ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
https://www.komchadluek.net/news/agricultural/395184
มนัญญา ลุยดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มหลังแบน 3 สาร

มนัญญา ลุย ดูแลเกษตรกรทุกกลุ่มหลังแบน 3 สาร ปูพรมช่วยแบบใยแมงมุม นำร่องพรุ่งนี้ อุทัยธานี เตือนบริษัทนำเข้ามีเหลือให้ทำลาย
24 ตุลาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าในวันที่ 25 ตุลาคม จะจัดประชุมทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯที่ศาลากลาง จังหวัดอุทัยธานี
ทั้งนี้เพื่อรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนภายหลังการแบน 3 สารเคมี คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต มีผลทันทีวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่ห้ามจำหน่าย ผลิต ครอบครอง นำเข้า ส่งออก โดยยกระดับเป็นวัตถุอันตรายประเภท 4 ทุกหน่วยงานต้องดูแลช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งนำร่องที่จ.อุทัยธานีและจากนี้ตนจะลงไปรับฟังปัญหาทุกจังหวัด ทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าไปด้วยกัน ร่วมกันนำทางออก ทางเลือกทำไว้ทุกอย่างไปให้ถึงตัวเกษตรกรและมีมาตรการช่วยเหลือไว้พร้อมหมด โดยเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปหาเกษตรกร ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน และไม่ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรสูงขึ้น
รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนสารทางเลือก กรมวิชาการเกษตร ได้เสนอ 16 ชนิดเข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย มาอย่างต่อเนื่องและกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับรองไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2554 ไม่ใช่สารเคมีตัวใหม่แต่อย่างใด และขอยืนยันว่าอย่าใช้คำว่า สารทดแทน เพราะไม่มี
“ขอให้เข้าใจตรงกันว่าไม่มีการนำเข้าสารตัวใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนสาร 3 ตัวนี้ ที่ผ่านมาก็มีสารทางเลือกให้เกษตรกร ที่ใช้กันทั่วไปมีขายในท้องตลาดมีเป็นร้อยชนิด สารทางเลือก 16 ชนิดนี้กรมวิชาการเกษตร อนุญาตให้นำเข้ามาตั้งแต่ปี 54 โดยกระบวนการใช้สารเคมี เริ่มมีการปรับเปลี่ยนการเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว และสารทางเลือก 16 ชนิดนี้ กรมวิชาการเกษตร ก็ได้เสนอเข้า คกก.วัตถุอันตราย ไปแล้วก่อนหน้านี้นานแล้วทุกครั้งที่มีการประชุม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กำลังทำร่างแนบท้ายประกาศกระทรวงแบน 3 สาร ที่จะออกมาเร็ว ๆ นี้ มีผลบังคับใช้ 1 ธ.ค.ให้เป็นตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ”น.ส.มนัญญา กล่าว
รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ในส่วนประเด็นการกำจัดสารเคมี 3 ชนิดที่ยังคงเหลือ ขอถามว่าใครเป็นคนพูดเรื่องสารคงเหลือที่ต้องทำลายโดยขอใช้เงินหลวง ตนยืนยันไม่ใช้หน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และกรมวิชาการเกษตร แต่เป็นหน้าที่ของบริษัทที่นำเข้ามา ที่ต้องรับผิดชอบนำไปกำจัด เรียกคืนจากร้านค้า ซึ่งเป็นวิธีตามหลักสากลที่ประเทศต่าง ๆ เลิกใช้สารเคมี จากนี้จะมีคณะกรรมการจะติดตามตรวจสอบ การกำจัด 3 สาร แต่ขณะนี้ไม่ควรมีสารเคมีคงเหลือในประเทศ เพราะชะลอการนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2559 เริ่มทยอยนำเข้าลดลงเรื่อยๆ และได้ห้ามนำเข้าเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นเอกชน จะใช้มาเป็นข้ออ้างไม่ได้
“เจ้าของบริษัทนำเข้าสารเคมี มาพบพูดคุยกับพี่ได้ แต่ต้องแยกเซลล์ขายยา ร้านค้า ออกไปเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเจ้าของบริษัท ต้องรับผิดชอบโดยตรงซึ่งทางบริษัทได้นำเข้า สารเคมีหลายชนิดอยู่แล้ว ดังนั้นกระบวนการทำลาย ไม่ใช้หน้าที่ของรัฐบาล บริษัทนำเข้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตรงนี้เอง”น.ส.มนัญญา กล่าว
รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอุตสาหกรรม กำลังแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายโรงงาน สารเคมี ปุ๋ยยา ทุกชนิดให้มีคุณภาพมาตรฐานรับรองที่เป็นระดับสากล โรงงานทุกแห่งต้องมีห้องแลปตรวจสอบสารที่นำเข้ามา เพื่อป้องกันการลักลอบนำมาขายในประเทศ จากนี้จะมีมาตรฐานการควบคุมวัตถุอันตรายสารเคมี ทุกประเภทจะนำเข้าแบบเดิมที่อะไรก็เอาส่งๆเข้ามาได้ เข้ามาแล้วขายที่ไหนก็ได้ ใครเอาไปทำอะไรก็ได้ อย่างนี้จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก
ต่อไป จะมีมาตรการควบคุมสต็อก โกดัง มีระบบควบคุมรู้ว่าทุกขวดทุกลิตรไปอยู่ที่ไหน มาจากใคร บริษัทต้นทาง ใครไปผลิต บรรจุยี่ห้ออะไร ซึ่งต้องควบคุมได้ตลอดสายการผลิต และเป็นโรงงานที่ถูกต้องตามมาตรฐาน จึงจะขอนำเข้าสารเคมีได้ ไม่ให้เหมือนที่ผ่านมาการอนุญาตนำเข้าได้ให้เป็นใบอนุญาตแต่ละสารเคมี ซึ่งเมื่ออนุญาตแล้วไปแตกบริษัทเครือข่าย บริษัทลูก มานำเข้าได้อีก ต่อไปต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด พร้อมจะหารือกับกรมสรรพากร เพื่อเก็บภาษีส่งออกสารเคมีทุกชนิด จากเดิมที่ไม่เก็บภาษีเลยทั้งนำเข้าและส่งออก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานผลิตสารเคมีอันตราย
“เกษตรกรไทยมีคุณค่าทั้งหมด ในฐานะรมช. เกษตรฯ พี่จะไปทุกจังหวัด ลงพื้นที่ประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไปทำมาตรการปรับเปลี่ยนทำเกษตร จะได้รู้ปริมาณใช้สารหรือไม่ใช่ไปดูปัญหาช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่ม ซึ่งวันที่พรุ่งนี้ประชุมนำร่องที่ จ.อุทัยธานี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดูแลเกษตรกรแบบใยแมงมุม ลงไปหาทุกพื้นที่เข้าถึงเกษตรกร รายใดต้องการช่วยเหลือ ให้เกิดความชัดเจน จะสามารถช่วยได้อย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์กับตัวเกษตรกรเองอย่างดีที่สุด”น.ส.มนัญญา กล่าว