัฐสวิส) ส่วนอัตราว่างงานอยู่ที่ 2.5%

คำถามก็คือ ทำไมเศรษฐกิจไทยจึงมีความทุกข์น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วระดับชั้นนำของโลกอย่างสวิตเซอร์แลนด์ หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายสิบแห่ง?

คำตอบก็คืออัตราว่างงาน ที่ต่ำมากทำให้ประชาชนมีรายได้ และมีกำลังซื้อ ขณะเดียวกันเงินเฟ้อที่ต่ำมากทำให้กำลังซื้ออยู่ในระดับที่สูง

บลูมเบิร์กตั้งข้อสังเกตเกือบจะทุกปีว่า การคำนวณอัตราว่างงานของไทยมีความพิเศษไม่เหมือนใคร ก็เพราะมีการรวมการจ้างงานนอกระบบเข้ามาด้วย หรืองานที่ไม่มีการจ่ายเงินเดือนประจำ เช่น อาชีพขายอาหารริมทางเท้า/ถนน มอเตอร์ไซค์รับจ้าง นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังเป็นภาคที่รองรับแรงงานจากในเมือง ในกรณีที่มีการเลิกจ้างงาน (ข้อมูลจาก Bangkok Post อ้างจากโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย กุมภาพันธ์ 2015)

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

การจ้างงานนอกระบบ (Informal sector) มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เศรษฐกิจมืด (Black Economy) เป็นอีกด้านตลาดที่มีการจ้างงานแบบไม่เป็นทางการ รายได้ไม่ชัดเจน และไม่มีการรายงานภาษีบุคคลธรรมดา แต่ในตลาดนี้มีการจ้างงานอย่างคึกคัก และจากการประเมินโดย พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนเศรษฐกิจมืดถึงเกือบครึ่งหนึ่ง คือ 40.9% ต่อ GDP มีมูลค่าถึง 155,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจาก World Bank ปี 2015) และเคยอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลก (ล่าสุดอยู่ในอันดับที่ 7 แสดงว่า ภาครัฐน่าจะกำลังทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้)

หมายความว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมานั้นเป็นการคำนวณจากกิจกรรมในตลาดเพียงครึ่งเดียว แม้แต่ตัวเลขครึ่งเดียวที่เปิดเผยออกยังยังทำให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 1 ทำให้น่าคิดว่า หากมีการสำรวจเศรษฐกิจมืดกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งก็เป็นได้ เพราะนักเศรษฐศาสตร์ประมาณการณ์ว่า ถ้านำเศรษฐกิจมืดเข้าระบบ รัฐบาลไทยจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นถึง 11,000 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจมืดเป็นพลังที่ถูกซ่อนไว้ คือ ภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อ หรือ PPP ของประเทศไทยที่น่าจะต่ำกว่าเป็นจริงเช่นกัน โดยภาวะเสมอภาคของอำนาจซื้อของไทยอยู่ที่ 19,476 เหรียญสหรัฐ (ข้อมูลจาก IMF ปี 2018) แต่หากรวมเอาเม็ดเงินจากเศรษฐกิจมืดเข้ามาอีก 40% คนไทยจะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐ

Photo by Handout / ROYAL THAI GOVERNMENT / AFP

ด้วยตัวเลข 30,000 เหรียญสหรัฐ ไทยจะอยู่ในระดับเดียวกับมาเลเซียและโปรตุเกส และด้วยอำนาจการซื้อขนาดนี้ ด้วยอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ และการว่างงานที่แทบเป็นศูนย์ ทำให้ไทยสมควรกับการเป็นประเทศที่ทุกข์น้อยที่สุดในทางเศรษฐกิจ

คำถามก็คือแล้วคนไทยยังรู้สึกว่าตัวเองจน?

เศรษฐกิจมหภาคจะไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคนที่อยู่ในระบบ รวมถึงกิจกรรมในระดับเศรษฐกิจจุลภาค เช่น การซื้อขายในตลาด ในเมื่อกลไกใหญ่มันดี กลไกเล็กต้องดีไปด้วย เว้นเสียแต่ว่า เศรษฐกิจมืดไม่ดีเพราะอยู่นอกกลไกลเล็กและใหญ่ ถูกชี้นำด้วยปัจจัยคนละอย่าง เช่น ในระบบเศรษฐกิจมืดของไทย แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้ง อาจถือเป็นคนมีงานทำ แต่เพราะปัจจัยบางอย่างทำให้คนไม่ซื้อลูกชิ้นปิ้ง ดังนั้นแม้ว่าแม่ค้าจะมีงานทำ แต่รายได้ลดลง

อีกอย่างก็คือ Misery index ไม่ว่าจะสำนักไหน มักจะวัดกันแค่เงินเฟ้อกับการว่างานเป็นหลัก ไม่ได้วัดการใช้จ่ายผู้บริโภคเข้าไปด้วย

คำถามสุดท้ายที่ฝากไว้ให้คิดก็คือ เศรษฐกิจมืดที่ช่วยให้ไทยติดอันดับในดัชนีของบลูมเบิร์ก กำลังชะลอตัวลงหรือไม่?

Photo by Jewel SAMAD / AFP

Leave a comment