ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/590530
- วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 20:00 น.

เปิดแผนการจัดการนักท่องเที่ยวล้นเมืองของสถานที่ท่องเที่ยวดัง
ถ้าเอ่ยถึงเมืองท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตของนักท่องเที่ยวทั่วโลก คงจะขาดกรุงอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ไม่ได้ ด้วยความที่มีสถานที่ให้เที่ยวชมหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์แวน โก๊ะ พิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ บ้านแอนน์ แฟรงค์ ทำให้แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้าเมืองหลวงแห่งนี้นับสิบล้านคน และคาดว่าจะพุ่งไปถึง 42 ล้านคนภายในปี 2030 จาก 18 ล้านคนในปีที่แล้ว ซึ่งมากกว่าประชากรของกรุงอัมสเตอร์ดัมถึง 50 เท่า
แม้นักท่องเที่ยวเหล่านี้จะสร้างเงินเข้าประเทศมหาศาล แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เจ้าบ้านเริ่มจะทนเสียงและจำนวนของแขกผู้มาเยือนไม่ไหวจนต้องขอให้ไปเยือนที่อื่นกันบ้าง ถึงกับมีการขึ้นป้ายว่า “Tourists go away! You are destroying this city” (นักท่องเที่ยวไปให้พ้น พวกคุณกำลังทำลายเมืองนี้) หรือบางครอบครัวก็จำใจย้ายออกไปอยู่ในเมืองที่เงียบสงบกว่าอัมสเตอร์ดัมเพื่อตัดปัญหา
เมื่อเร็วๆ นี้ ทางการเนเธอร์แลนด์ออกมาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการหยุดโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศ ตามแผน Perspective 2030 (มุมอง 2030) ที่จะหันกลับมาให้ความสำคัญกับ “การจัดการสถานที่ท่องเที่ยว” มากกว่า “การโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยว” และยอมรับว่าความมีชีวิตชีวาของกรุงอัมสเตอร์ดัมจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการต้อนรับนักท่องเที่ยวเกินพิกัดหากทางการยังไม่ลงมือแก้ไข
นอกจากนี้ ยังออกมาตรการลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการจำกัดหรือสั่งปิดที่พักและบริการต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ รวมทั้งการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังจุดท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น เมื่อปีที่แล้วทางการกรุงอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจย้ายป้ายตัวอักษร “I amsterdam” ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดฮิตออกจากหน้าพิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวไปรวมตัวกันที่ป้ายความสูง 2 เมตรนี้มากเกินไปจนล้นสถานที่ แล้วนำไปติดตั้งในย่านที่นักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยรู้จัก เพื่อดึงนักท่องเที่ยวไปยังจุดใหม่ๆ แทน คล้ายๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของบ้านเรา
อีกเมืองหนึ่งที่ประสบปัญหาคล้ายกันคือ เมืองเวนิสของอิตาลี เมืองเล็กๆ พื้นที่เพียง 8 ตารางกิโลเมตรต้องรองรับนักท่องเที่ยวปีละเกือบ 30 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะประชากรท้องถิ่นมีแต่จะย้ายหนีมากขึ้นอันเนื่องมาจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นและไม่สามารถแบกรับค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่แพงหูฉี่ มารีอานนา ปูริซิออล ชาวเมืองเวนิส เผยว่า “ร้านค้าในท้องถิ่นส่วนใหญ่ เช่น ร้านเบเกอรี่ ร้านตัดเสื้อผ้า ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวไปทีละร้านๆ จนดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเป็นของคนท้องถิ่นอีกแล้ว”
เวนิสยังเผชิญกับปัญหาเรือสำราญขนาดใหญ่เข้ามาทอดสมอบริเวณท่าเทียบเรือจัตุรัสเซนต์มาร์ก บดบังวิวทิวทัศน์จนคนในท้องถิ่นรวมตัวเรียกร้องให้ทางการสั่งห้ามเรือขนาดใหญ่เทียบท่า อีกทั้งนักท่องเที่ยวจากบนเรือสำราญมักจะสร้างขยะทิ้งไว้จำนวนมาก ในช่วงไฮซีซั่นต้องจัดเจ้าหน้าที่คอยเปลี่ยนถังขยะกันทุกๆ ครึ่งชั่วโมง เพื่อรองรับสิ่งปฏิกูลจากนักท่องเที่ยวล้วนๆ ส่งผลให้ทางการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะเพิ่มขึ้นถึง 40%
อิตาลีแก้ปัญหานี้ด้วยการขึ้นภาษีท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบวันเดย์ทริปที่ใช้เวลาอยู่ในเมืองไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งอยู่ระหว่าง 2.5-10 ยูโร หรือราว 89-3,560 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงฤดูกาล รวมไปถึงการติดตั้งประตูในจุดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จัตุรัสเซนต์มาร์ก สะพานรีอัลโต เพื่อลดความหนาแน่นของนักท่องเที่ยว เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่านักท่องเที่ยวเริ่มหนาแน่นก็จะปิดประตู และอนุญาตเฉพาะคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวที่จองโรงแรมที่พักเท่านั้น แม้จะช่วยลดความแออัดได้บ้างในช่วงไฮซีซั่น ทว่าก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองได้
แหล่งอารยธรรมอินคา มาชูปิกชูของเปรูเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวปริมาณมหาศาลและกลุ่มผู้นำเที่ยวที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับทางการกำลังทำให้เส้นทางไปชมมาชูปิกชูเสียหาย มีขยะทับถม และเกิดจุดกางเต็นท์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ในปี 2005 รัฐบาลเปรูจึงประกาศจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นไปตามเส้นทางต่อฤดูกาล และปิดเส้นทางทุกๆ เดือนกุมภาพันธ์เพื่อทำความสะอาดและบำรุงรักษามรดกโลกแห่งนี้
แม้นักท่องเที่ยวจะปรับตัวด้วยการจองตั๋วล่วงหน้า ส่วนบริษัทนำเที่ยวก็ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของทางการอย่างเคร่งครัด แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งเลือกเดินทางไปยังมาชูปิกชูด้วยตัวเองโดยทางรถยนต์ เมื่อปีที่แล้วทางการเปรูจึงออกมาตรการใหม่ ด้วยการแบ่งการซื้อตั๋วเข้าชมเป็นช่วงเช้าและเย็นเพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว
ทว่า นักสิ่งแวดล้อมท้องถิ่นรายหนึ่งให้เผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า เกรงว่ามาตรการนี้จะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของมาชูปิกชูยังเกินโควตาที่องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) กำหนดไว้ที่สูงสุด 2,500 คนต่อวัน
ส่วนแม่น้ำคาโย คริสเตลเลส หรือแม่น้ำสีรุ้งของประเทศโคลอมเบีย แม้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่ยังไม่เผชิญปัญหานักท่องเที่ยวแออัดเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวอื่น (ปี 2016 มีนักท่องเที่ยวราว 16,000 คน) แต่ทางการออกกฎเข้มงวดเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศที่สวยงามแห่งนี้ไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ว่าจะเป็นการห้ามใช้ขวดน้ำพลาสติก ครีมกันแดดหรือแมลงในน้ำ ห้ามว่ายน้ำในจุดที่กำหนด ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามให้อาหารปลา
ทางการยังให้ความรู้และแนะนำกฎข้อห้ามเกี่ยวกับสถานที่สั้นๆ แก่นักท่องเที่ยวทุกคน รวมทั้งเริ่มจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเมื่อปลายปีที่แล้ว เพื่อให้แม่น้ำได้ฟื้นฟูตัวเอง เช่นเดียวกับที่ทางการไทยสั่งปิดอ่าวมาหยา เพื่อให้ปะการังฟื้นตัว
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต่อให้มาตรการเข้มงวดเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากนักท่องเที่ยวก็ไร้ประโยชน์



