ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
พรรคการเมืองเสนออะไร ?…เพื่อหญิงไทย 23 ล้านคน

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ประชากรหญิงไทยกว่า 23 ล้านคนกำลังจะไปใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “คม ชัด ลึก” อาสาพาไปสำรวจว่าข้อเรียกร้องของตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาชนในวินาทีนี้มีอะไรบ้าง และพรรคการเมืองจะจัดทำนโยบายได้ตรงใจหรือไม่ ?
องค์กรผู้หญิงได้จัดเวทีสาธารณะนัดพบระหว่างกลุ่มคนทำงานระดับรากหญ้ากับนักการเมือง ในหัวข้อ “ตอบโจทย์นโยบายผู้หญิง” เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ในการระดมความคิดเห็น เพื่อช่วยกันผลักดันนโยบายของพรรคการเมืองให้ส่งเสริมบทบาทและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้หญิงไทยเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

เสียงสะท้อนในเวทีนี้กลายเป็นเสมือนคำสัญญาในอนาคตว่า หากพรรคการเมืองของตนได้รับเลือกจะขับเคลื่อนแก้ไขประเด็นปัญหาความไม่เท่าเทียมของผู้หญิงในสังคมไทยอย่างไรบ้าง
“ธนวดี ท่าจีน” มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวถึงข้อมูลผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ หรือความรุนแรงต่างๆ ไม่ต่ำกว่าปีละ 3 หมื่นคน ถือเป็นปัญหาใหญ่ในเมืองไทยต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปีแล้ว และมีแนวโน้มว่าตัวเลขจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี เช่น โดนสามีทำร้าย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังแก้ปัญหาเชิงรุกได้ไม่ดีพอ
“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นมีหลายประเด็นใหญ่ คือ ต้องปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับนโยบาย ให้เกิดการทำงานเชิงรุกทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ความเข้าใจการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันของกฎหมายฉบับต่างๆ ในวันนี้ พนักงานสอบสวนหญิงทั่วประเทศมีไม่ถึง 400 คน ควรเร่งรัดให้รับสมัครเพิ่ม นอกจากนี้ยังควรควบคุมธุรกิจขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง เพราะเหล้าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ผู้หญิงถูกทำร้าย ผู้ผลิตเหล้าต้องมาช่วยจ่ายค่าเสียหายด้วย ส่วนประเด็นการดูแลสุขภาพผู้หญิงต้องทำครอบคลุมทุกวัย กระทรวงสาธารณสุขควรทำงานเป็นเครือข่ายสุขภาวะทางเพศของผู้หญิง เช่น ให้เด็กได้ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือรักษามะเร็งเต้านมฟรีทุกคน หรือกลุ่มผู้หญิงที่ตั้งท้องแต่ยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงลูก ควรมีกลไกรองรับหาอาชีพให้ทำ มีเงินสนับสนุนเลี้ยงดูลูก และกองทุนฉุกเฉินดูแลเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทอดทิ้งทารก”

นอกจากนี้ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อนหญิงยังเสนอให้มีมาตรการดูแลผู้หญิงที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 8.5 ล้านคน ที่กำลังได้รับผลกระทบจากบุหรี่ รัฐควรมีนโยบายเรื่องบ้านปลอดบุหรี่ ให้ยกเลิกบุหรี่ไฟฟ้า
สอดคล้องกับ “สุชัญญา ยอดคำ” มูลนิธิพิทักษ์สตรี แสดงความเห็นเรื่องภัยร้ายที่ผู้หญิงยุคใหม่กำลังเผชิญจากการถูกล่วงละเมิดผ่านสื่อออนไลน์ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ ควรเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส สนับสนุนงบประมาณทำงานเรื่องนี้มากขึ้น ทำให้ผู้หญิงรู้สึกอบอุ่นเป็นมิตร และอยากให้มีการเพิ่มหลักสูตรเรียนรู้เกี่ยวกับมิติทางเพศหญิงชาย สิทธิความเสมอภาค สร้างกระบวนการทางความคิดให้รู้จักการป้องกันร่างกายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ให้รู้เท่าทันโลกและสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยรุ่น
นอกจากประเด็นเรื่องมาตรการป้องกันภัยร้ายที่เกิดกับผู้หญิงแล้ว ยังมีการเสนอมุมมองเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย
“อารีย์ คงกลัด” ตัวแทนเครือข่ายอ่าวไทยตอนบนกล่าวถึงปัญหากัดเซาะชายฝั่ง ทำให้ไม่มีผืนป่า ไม่มีแผ่นดิน ไม่มีอาหาร ไม่มีโฉนด ทุกวันนี้อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลามีราคาแพงมาก อยากให้มีปรับปรุงกฎหมายหรือมีการทวงคืนแผ่นดิน เพื่อปกป้องชุมชนและชายฝั่งจากการถูกคลื่นกัดเซาะ ควรใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านปกป้องผืนดินและปลูกต้นไม้หรือปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ไม่ให้มีการซื้อขายที่ดินชายฝั่งทะเล ควรจัดให้เป็นผืนดินสาธารณะประโยชน์
“อยากให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งเป็นวาระแห่งชาติ มีมาตรการเพิ่มพื้นที่เพาะพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน จัดงบประมาณสนับสนุนดูแลชุมชน ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกองทุนโลกร้อนเพื่อหาวิธีปกป้องชุมชนตนเอง”
ทุกวันนี้ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ไม่ได้รับผิดชอบแค่เลี้ยงลูกหรือทำงานบ้านเท่านั้น แต่ยังออกไปรับจ้างทำงาน เพื่อหารายได้มาช่วยจุนเจือครอบครัวด้วย
“นลิน อ่ำสวัสดิ์” ตัวแทนฝ่ายแรงงานหญิง ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยมีลูกจ้าง 38 ล้านคน เป็นผู้หญิงไม่ต่ำกว่า 17 ล้านคน ส่วนใหญ่กำลังเผชิญปัญหาการเลี้ยงดูลูกและการเลี้ยงดูครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ เจอภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ พวกเขาควรได้รับความคุ้มครองในด้านสิทธิต่างๆ ด้วย แรงงานหญิงที่เป็นลูกจ้างในระบบควรได้รับสิทธิลาคลอดไม่ต่ำกว่า 120 วัน จากที่ได้อยู่ประมาณ 90 วัน และควรได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนระหว่างลาคลอดด้วย พร้อมมีข้อเสนอว่า

“อยากให้รัฐบาลบังคับให้มีมุมส่วนตัวหรือสถานที่ให้นมแม่ในที่ทำงาน หรือศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ แล้วมาทำงานควรมีโอกาสได้ให้นมลูกหรือมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กๆ ระหว่างทำงาน”
“สุจิน รุ่งสว่าง” ตัวแทนสมาพันธ์ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งประเทศไทย กล่าวถึงตัวเลขคนทำงานที่ไม่มีนายจ้างหรือแรงงานนอกระบบว่า มีไม่ต่ำกว่า 21 ล้านคน เป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ แต่กลับได้รับการคุ้มครองไม่เท่ากับแรงงานในภาคอุตสาหกรรม พวกเขาต้องทำงานหนักและสัมผัสสารเคมีอันตรายตลอดเวลา เช่น สารเคมีในแปลงเกษตร ทั้งเกษตรธรรมชาติและเกษตรพันธสัญญา แถมยังได้รับค่าแรงไม่เป็นธรรม
“คนที่รับงานมาทำที่บ้าน ก็คือทำให้บ้านกลายเป็นโรงงาน เช่น คนตั้งท้องก็นั่งเย็บผ้าอยู่ในบ้านตัวเอง ไม่ได้ใช้ทรัพยากรของโรงงานหรือบริษัท แต่กลับได้ค่าแรงไม่เป็นธรรม หรือได้ค่าจ้างไม่ต่อเนื่อง เพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบโดยตรง อยากให้ยกระดับการศึกษาแรงงานนอกระบบ และขอให้มีสัดส่วนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ผู้หญิงแรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญพวกเขาควรมีโอกาสได้เข้าระบบบำนาญ อย่างน้อยเกษียณแล้วควรได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณเดือนละ 3,000 บาท”
“พัชรี ไหมสุข” เครือข่ายผู้หญิง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เปิดเผยให้ฟังว่า การพูดถึงปัญหาผู้หญิงในประเทศไทยต้องไม่ลืมผู้หญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อ่อนไหวด้วย โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ผู้หญิงกับเด็กถูกกระทำความรุนแรงทางเพศมากขึ้น และเป็นการกระทำจากสามีด้วย ลูกสาวก็โดนละเมิดมากขึ้น อยากให้มีการพัฒนาความร่วมมือหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะกับผู้นำทางศาสนา รัฐบาลควรสร้างโซนพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและผู้หญิงให้ฝ่ายรัฐและกลุ่มก่อการร้ายทำข้อตกลงกันในเรื่องพื้นที่ปลอดภัย เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะต่างๆ

“อยากให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในการเมืองท้องถิ่น มีงบประมาณสนับสนุนสร้างกลไกกลุ่มผู้หญิง จัดกิจกรรมต่างๆ การสร้างสันติภาพ การทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนเรื่องความรุนแรงในครอบครัว ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายอิสลาม กฎหมายคุ้มครองเด็ก รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาเจ้าสาววัยเด็ก เพราะเด็กผู้หญิงอายุน้อยตั้งครรภ์มักถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน บางคนตั้งท้องโดยไม่รู้ว่านี่คือการท้องจากการถูกข่มขืนจากพ่อของตัวเอง ส่วนคนที่เป็นแม่ก็ทำใจยาก ควรทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชน และป้องกันไม่ให้เด็กหญิงถูกละเมิดทางเพศจนต้องถูกบังคับแต่งงานเป็นเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็ก”
หลังจากฝ่ายตัวแทนเครือข่ายผู้หญิงร่วมกันเสนอโจทย์หรือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น ฝ่ายตัวแทนนักการเมืองหญิงก็ได้เสนอนโยบายของพรรคตัวเองให้รับทราบดังนี้
“ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์” ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า อยากผลักดันบทบาทความเป็นผู้หญิง ความปลอดภัยของผู้หญิง เช่น สร้างรัฐสวัสดิการเป็นรัฐสีขาว เน้นองค์ความรู้ที่มาเสริมสร้างชีวิตผู้หญิงเพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ทั้งบ้านที่อยู่อาศัย และสถานที่ทำงาน มีการรักษาความปลอดภัยในชุมชน ให้มีแสงสว่างเพียงพอ และเห็นด้วยที่จะมีการตั้งศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนหรือเด็กอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป มีกองทุนสำหรับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม และกองทุนดูแลผู้หญิงสูงวัยเป็นนโยบายระยะยาว ช่วยกันดูแลสุขภาพผู้หญิงไม่ให้เป็นภาระ
“รัชดา ธนาดิเรก” ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ผู้ชายไม่เกี่ยว ได้แก่ จะเสนอให้มีการลาคลอดได้ 6 เดือน ถ้ามีเด็กเกิดขึ้นมาก็ให้รับสิทธิเป็นจำนวนเงินหลักแสนบาทได้เลย หมายถึงการสนับสนุนดูแลเด็กแรกเกิดจนถึง 8 ขวบ เป็นเงินสนับสนุนให้แม่นำไปซื้อนม อาหารเสริม อุปกรณ์เลี้ยงบุตรต่างๆ ให้มีพนักงานสอบสวนหญิงทุกอำเภอ มีหลักสูตรการสอนเพศศึกษาที่เน้นให้ความเคารพเนื้อตัว หรือสอนให้มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ในส่วนสาธารณสุขควรพัฒนาศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาลตำบลให้มีศักยภาพดูแลคนในพื้นที่ และเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์
“ส่วนปัญหาแรงงานนอกระบบ จะส่งเสริมให้เรียนระดับ ปวส. เรียนจบแล้วมีงานทำ และเพิ่มงบประมาณสร้างสังคมปลอดภัยใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขับเคลื่อนให้มีกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการสร้างกลไกลดความเหลื่อมล้ำทางเพศ”
“ลีลาวดี วัชโรบล” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย เสนอว่าจะเร่งแก้ไขกฎหมายล้าหลัง ปลดล็อกให้ศักยภาพผู้หญิงทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรี และสนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ให้มีเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต้ำ ไม่เกินร้อยละ 1 บาทต่อปี เพื่อช่วยเหลือสตรีด้อยโอกาส และส่งเสริมบทบาทผู้นำสตรีให้ทัดเทียมผู้ชาย
“จะมีนโยบายป้องกันแม่วัยใส หรือดูแลเด็กผู้หญิงที่เป็นแม่ก่อนวัยอันควร มีการติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้หญิงเข้าใจผลกระทบทางเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้น นำเงินจากกองทุนต่างๆ มาพัฒนาศักยภาพแรงงานให้มากขึ้น”
“พรรณิกา วานิช” พรรคอนาคตใหม่ เสนอว่าจะมีนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมกันในทุกกลุ่ม จัดทำเป็นนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ตั้งแต่คลอดยันเกษียณอายุ สนับสนุนให้ลาคลอดได้ 180 วัน และให้พ่อมีสิทธิลาคลอดช่วยแม่ได้ด้วย รวมถึงการให้ประกันสังคมจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร 1,200 บาทต่อเดือน จนถึงวัย 6 ขวบ เพื่อช่วยผ่อนภาระของแม่ สร้างระบบการศึกษาดูแลเด็กตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็กให้มีมาตรฐาน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารที่ดี มีรถรับส่งดี
“จะเสนอแก้ไขกฎหมายให้รัฐเพิ่มเงินสมทบและได้บำนาญเดือนละ 3 พันบาท เพิ่มเบี้ยยังชีพคนชราเป็นเดือนละ 1,800 บาท ภายใน 5 ปี และค่อยๆ ปรับเพิ่มเป็น 2,500- 5,000 บาท ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ เพิ่มพนักงานสอบสวนหญิง และการแก้ไขการว่างงานของผู้หญิงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สร้างงานและสร้างเศรษฐกิจ
“ชุมาพร แต่งเกลี้ยง” ตัวแทนพรรคสามัญชน เป็นพรรคเล็กที่กำลังได้รับความสนใจในกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ได้เสนอให้เน้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิง เช่น เสมอภาคทางเพศ ให้เกิดการคุ้มครองยกระดับมากขึ้น เช่น คดีเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางเพศไม่ให้ยอมความกันได้ ไม่หมดอายุความ ต้องยกเลิกกฎหมายทำแท้งทั้งหมด และสร้างความปลอดภัยให้ผู้หญิง ส่วนการลาคลอดให้ได้ค่าจ้างเท่าเดิมได้งานเดิม ผู้ชายต้องลาเลี้ยงดูบุตรได้และดูแลคนในครอบครัวได้ ควรมีการการเยียวยาเด็กผู้หญิงในทุกมิติ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การส่งเสริมอาชีพ และเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในทางการเมือง
เมื่อฟังเสียง “โจทย์” หรือข้อเรียกร้องของฝ่ายเครือข่ายผู้หญิง กับ ฟังเสียง “นโยบาย” จากตัวแทนพรรคการเมือง จะเห็นได้ว่าแต่ละพรรคมีนโยบายไม่แตกต่างกันมากนัก
มีความพยายามตอบโจทย์พอสมควร ทั้งเรื่อง กฎหมาย สุขภาพ ค่าแรง ความเสมอภาค สวัสดิการลาคลอด เลี้ยงบุตร ฯลฯ สุดท้ายก็เหลือแต่ว่า พรรคไหนจะนำมาสร้างเป็นนโยบายหาเสียงที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้มากกว่านี้ หรือกล้าทำเป็น “สัญญาประชาคม” เลยว่า “จะทำจริง” หากพรรคได้รับเลือกเป็นรัฐบาล
ขออย่าเป็นเพียงลมปากหาเสียงเหมือนที่ผ่านมา…เพราะผู้หญิงที่มีสิทธิเลือกตั้ง 23 ล้านคน พร้อมเทคะแนนให้พรรคที่จริงใจและจริงจังอย่างแน่นอน !?!
“อยากให้รัฐบาลบังคับให้มีมุมส่วนตัวหรือสถานที่ให้นมแม่ในที่ทำงาน หรือศูนย์เลี้ยงเด็กในสถานประกอบการทุกพื้นที่และทุกจังหวัด เพราะแม่ที่คลอดลูกใหม่ๆ แล้วมาทำงานควรมีโอกาสได้ให้นมลูกหรือมีผู้ช่วยเลี้ยงเด็กๆ ระหว่างทำงาน” “นลิน อ่ำสวัสดิ์”
ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงทางเพศหรือความรุนแรงต่างๆ รัฐต้องทำงานเชิงรุก ต้องปรับทัศนคติเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับนโยบาย ให้เกิดการทำงานเชิงรุกทั้งตำรวจ เจ้าหน้าที่องค์กรท้องถิ่น รวมถึงการฝึกอบรมทางกฎหมายเพื่อบูรณาการร่วมกัน “ธนวดี ท่าจีน”
“อยากขอให้มีสัดส่วนในคณะกรรมการชุดต่างๆ ให้ผู้หญิงแรงงานนอกระบบมีส่วนร่วมด้วย และที่สำคัญพวกเขาควรมีโอกาสได้เข้าระบบบำนาญ อย่างน้อยเกษียณแล้วควรได้ไม่ต่ำกว่าเส้นความยากจน หรือประมาณเดือนละ 3,000 บาท” “สุจิน รุ่งสว่าง”
“เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ควรทำความเข้าใจทั้งกฎหมายไทยและอิสลาม กฎหมายคุ้มครองเด็ก รัฐควรสนับสนุนการแก้ปัญหาเจ้าสาววัยเด็ก เพราะเด็กผู้หญิงอายุน้อยตั้งครรภ์มักถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเครียด รู้สึกกดดัน บางคนตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าถูกพ่อข่มขืน” “พัชรี ไหมสุข”