ล้างหนี้ให้หมด ปัญญาชนสหรัฐติดกับดักหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทะลุเพดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/593842

  • วันที่ 03 ก.ค. 2562 เวลา 18:00 น.

ล้างหนี้ให้หมด ปัญญาชนสหรัฐติดกับดักหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทะลุเพดาน

จากตัวเลขของธนาคารกลางสหรัฐพบว่าปีนี้หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาสูงถึง 1.56 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 7.5% ของจีดีพี โดยมีนักศึกษาเป็นหนี้ราว 44 ล้านคน ถือเป็นหนี้เกี่ยวกับการบริโภคที่สูงที่สุดเป็นอันดับสองรองจากหนี้เงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย

ความเชื่อที่ว่าการศึกษาสูงๆ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงอีกต่อไป เพราะหลังจบการศึกษาแต่ละคนยังต้องแบกรับภาระหนี้สินไปอีกอย่างน้อย 10 ปี ทั้งยังเป็นการตัดโอกาสในการมีบ้านมีรถยนต์เป็นของตัวเอง และทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนชะลอการมีครอบครัวออกไป เนื่องจากไม่ต้องการมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก และในที่สุดก็ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เบอร์นี แซนเดอร์ส Photo by SAUL LOEB/AFP

ด้วยเหตุนี้ทำให้มีผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2020 หลายคนพากันเข็นมาตรการปลดหนี้ให้นักศึกษาออกมาหาเสียงอย่างคึกคัก เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์มอนต์ คือผู้สมัครรายล่าสุดที่ประกาศจะปลดหนี้ทั้งหมดให้นักศึกษาอเมริกัน ที่เป็นหนี้เฉลี่ยคนละ 37,172 เหรียญสหรัฐ

นโยบายของแซนเดอร์สคือ ปลดหนี้ให้นักศึกษาทุกคนที่เป็นหนี้ไม่ว่าจะมีรายได้หรือเป็นหนี้เท่าไร โดยจะใช้เงินจากการเก็บภาษีการทำธุรกรรมในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท รวมทั้งหักค่าธรรมเนียม 0.5% จากการซื้อขายหุ้น 0.1% จากการซื้อขายพันธบัตร และ 0.005% จากการซื้อขายอนุพันธ์ วุฒิสมาชิกวัย 77 ปีคาดว่าจะหาเงินจากวิธีดังกล่าวได้กว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในระยะเวลา 10 ปี

อลิซาเบธ วอร์เรน Photo by MANDEL NGAN/AFP

ขณะที่ อลิซาเบธ วอร์เรน วุฒิสมาชิกพรรคเดียวกันจากรัฐแมสซาชูเซตส์ เลือกที่จะจำกัดจำนวนเงินที่จะช่วยปลดหนี้ไว้ที่ 50,000 เหรียญสหรัฐสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐต่อปี และลดจำนวนลงสำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 250,000 เหรียญสหรัฐ ส่วนผู้ที่มีรายได้มากกว่า 250,000 เหรียญสหรัฐขึ้นไปจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ โดยแหล่งรายได้ของวอร์เรนมาจากการเก็บภาษีประจำปี 2% จากชาวอเมริกันที่มีรายได้อย่างน้อย 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีอยู่ราว 75,000 ครอบครัว

ทว่า มีเสียงคัดค้านว่าวิธีของแซนเดอร์สจะเป็นประโยชน์กับคนรวยมากกว่าคนจน เนื่องจากนักศึกษาที่กู้ยืมเงินมากกว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีรายได้มากกว่าเมื่อเรียนจบ อาทิ แพทย์ นักกฎหมาย การช่วยปลดภาระหนี้จะยิ่งทำให้คนกลุ่มนี้สร้างความมั่งคั่งได้รวดเร็วขึ้น

ทั้งนี้ การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของสหรัฐมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ในมหาวิทยาลัยเอกชนมีค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายจิปาถะเฉลี่ยกว่า 34,000 เหรียญสหรัฐต่อปี สำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่แล้ว หากต้องการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นก็ต้องทำงานส่งเสียตัวเองเรียน หรืออีกทางหนึ่งคือกู้ยืมเงิน

สำหรับนักศึกษาที่เลือกการกู้ยืมเงินก็มีเงินกู้ให้เลือกหลากหลายรูปแบบทั้งเงินกู้จากภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีข้อกำหนดและอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันดังนี้

Photo by Robyn Beck/AFP

เงินกู้จากภาครัฐ (Federal Loans) สนับสนุนโดยกระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐ มีระยะเวลาใช้เงินคืนระหว่าง 10-25 ปี แบ่งเป็น

1. Direct Subsidized Federal Loans กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐจะสนับสนุนดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้กู้กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย เช่น หากกู้เงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ หลังจบการศึกษาผู้กู้ก็จะมีหนี้เท่าที่กู้คือ 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยต้องจ่ายคืนเงินกู้หลังจบการศึกษา 6 เดือน จำกัดเฉพาะนักศึกษาระดับปริญญาตรี

2. Direct Unsubsidized Federal Loans รัฐไม่ช่วยจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้กู้กำลังศึกษา คือหากกู้เงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ หลังจบการศึกษาผู้กู้ก็จะมีหนี้ทั้งหมด 12,000 เหรียญสหรัฐ (ต้น 10,000 รวมกับดอกเบี้ยระหว่างศึกษา 2,000) โดยรัฐจะเริ่มคิดดอกเบี้ยเงินกู้จากเงิน 12,000 เหรียญสหรัฐ กลายเป็นดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย 3.Parent Plus Loans ที่ผู้ปกครองไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่โดยกำเนิด พ่อแม่บุญธรรม พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเป็นผู้รับผิดชอบการจ่ายคืนเงินกู้

อีกประเภทคือเงินกู้จากเอกชน (Private Loans) ซึ่งมาจากธนาคารหรือบริษัทด้านการเงิน เงินกู้ประเภทนี้มักถูกเลือกเป็นอันดับสุดท้ายหรือในกรณีที่กู้ยืมเงินจากภาครัฐเต็มโควตาแล้ว เนื่องจากเป็นเงินกู้ที่มีดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าปรับสูงกว่าเงินกู้ยืมจากภาครัฐ

จากข้อมูลของศูนย์เพื่อความก้าวหน้าอเมริกันพบว่า อัตราการผิดนัดชำระหนี้อยู่ที่ 10% หลังจากผ่านไป 3 ปี และ 16% หลังจากผ่านไป 5 ปี นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่าลูกหนี้จำนวนหนึ่งพยายามหนีออกจากสหรัฐเพื่อจะได้ไม่ต้องชำระหนี้คืน แม้ว่าวิธีนี้จะไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยหยุดงอกเงย แต่การตามเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่อยู่ต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายภาระจึงตกอยู่ที่พ่อแม่ที่ร่วมลงชื่อในสัญญาเงินกู้

Leave a comment