ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/world/603445
- วันที่ 13 ต.ค. 2562 เวลา 13:21 น.

บทวิเคราะห์โดยกรกิจ ดิษฐาน
วันที่ “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นเวทีบรรยายพิเศษ “แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง” มีคำๆ หนึ่งที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยจนน่าคิด คือคำว่า “คอมมิวนิสต์”
ตอนหนึ่งพล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า “แต่วันนี้ก็ยังมีพวกหัวเดิมๆ กลับออกมาเป็นนักการเมือง มาเป็นนักวิชาการ และยังฝังชิปสมองในเรื่องของการเป็นคอมมิวนิสต์อยู่” และย้ำอีกครั้งว่า “ในปี 2531 พรรคคอมมิวนิสต์ถึงยอมวางอาวุธ และถือว่าสิ้นฤทธิ์คอมมิวนิสต์ แต่ก็อย่าลืมว่ายังเหลือคนบางคน”
เราไม่อาจทราบได้ว่า พล.อ.อภิรัชต์หมายถึงใคร แต่เราทราบได้ว่ากองทัพ (หรืออย่างน้อยหัวหอกในกองทัพ) ยังเชื่อว่ามีผู้ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่
ว่ากันตามตัวบทกฎหมายแล้ว การเป็นคอมมิวนิสต์ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายอีกต่อไป นับตั้งแต่พ.ศ. 2543 เมื่อรัฐบาลชวน หลีกภัยได้ประกาศใช้ “พ.ร.บ. ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495” นับแต่นั้นการเป็นคอมมิวนิสต์ไม่เป็นความผิดในประเทศไทยอีกต่อไป
แต่วันนี้ บิ๊กแดงพูดถึงคอมมิวนิสต์อีกครั้ง และย้ำว่ายัง “ยังเหลือคนบางคน” ที่ “ยังฝังชิปสมองในเรื่องของการเป็นคอมมิวนิสต์”
ถามว่าในเมื่อการเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ผิดกฎหมายแล้ว แม่ทัพใหญ่จะกังวลอะไร?
ผู้เขียนเข้าใจว่าสิ่งที่พล.อ.อภิรัชต์ อาจต้องการจะเชื่อมโยงผู้ที่ยังเชื่อลัทธิคอมมิวนิสต์กับแนวคิดการล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
คำถามก็คือเป็นคอมมิวนิสต์แล้วต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่?
ในทางทฤษฎีแล้วคอมมิวนิสต์ทุกสาย ทั้งมาร์ซิสต์ เลนินนิสต์ และเหมาอิสต์ มีเป้าหมายสูงสุดที่การโค่นล้มระบอบศักดินาแล้ววิวัฒนาการไปสู่การปกครองที่ไร้ชนชั้น ผู้คนเท่าเทียมกัน ระบบเศรษฐกิจที่ทุกคนได้อย่างที่ลงแรงทำ ไม่มีการขูดรีดหรือฉกฉวยเอากำไรส่วนเกินไปโดยนายทุนและเจ้าที่ดิน
แต่ในทางปฏิบัติคอมมิวนิสต์ไม่สามารถทำให้การปฏิบัติสมบูรณ์แบบอย่างนั้นเกิดขึ้นได้ เราเห็นแล้วว่าสหภาพโซเวียตต้องฆ่าศัตรูแห่งการปฏิวัติไปถึง 1.2 ล้านคนในยุคสตาลินแต่แล้วมันก็ล่มสลายในที่สุด และจีนที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นนายทุนเกือบจะเต็มตัว ก็เพราะระบบเศรษฐกิจแบบคอมนูนทำคนตายไปเกือบ 30 ล้านคนในยุคของเหมาเจ๋อตง
ปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์ก็ยังอยู่ดีและมีที่ทางทางการเมืองในหลายประเทศ แม้แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่น สเปน (พรรค PCE) เบลเยี่ยม (พรรค PCB และ PVDA) ญี่ปุ่น (พรรค JCP)
แน่นอนว่า พรรคสายคอมมิวนิสต์เหล่านี้ต้องการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ เพราะเป้าหมายสูงสุดของการปฏิวัติของสังคมที่เท่าเทียมกันปราศจากอภิสิทธิ์ชน ตามทฤษฎีของเลนินการจะโค่นล้มสถาบันลงได้จะต้องใช้กำลัง “ปฏิวัติโค่นล้มสังคมแบบเก่า” แต่ในโลกปัจจุบันไม่มีใครต้องการเรื่องแบบนั้นอีก (เช่นในสเปนเคยมีแนวคิดสงครามประชาชน แต่ละทิ้งอุดมการณ์นี้ในปลายทศวรรษที่ 1990) พรรค “สายแดง” จึงต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตย คือมติมหาชน เช่น การลงประชามติ
กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นที่เบลเยี่ยมเมื่อครั้งเกิดปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ (Royal Question) ที่กินเวลาระหว่างปี 1945 – 1951 เนื่องจากสังคมตั้งคำถามต่อสมเด็จพระเจ้าเลโอโปลด์ที่ 3 ถึงบทบาทของพระองค์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ไม่ต้องการให้พระองค์กลับมา แต่ปรารถนาจะเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ ทำให้เกิดวิกฤตการเมืองขึ้น และแก้ปัญหาด้วยการลงประชามติ ปรากฎว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้กษัตริย์กลับมาเป็นประมุขอีกครั้ง
ในช่วงหลังสงครามใหม่ๆ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเบลเยียมมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นมาก แต่คะแนนเสียงที่ได้ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังวิกฤตในปี 1954 ได้รับคะแนนเสียงเพียง 3.57% และไม่เคยกลับมามีอิทธิพลอีก จะเห็นได้ว่ากระบวนการประชาธิปไตยมีส่วนสำคัญมากในการค้ำชูสถาบันหลัก
เช่นเดียวกันพรรคคอมมิวนิสต์แห่งญี่ปุ่น แต่ไรมาไม่เห็นด้วยที่จะให้จักรพรรดิเป็นพระประมุข แต่ใน 2004 เปลี่ยนท่าทีมายอมรับจักรพรรดิในฐานะประมุขแห่งรัฐของญี่ปุ่น ตราบเท่าที่พระองค์ทรงดำรงสถานะพระประมุขโดยมิได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และแม้พรรคสนับสนุนการจัดตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตย แต่ระบอบกษัตริย์จะสถาพรต่อไปหรือไม่และควรจะเปลี่ยนเป็นระบบสาธารณรัฐหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ในเวลาอันเหมาะสมในอนาคต
ย้อนกลับไปในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังคงเคลื่อนไหว พคท. พยายามหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ เพราะทราบดีว่าสถาบันมีความสำคัญต่อคนไทยเพียงใด สำคัญมากขนาดที่แตะต้องไม่ได้แม้แต่ พคท. ก็เองก็ยังมักเลี่ยงไปใช้คำว่า “ศักดินา”
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแนวคิดนั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าทั้งในทางทฤษฎีและการปฏิบัติ ผู้ที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบราชาธิปไตย สิ่งทีเกิดขึ้นในสเปนนั้นเป็นเพียงการรอมชอมทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อรอโอกาสที่มติมหาชนจะเข้าข้างพวกเขา ในยุคที่ไม่ใช่ใครสนับสนุนการปฏิวัติด้วยสงครามประชาชนอีก เพราะเห็นถึงความฉิบหายวายวอดที่เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตและจีนยุคก่อตั้งประเทศใหม่
สิ่งที่เรียกว่า “ผีคอมมิวนิสต์” นั้นมาจากประโยคแรกในคำประกาศคอมมิวนิสต์ (The Communist Manifesto) ของมาร์กซ์กับเองเกิล ที่กล่าวว่า “มีผีตนหนึ่งกำลังหลอกหลอนยุโรป มันคือผีคอมมิวนิสต์ อำนาจทั้งหลายของยุโรปเก่าได้ผนึกเป็นพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำราบผีตนนี้ คือพระสันตะปาปาและพระเจ้าซาร์”
แค่นำประกาศก็ชัดเจนในตัวมันเองแล้วว่าศัตรูของคอมมิวนิสต์คือศาสนจักรและองค์ราชาธิปัตย์
แล้วผีคอมมิวนิสต์ของบิ๊กแดงยังอยู่ดีหรือไม่? คำถามนี้คงต้องไปหาคำตอบเอาจากผู้ที่มีแนวคิดคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน
โปรดติดตามตอนต่อไป