พรรคลำดับสองตั้งรัฐบาล!… ‘ลุงตู่-มาร์ค’ วางเกม’ชิงดำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361214?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พรรคลำดับสองตั้งรัฐบาล!… ‘ลุงตู่-มาร์ค’ วางเกม’ชิงดำ’

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 – 07:53 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,รัฐบาล,เลือกตัง
เปิดอ่าน 3,257 ครั้ง

คอลัมน์…  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย…  ลมใต้ปีก 

ตามประเพณีปฏิบัติทางการเมืองที่เรายึดมากว่า 30 ปี พรรคการเมืองที่มีชัยชนะในการเลือกตั้งจะเป็นพรรรคหลักในการรวบรวมพรรคการเมืองอื่นเพื่อจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันคนของพรรคตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ประเพณีปฏิบัติดังกล่าวจะไม่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ แต่มีการยึดถือเช่นนั้นหลังยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นต้นมา

แต่การเลือกตั้งที่จะมาถึงวันที่ 24 มีนาคมนี้ ด้วยบริบท ทางการเมืองและกติกาเลือกนายกรัฐมนตรีที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเมืองในห้วง 30 ปีที่ผ่านมา ความเป็นที่ 1 ของชัยชนะหลังการเลือกตั้งไม่ได้เป็นสิ่งที่จะกำหนดได้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลและตัวแทนพรรคจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี กติกาในรัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดว่าต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา นั่นคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาซึ่งมีเสียงรวมกันเท่ากับ 750 เสียง คนจะรวบรวมเสียงเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง นั่นคือ 376 เสียง และบรรยากาศการเมืองที่ยังคงเป็นรูปเดิมระหว่าง “เอา&ไม่เอาทักษิณ” ทำให้โอกาสของพรรคลำดับสองในชัยชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตั้งรัฐบาลและผลักดันตัวแทนของพรรรลำดับสองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จะมีมากกว่าพรรคลำดับที่หนึ่ง ยกเว้นพรรคลำดับที่หนึ่งจะชนะอย่างถล่มทลาย อย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โม้ไว้ว่าจะได้ถึง 300 เสียง ซึ่งถ้าเป็นจริงพรรคลำดับหนึ่งก็ได้ตั้งรัฐบาลโดยมิต้องสงสัย

ในแวดวงการเมืองไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรือกล้าพนันว่า พรรคไทยรักไทยจะไม่ได้อันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยฐานที่มั่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังแข็งแกร่ง แม้มีหลายพรรคพยายามดูดอดีตส.ส.ไปสังกัดก็ตาม แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคนในแวดวงการเมืองฟันธงตรงกันว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ที่นั่งส.ส.น้อยกว่าเดิม จากเดิมเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.เขต 204 ที่นั่ง และส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 61 ที่นั่ง รวม 265 ที่นั่ง แต่ด้วยระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมกันที่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์มิใช่ขอแถมเพิ่มจำนวนส.ส.อีกต่อไป และระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียวรวมทั้งการที่อดีตส.ส.เพื่อไทยถูกดูดไปมากมาย วงการเมืองจึงมองว่าอย่างไรเสียเพื่อไทยไม่น่าจะมีโอกาสถึง 200 เสียง ดีไม่ดีจะก้าวข้ามเส้น 150 ที่นั่งได้หรือไม่ (อันนี้ไม่รวมพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.=ทักษิณ ชินวัตร) และพรรคเพื่อชาติ+ประชาชาติ)

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชารัฐตั้งเป้าแย่งกันเป็นพรรคอันดับสอง โดยที่แต่ละพรรคหวังว่าใครถึง 120 ที่นั่งส.ส. พรรคนั้นจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล เพราะหากประชาธิปัตย์เป็นอันดับสอง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็สามารถต่อรองได้กับทั้งเพื่อไทยและพลังประชารัฐ ใครยอมประชาธิปัตย์ก่อนก็มาตั้งรัฐบาลร่วมกัน เช่นเดียวกันหากพลังประชารัฐเป็นอันดับสอง ประชาธิปัตย์ก็ยอมร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐโดยปริยาย เมื่อพรรคเข้าป้ายเป็นที่ 3 ไม่มีหนทางให้เลือกมาก ส่วนคนแดนไกลอย่างทักษิณ ชินวัตร อ่านหมากการเมืองนี้ขาดว่าถ้าไม่ชนะถล่มทลายหนทางที่จะเป็นรัฐบาลร่วมแบ่งปันอำนาจได้นั่นคือต้องดัน “ก้น” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีไปก่อน จึงยังไม่สรรหาตัว “จริง” ในการส่งชิงนายกรัฐมนตรีเสียที

เมื่อภาพการเมืองเป็นดังนี้ โอกาสของพรรคลำดับสองถือว่าดีที่สุด “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังตัดสินใจลงเป็นบัญชีนายกรัฐมนตรีในนามพลังประชารัฐ กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เบอร์เดียวของประชาธิปัตย์ จึงขอแข่งเป็นที่สองเพราะแค่ใครเป็นที่สองโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีเกินครึ่งทางแล้ว

Leave a comment