ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/366570
นโยบายสาธารณสุข4พรรค”ยังไม่ชัดว่าจะทำได้อย่างไร”
โดย… พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com
ปัญหาระบบสาธารณสุขเป็นหนึ่งเรื่องที่พรรคการเมืองมิอาจมองข้าม ที่จะหยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 แม้ “ไม่เปรี้ยง” เหมือนการชูเรื่องปากท้อง แต่มิอาจปฏิเสธว่านโยบายด้านนี้เคย “โดนใจ” ส่งผลให้พรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายมาแล้ว
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ว่ากันว่าระบบสาธารณสุขของประเทศอยู่ในภาวะขาดทั้ง “คน เงิน ของ” ขณะที่จำนวนการใช้บริการสาธารณสุขของประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่า นโยบายพรรคต่างๆ ที่ประกาศออกมาตอบโจทย์แก้ปัญหาอย่างตรงจุดมากน้อยแค่ไหน
อย่าให้เป็นการประมูลราคา
ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการรวบรวมนโยบายพรรคการเมืองจากที่ปรากฏบนเว็บไซต์พรรคและเวทีเสวนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ซึ่งอาจจะไม่ได้ปรากฏนโยบายทั้งหมด นำมาพิจารณาตามองค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพ (six building blocks) ที่ออกโดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ซึ่งมี 6 ด้าน ได้แก่ การบริการ กำลังคน การเงินการคลัง สารสนเทศและเทคโนโลยี ยาเวชภัณฑ์ เครื่องมือ และวัคซีน และธรรมาภิบาลและการจัดการ พบว่า แต่ละพรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในแต่ละด้านต่างกัน ในภาพรวมนโยบายมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน คือ “ป้องกันมากกว่ารักษา”
ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์
ผศ.ดร.นพ.ภูดิท กล่าวด้วยว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นโยบายของพรรคการเมืองจะสามารถทำได้จริงหรือแก้ไขปัญหาระบบสุขภาพ คือ 1.ในเรื่องของระบบการเข้ามาของเงินจะทำอย่างไร ต้องมีความชัดเจน 2.ลดภาระงานของหน่วยบริการ ลดการเข้าใช้บริการที่ไม่จำเป็นของประชาชนได้อย่างไร ซึ่งทั่วโลกจะใช้แนวทางพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิให้เข้มแข็งและทำชุมชนให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันโรคก่อนรักษา 3.กำลังคนที่เติมเข้าระบบ ไม่สามารถเติมเฉพาะแพทย์เท่านั้น แต่จะต้องเพิ่มพยาบาลเวชปฏิบัติเพราะประชาชนยอมรับและควรรีบดำเนินการทันที และ 4.การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม โดยต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ท้องถิ่นในการดูแลเรื่องนี้ จะให้เฉพาะการส่งเสริมป้องกันโรค หรือรักษาโรคด้วย
“แม้จะมีการนำเสนอนโยบาย แต่เรายังไม่รู้ว่าสิ่งที่เสนอนั้นจะทำได้อย่างไร เพราะไม่มีพรรคไหนที่พูดถึงเรื่องการได้เงินมาจากที่ไหน แต่มีส่วนดีตรงที่ให้ความสำคัญกับกำลังคน อย่างเช่น การให้บทบาท อสม. แต่ไม่อยากให้การดูแล อสม. เป็นการประมูลราคา แข่งกันที่ตัวเลขเงิน เพราะฉะนั้นในการให้ค่าตอบแทน อสม. ต้องให้ชัดเจนว่าควรจะให้เป็นรายบุคคลหรือไม่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ควร แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรตั้งเป็นกองทุน มีคณะกรรมการบริหารกองทุน เพราะเมื่อ อสม.ออกไปทำงานก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าน้ำมันรถ และพิจารณาผลประโยชน์อื่นให้แก่ อสม. ที่ไม่ใช่ตัวเงินเพิ่มเติม” ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เสนอแนะ
ยกเครื่องอภิบาลระบบสุขภาพ
ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขมากขึ้น ขณะเดียวกันโรงพยาบาลรัฐมีจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นอย่างมากเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือโรงพยาบาลขยายจำนวนเตียงและจำนวนบุคลากรได้ไม่เท่ากับความต้องการของประชาชน ส่วนกลไกการบริหารจัดการหน่วยบริการยังเป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทว่า เมื่อระบบรับมือกับสิ่งเหล่านี้ไม่ไหว จึงต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงการนำเงินไปให้ท้องถิ่นจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้ากระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ยังเป็นเจ้าของสถานพยาบาล การแก้ปัญหาจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะการกำกับดูแลโดย สธ. โดยตรงแก้ปัญหาไม่ได้ รวมถึงขาดความยืดหยุ่นที่จะแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม จะทำเพียงการกระจายอำนาจให้ชุมชนไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องยกเครื่องการอภิบาลระบบสุขภาพใหม่ โดยต้องมีขีดความสามารถในการกำกับดูแลประชาชนเป็นศูนย์กลางและใช้ความรู้วิชาการอย่างเท่าทันสถานการณ์ ซึ่งเมื่อเป้าหมายต้องการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในส่วนของกลไกและกระบวนการกำกับดูแลแบบปัจจุบันจะทำไม่ได้ หากจะเดินหน้าก็ต้องปฏิรูป สธ.ใหม่ เนื่องจากในขณะนี้เมื่อจะทำอะไร จะไม่ได้ถามว่าประชาชนได้อะไร แต่ถูกถามว่าส่วนกลางจะได้อะไร
ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล
“สธ.ควรจะต้องยืดหยุ่นในการสนับสนุนพื้นที่ ขณะเดียวกันใช้ข้อมูลเป็นโดยรู้ว่าในพื้นที่มีจุดอ่อนอะไรที่ต้องเข้าไปสนับสนุน และสามารถต่อสู้เพื่อเอางบประมาณมาปกป้องเครือข่ายหน่วยบริการ ทั้งหมดนี้ต้องการโครงสร้างใหม่ แยกบทบาทเจ้าของสถานพยาบาลออกจากบทบาทผู้วางนโยบาย” ศ.นพ.ไพบูลย์ กล่าว
เทียบนโยบาย 4 พรรคตามกรอบองค์การอนามัยโลก(ฮู)
หมายเหตุ การเปรียบเทียบนโยบายด้านสาธารณสุข ข้อมูลได้จากการสืบค้นจากเอกสารหรือข้อความที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของพรรคการเมืองต่างๆ
1.ด้านบริการ
(สถานบริการ)
ประชาธิปัตย์ – ศูนย์บริการสาธารสุขชุมชน/รพ.สต./รพศ./รพท./ศูนย์การแพทย์/รพ.เฉพาะทาง, การแพทย์ฉุกเฉิน, จิตเวช, ให้เอกชนเข้าร่วมบัตรทอง
พลังประชารัฐ – เชื่อมโยงเครือข่ายบริการตำบล อำเภอ จังหวัด และเครือข่าย อสม.ในระดับชุมชน หมู่บ้าน(เน้นเครือข่ายสธ.), รพ.เฉพาะทางผู้สูงวัยทุกอำเภอ
เพื่อไทย –
อนาคตใหม่ – เน้นเครือข่ายอสม. รพ.สต.
(การบริการ)
ประชาธิปัตย์ – ดูแลผู้ป่วยติดเตียง, ตรวจสุขภาพประจำปี, แม่ตั้งครรภ์ตรวจครรภ์ 5 ครั้ง, โภชนาการเด็กปฐมวัย, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก, การบริการที่มีค่าใช้จ่ายสูง
พลังประชารัฐ – เน้นบริการปฐมภูมิ มีหมอประจำครอบครัว 6,500 ทีมใน 10 ปี, เน้นโภชนาการวัยเรียน 5-14 ปี, วัยรุ่นวัยทำงาน ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และท้องไม่พร้อม, ขับเคลื่อนสุขภาพดีทุกวัย(เน้นการออกกำลังกาย กีฬา), เน้นการดูแลผู้ป่วยระยะยาว
เพื่อไทย – การดูแลองค์รวม กาย จิต ปัญญา, สนับสนุนการแพทย์แผนไทย ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
อนาคตใหม่ – เน้นป้องกันก่อนรักษา
2.ด้านกำลังคน
(วิชาชีพ)
ประชาธิปัตย์ -แพทย์/พยาบาลเวชปฏิบัติ/บุคลากรจิตเวช(ทุนผลิตบุคลากร ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม), แรงจูงใจอัตราข้าราชการสำหรับพยาบาล
พลังประชารัฐ – ความมั่นคงในอาชีพ ค่าตอบแทนจากเงินบำรุงรพ.
เพื่อไทย – ได้รับค่าตอบแทนเหมาะสม และได้รับการคุ้มครอง, ผลิตพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และ สธ., การกระจายบุคลากร
อนาคตใหม่ –
(ไม่ใช่วิชาชีพ)
ประชาธิปัตย์ – ค่าตอบแทนอสม. 1,200 บาท บวกบำนาญ
พลังประชารัฐ -ต่อยอดอสม.เป็น นักบริบาลชุมชน
เพื่อไทย –
อนาคตใหม่ –
3.ด้านการเงินการคลัง
ประชาธิปัตย์ – สิทธิหลักประกันโรคค่าใช้จ่ายสูง, ไม่รวมกองทุน, มาตรฐานรักษาและยาเท่าเทียมทุกกองทุน, สิทธิประกันสังคมย้ายมาอยู่ระบบบัตรทองได้
พลังประชารัฐ – ไม่รวม 3 กองทุน, สร้างชุดสิทธิประโยชน์หลัก 3 กองทุนให้เป็นมาตรฐานเดียว, ยกระดับบัตรทอง เท่าเทียมทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่, จัดสรรงบประมาณให้เข้าถึงสิทธิทันตกรรม มะเร็ง ผู้สูงวัย เจ็บป่วยฉุกเฉิน
เพื่อไทย – ปรับปรุงการบริหารจัดการบัตรทองไม่ต้องร่วมจ่าย, หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นรัฐสวัสดิการ
อนาคตใหม่ – เพิ่มงบประมาณรายหัวบัตรทอง 4,000 บาทต่อคนต่อปี, สร้างระบบมาตรฐานเดียว, ไม่ลดสิทธิข้าราชการคุมค่าใช้จ่ายข้าราชการ
4.ด้านสารสนเทศและเทคโนโลยี
ประชาธิปัตย์ – Smart Health เชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างสถานบริการ, ประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูล
พลังประชารัฐ –
เพื่อไทย – การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้, การวิจัยเทคโนโลยีเชื่อมโยงการทำงานรพ.ใหญ่ รพ.เล็ก
อนาคตใหม่ – เน้นใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการระบุตัวผู้ป่วย เข้ารับบริการด้วยตนเอง รับยาที่บ้าน ไม่ต้องพึ่งแพทย์ ลดการรอคิว ใช้ Single ID -เน้น AI
5.ด้านยาเวชภัณฑ์ เครื่องมือ และวัคซีน
ประชาธิปัตย์ – เพิ่มงบประมาณยาจิตเวช/ค่ารักษาพยาบาล, เปิดเผยราคากลางของราคายา, วัคซีนมะเร็งปากมดลูก
พลังประชารัฐ –
เพื่อไทย –
อนาคตใหม่ –
6.ด้านธรรมาภิบาลและการจัดการ
ประชาธิปัตย์ -พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อป้องกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
พลังประชารัฐ –
เพื่อไทย – กระจายอำนาจระดับเขต ระดับรพ., ขยายงานสาธารณสุขมูลฐาน, การมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชน สถาบันครอบครัว อสม., ส่งเสริมความรู้การป้องกันและดูแลตนเองของประชาชน (เน้นความรู้เรื่องผู้ติดเชื้อเอชไอวี), ดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน เน้นการออกกำลังกาย
อนาคตใหม่ – กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)
ที่มา : ผศ.ดร.นพ.ภูดิท เตชาติวัฒน์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน ม.มหิดล 12 มี.ค.2562




