แปรวิกฤติเป็นโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/361495?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แปรวิกฤติเป็นโอกาส

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 – 10:20 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ฝุ่นจิ๋ว
เปิดอ่าน 342 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

“ดับเครื่องชน” วันนี้อยากจะให้เรามองโลกในด้านบวกเรื่องฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในกทม. และหลายพื้นที่ทั่วประเทศว่าในที่สุดคนไทยเรามีความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว-ช่วยเหลือกันยามเกิดวิกฤติหรือเดือดร้อน

อย่าไปท้อถอยว่านักท่องเที่ยวหรือชาติอื่นจะมองว่าอากาศบ้านเราเป็นพิษหรือมีมลภาวะ ซึ่งประเทศจีนหรือญี่ปุ่นก็เคยมีเคยเป็นและหนักหนาสาหัสกว่าไทยเสียอีก

แต่ในที่สุดหากรัฐบาลเอาจริงแล้วทุกอย่างก็แก้ไขได้และหากไทยแก้ฝุ่นพิษได้สำเร็จก็จะทำให้ภาพลักษณ์เมืองไทยดีขึ้น

วันก่อนได้รับข้อความทางไลน์จากเพื่อนที่เป็นข้อคิดเห็นจาก “ดร.ประวิทย์ จงวิศาล” อดีตอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหิดล น่าสนใจมากๆ จึงขออนุญาตอาจารย์นำเรื่องนี้มาแจ้งให้ทราบแบบเดิมๆ เพื่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกหรือหมดหวังจนไม่เป็นอันกินอันนอน
อาจารย์ “ดร.ประวิทย์ จงวิศาล” มีความเห็นชี้แจงมาดังนี้ครับ

ผมในฐานะเรียนปริญญาเอก สุขอนามัย อุตสาหกรรมและพิษวิทยา มาขอชี้แจงว่า ฝุ่นขนาด 2.5 ไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างกายดังที่แชร์กันทั่วสังคมไทย ยกเว้นคนโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็กๆ และผู้ชรามาก เรากำลังตกอยู่ในวิตกจริตเกินเหตุ เพราะพวกไม่รู้จริงและหาผลประโยชน์จากอุปกรณ์วัดฝุ่น ทีปิดปากปิดจมูก เครื่องกรองอากาศ มีบริษัทยักษ์ใหญ่เตรียมแผ่นกรองอากาศ มาติดกับเครื่องปรับอากาศทั่วไปให้กรองฝุ่นได้ ทำรายได้มากมาย เครื่องกรองอากาศขณะนี้ราคาแพงมากและขาดตลาด ปั๊มน้ำและอุปกรณ์ฉีดน้ำเพิ่มยอดขายมากมาย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก
ผมขอชี้แจงว่า ตระหนักถึงปัญหาได้ แต่อย่าตระหนกจนเกินเหตุ ทำให้ประเทศไทยเสียหายเกินเหตุ ต้องลงทุนการแก้ปัญหาเกินควร เช่นแทนที่จะมากวดขันจับรถควันดำเพราะฝุ่นตัวนี้มาจากรถดีเซลเป็นส่วนใหญ่ และบริเวณก่อสร้างผู้รับเหมาไม่รดน้ำพื้นถนน รัฐต้องมากวดขันจริงจัง ไม่ใช่สั่งปิดโรงเรียน ปิดเรียนแล้วมันหายฝุ่นหรือ โรงเรียนไม่ใช่แหล่งกำเนิดฝุ่น รถดีเซลปิกอัพ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นแหละเป็นแหล่งสำคัญของฝุ่นตัวนี้

ผมเคยบอกแล้วว่าฝุ่นตัวนี้เป็นปัญหาของทั้งโลกและประเทศไทยมานานแล้ว ไม่ใช่เกิดเฉพาะปีนี้ การท่องเที่ยวเราก็ได้รับผลกระทบ มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์จากการฉวยโอกาส และบางกลุ่มต้องการทำลายภาพลักษณ์ประเทศและรัฐบาล ฝุ่นขนาดเกิน 10 ไมครอน จะไม่สามารถเข้าไปทางเดินหายใจได้ เพราะมนุษย์มีขนจมูกดักไว้ ส่วนที่เล็กกว่า 10 ไมครอน ก็ผ่านขนจมูกเข้าไปได้ ยิ่งฝุ่นขนาดเล็กเท่าไร ก็ยิ่งลงไปลึกสู่ปอด อันตรายทุกขนาดที่ลงไปลึก ไม่ใช่กลัวกันที่ 2.5 ไมครอนเท่านั้น
เมื่อฝุ่นผ่านทางเดินหายใจลงไปได้ ตลอดทางเดินหายใจจะมีเยื่อเมือกคอยจับฝุ่นไว้ ไม่ให้ลงไปลึก ขณะเดียวกันที่เยื่อเมือกจะมีขนเป็นจำนวนมากค่อยกระพือเยื่อเมือกที่จับฝุ่นได้แล้ว ย้อนกลับขึ้นมา ค่อยๆ ขึ้นมาจนถึงลิ้นปิด-เปิดทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ บริเวณลำคอของเรา จากนั้นเยื่อเมือกที่จับฝุ่นได้แล้วจะถูกกลืนลงกระเพาะ ฝุ่นปกติจะทนต่อกรดในกระเพาะ ซึ่งฝุ่นส่วนใหญ่จึงถูกขับออกพร้อมกับอุจจาระ
เยื่อเมือกที่จับฝุ่นแล้วบางส่วนจะถูกขับด้วยการไอ จาม ออกมาเป็นเสมหะออกจากร่างกาย ท่านเคยสังเกตไหม เวลาเดินทางไปบริเวณที่มีฝุ่นมาก เมื่อขากเสมหะออกมาจะมีฝุ่นติดมาด้วย เสมหะคนขายถ่านจะมีสีดำจากฝุ่นถ่านสีคล้ายเฉาก๊วย

นี่คือกลไกที่มนุษย์ถูกออกแบบมาสู้กับฝุ่นบนพื้นโลก ถ้าไม่แน่จริงมนุษย์สูญพันธุ์หมอแล้ว โลกเรามีฝุ่นตั้งแต่กำเนิดโลกมาหลายล้านปีแล้ว
นอกจากนี้ฝุ่นขนาดเล็กมากๆ มีมวลน้อยมาก จึงไม่สามารถถูกจับโดยเยื่อเมือก ก็จะถูกขับออกจากร่างกายพร้อมคาร์บอนไดออกไซด์ตอนหายใจออก
เห็นความอัศจรรย์ของร่างกายมนุษย์หรือยัง? อย่าตระหนกตกใจ สติแตก เกินเหตุ เราจะตกเป็นเหยื่อของคนบางคนตามที่ผมให้ความเห็นมาแล้ว
ผมอ้างอิงจากการเรียนพิษวิทยาปริญญาเอกที่ได้ทุนจากรัฐบาลไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ไม่ได้มโนขึ้นมาเหมือนบางคน
ข้อเสนอแนะสั้นๆ ของผมคือ ให้รัฐบาลรีบแก้ไขที่แหล่งใหญ่ของฝุ่นตัวนี้อย่างจริงจังและไม่ต้องแพร่ข่าวมากเกินไปจนทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ ประชาชนต้องร่วมมือกัน และขอให้ดูตัวอย่างจีน ว่าเขาทำอย่างไร จีนปิดโรงงาน แต่ไทยปิดโรงเรียน

ขอบคุณอาจารย์ที่มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มา ณ ที่นี้

Leave a comment