ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ไม่ใช่ “บิ๊กตู่” กองทัพปรับบทบาท พลเรือน อย่า!ล้ำเส้น

คอลัมน์… ถอดรหัส ลายพราง โดย… พลซุ่มยิง
ถ้าเป็นไปตามที่คาดหวัง ภายหลังการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย บทบาทและทิศทางกองทัพคงไม่น่าห่วง เพราะต่างฝ่ายต่างเกื้อหนุนการทำงานซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะส่วนหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นโควตา ผบ.เหล่าทัพ 6 ตำแหน่ง และอีก 194 คน มาจากการคัดเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) น่าจะมีสัดส่วนจาก ผบ.หน่วย ทหารที่ใกล้เกษียณอายุราชการในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะช่วยค้ำบัลลังก์รัฐบาลได้เป็นอย่างดี
หากสมการเปลี่ยน ‘นายกรัฐมนตรี’ คือฝ่ายที่เรียกตัวเอง ‘ประชาธิปไตย’ กองทัพต้องปรับตัว เตรียมแผนตั้งรับ เพราะวิเคราะห์แล้วว่า เกมที่รัฐบาลพลเรือนจะเล่นคือ ผ่าโครงสร้างปฏิรูปกองทัพ ในรูปแบบโยนหินถามทาง เช่น การรับสมัครระบบการเกณฑ์ทหาร ที่พยายามเสนอแนวคิดคัดเลือกทหารเกณฑ์เป็นรูปแบบสมัครใจ ตลอดจนเข้ามาควบคุมและตัดงบประมาณที่เคยตั้งเป้าเอาไว้ทั้งงบกลาง หรือระยะยาว เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สร้างรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง
ที่ต้องระวังคือ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลพลเรือน มุ่งเน้นการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งแก้ปัญหาปากท้อง รวมถึงโครงการเมกะโปรเจกต์ ดังนั้นช่วงสองปีแรก ‘กองทัพ’ ต้องนิ่ง เพราะแผนพัฒนาโครงสร้างกองทัพที่กำลังดำเนินการอยู่สามารถลดความหวาดระแวงฝ่ายการเมืองได้ เช่น การย้ายหน่วยทหารกำลังรบออกนอกเมือง
แต่สิ่งหนึ่งที่ กองทัพ จะได้รับในปี 2562 หลังมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของมิตรประเทศโดยเฉพาะชาติมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ที่ใช้ข้ออ้างรัฐประหาร ตัดความสัมพันธ์ในการให้ความช่วยเหลือด้านงบประมาณทางทหารด้านทุนการศึกษา หรือการพัฒนาเทคนิคหรือการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ จะทำให้กองทัพสามารถยกระดับคุณภาพมาตรฐานได้
ขณะที่ “รัฐบาลพลเรือน” ไม่ควรล้ำเส้น หรือเอาคืนกองทัพด้วยการก้าวก่ายแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร เพราะบทเรียนในอดีตเคยมีการปะทะทางความคิดหรือทางอำนาจ ของผู้บัญชาการกองทัพที่ไม่ยอมรับการแทรกแซงของรัฐบาลพลเรือน
นอกจากนี้ ยังมีทหารสวมหมวกเป็นนักการเมืองในตำแหน่งวุฒิสมาชิกสามารถอภิปรายออกมาเสนอความเห็น ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลได้ด้วย
“สมมุติว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่ผู้นำฝ่ายกองทัพตามที่คาดหวัง คิดว่าสัดส่วน รมว.กลาโหม หรือรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงน่าจะเป็นอดีตนายทหารเข้ามารับหน้าที่กำกับตรงนี้ หรือนายทหารที่นิยมประชาธิปไตย ที่ไม่ได้ไปสังกัดพรรคของพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจะมีทหารอีกขั้วการเมืองคิดว่าสายใยพี่น้อง ความเป็นเตรียมทหารด้วยกัน จะลดแรงปะทะ หรือการเผชิญหน้าระหว่างผู้นำรัฐบาล กับกองทัพได้” แหล่งข่าวจากกองทัพ ระบุ
การทำ ‘รัฐประหาร’ แม้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก จะไม่รับประกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนของการเมืองไทย แต่โอกาสที่จะเกิด ‘ยาก’ ขึ้นเรื่อยๆเพราะ “พลวัต” การใช้อำนาจของผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก ลดลงตามลำดับ
หากย้อนอดีตการทำรัฐประหารในแต่ละห้วง พบว่า เมื่อ 28 ปีที่แล้ว รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถูกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(รสช.) ยึดอำนาจ นำโดย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผบ.ทบ. โดยอายุผู้ทำรัฐประหาร อยู่ในวัย 57-58 ปี และเมื่อปี 2549 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. มีอายุราชการ 1 ปี ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีเวลา 4 ปี หมายความว่า การสะสมพลังอำนาจ ของ ผบ.ทบ.ไม่หนาแน่นเหมือนในอดีต
การทำ ‘รัฐประหาร’ แต่ละครั้ง นอกจากต้องอาศัยองคาพยพ ความร่วมมือจาก ผบ. เหล่าทัพอื่นแล้ว ต้องได้รับคำชี้แนะจากอดีต ผบ.ทบ. หรืออดีต ผบ.เหล่าทัพ หลายคนมาช่วยปูทางในการขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ หากอดีต ‘ขุนศึก ขุนทหาร’ ไม่เห็นด้วย ก็ถือว่ายากแล้ว แต่คงไม่เท่ากระแสต่อต้านจากสังคมที่มีเงื่อนไข ปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งผลให้ ‘รัฐประหาร’ เกือบเป็นศูนย์
โอกาสที่จะเห็น ‘ทหาร’ หันหลังให้การเมืองยังมีอยู่ แต่คงไม่เกิดในเร็ววันนี้ เพราะอนาคตมีตำแหน่งวุฒิสมาชิกรองรับเพื่อให้เกิดการต่อรองและผลักดันให้กองทัพยกระดับมาตรฐานตัวเอง สร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาหล่อเลี้ยงเกิดความมั่นคง เช่นเดียวกับต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยงบประมาณของประเทศอย่างที่ฝ่ายกองทัพใช้วิธีการยึดอำนาจแล้วจัดสรรงบประมาณเข้าตัวเองอีกต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อกองทัพได้งบประมาณที่ถูกต้องและเป็นไปตามครรลอง ก็จะกลับเข้า ‘กรมกอง’ มุ่งเน้นภารกิจของตัวเอง โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 52 ได้วางบทบัญญัติให้กองทัพเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ โดยบทบาทสำคัญคือ แก้ไขปัญหาความยากจน เพราะมีเครื่องมือกำลังพลที่สามารถช่วยเหลือในหน่วยงานราชการหรือรัฐบาลได้เป็นอย่างดี จะสามารถพัฒนาประเทศได้เต็มสูบ
‘กองทัพ’ หลังการเลือกตั้ง ต้องวางตัวเองในมิติเชิงสร้างสรรค์ ลดแนวคิดการปะทะ หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แม้จะมี หมวกวุฒิสมาชิก สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องไม่นำไปสู่การเผชิญหน้า ระหว่างข้าราชการประจำกับข้าราชการการเมือง โดยเฉพาะ นักการเมืองกับผู้นำเหล่าทัพ จะต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด
มิเช่นนั้น จากการเมืองเสื้อ 2 สี ในอดีต จะนำไปสู่ การเมือง 2 สถาบัน คือพรรคการเมือง กับ กองทัพ !