#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ยุบ ‘ทษช.’ ก่อน-หลังเลือกตั้ง ผลทางกฎหมาย-การเมือง

โดย… ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย
การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นำไปสู่มติเอกฉันท์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 7 ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นี้
ปมยุบ-ไม่ยุบ ทษช. จึงเป็นกระแสร้อนแรงต่อเนื่องข้ามสัปดาห์ นั่นเพราะข้อหาที่นำไปสู่การยุบพรรค หนักหน่วงทั้งในแง่กฎหมายและทางการเมือง โทษทัณฑ์ไม่เพียงทำให้ 14 กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้ว ยังต้องเว้นวรรคทางการเมือง 10 ปี ห้ามจัดตั้งหรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองหรือเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย แต่วิกฤติรอบนี้ ทำเอาระส่ำระสายกันทั้งพรรคไทยรักษาชาติ เลือกตั้งรอบนี้มีโอกาสตายทางการเมืองแบบยกเข่ง ถ้าเปรียบเทียบเป็นเกมกีฬา ก็ถือว่า ทีมนี้ใช้สารกระตุ้น ถูกจับแพ้ฟาวล์และสั่งให้ออกจากการแข่งขัน
พระราชโองการเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2562 มีความชัดเจนว่า การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ของ ทษช. เป็นกระทำการโดยไม่เหมาะสมและมิบังควร ขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นข้อห้ามตามระเบียบหาเสียงเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 (2) แม้จะมีเสียงคัดค้านว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ใช่การกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แค่ กกต.ไม่ประกาศรับรองรายชื่อก็เพียงพอแล้ว
“เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” นักร้องจากค่าย ทษช. ยกพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานมาแปลความหมายของคำว่า “ปฏิปักษ์” ว่าหมายความถึง ฝ่ายตรงข้าม ข้าศึก ศัตรู จึงไม่ควรตีความคำว่า “ปฏิปักษ์” ให้เกินเลยไป ขณะที่นักกฎหมายอื่นๆ สะท้อนว่า มุมมองทางกฎหมายไม่ได้จำกัดแค่ความหมายของคำ แต่มองไกลไปถึง “เจตนาสุดท้าย” ของการกระทำว่าต้องการก่อให้เกิดผลดี ผลร้ายภายใต้การปกครองอย่างไร
รวมถึงความพยายามตีความว่า “โบราณราชประเพณี ไม่ใช่กฎหมาย” ซึ่งก็จริง…แต่ในทางปฏิบัติ เราต้องทำตามโบราณราชประเพณี …ไม่ทำไม่ได้ ยกตัวอย่างกรณีนักโทษ ประหารทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ถ้าฎีกาไม่ตกลงมาภายใน 90 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสามารถนำตัวประหารได้เลยเพราะถือว่าพ้นกำหนดไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ประหาร นั่นเพราะโบราณราชประเพณีถือเป็นพระราชอำนาจ ต้องรอให้ฎีกาตกลงมาก่อนและดูผลฎีกาว่าเป็นอย่างไร
ผลทางคดีจะออกเป็นอย่างไร คงเป็นประเด็นที่สังคมเฝ้าติดตามแบบตาไม่กะพริบ ซึ่งไม่ได้จบแค่ยุบ-ไม่ยุบ แต่การยุบพรรคในแต่ละห้วงเวลา ให้ผลลัพธ์ในทางกฎหมายและผลในทางการเมืองที่แตกต่างกันด้วย
หนึ่ง หาก ทษช.ถูกตัดสินให้ต้องยุบพรรค ก่อนวันหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผลทางกฎหมายคือ ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ทษช.แพ้ฟาวล์ ถูกตัดสิทธิสมัคร หายไปทั้งพรรค นั่นเพราะพรรคถูกยุบในขณะที่ขั้นตอนการรับสมัครปิดลงไปแล้ว ครั้นผู้สมัครจะย้ายพรรคก็ทำไม่ทัน ติดกฎหมายที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ต้องเป็นสมาชิกพรรค 90 วัน เท่ากับว่าผู้สมัครของ ทษช.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ กลายเป็นศูนย์ หากยังไม่เริ่มจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก็ต้องตัดทิ้ง ไม่ให้มีผู้สมัครจากพรรคนี้ แต่ถ้ากระบวนการพิมพ์บัตรเริ่มต้นไปแล้ว ใครเผลอไปกาเลือกผู้สมัครจากพรรคนี้ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย ไม่ถูกนับคะแนน
สอง ถ้าการยุบพรรคเกิดขึ้นในช่วงหลังวันหย่อนบัตร แต่ก่อนที่ กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง โดยตั้งโจทย์สมมุติเอาว่า ผู้สมัครจากพรรคที่ถูกยุบเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แต่พรรคดันถูกยุบ กฎหมายไม่ได้ให้เลื่อนลำดับผู้ที่มีคะแนนมาเป็นที่ 2 ขึ้นมาเป็น ส.ส. ดังนั้นไม่ว่าผู้สมัครจากพรรคที่ถูกยุบจะชนะการเลือกตั้งกี่เขต กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตนั้นๆ ส่วนผู้สมัครแบบปาร์ตี้ลิสต์คะแนนก็จะหายไป ต้องคำนวณคะแนนกันใหม่
สาม แต่ถ้าการยุบพรรคเกิดขึ้นหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ผู้สมัครของพรรคที่ถูกยุบได้รับชัยชนะ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ผลที่ได้คือ พวกเขาได้เป็น ส.ส.ไปแล้ว ทั้งส.ส.เขตและส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แม้พรรคจะถูกยุบก็สามารถไปหาพรรคการเมืองอื่นเพื่อสังกัดใหม่ได้ เพราะความเป็น ส.ส.ได้รับการประกาศรับรองไปแล้ว ถือว่าสิทธิการเป็น ส.ส.ผูกติดตัวไปแล้ว
แต่ทว่า บรรดาคอการเมือง ประเมินสถานการณ์ว่า มติยุบ-ไม่ยุบ ทษช.จะจบเร็ว คำตัดสินจะออกมาโดยไม่ชักช้าแน่นอน
สำหรับกรรมการบริหารพรรค 14 ราย ไม่ว่าพรรคจะถูกยุบในห้วงเวลาใด ก็ต้องได้รับโทษหนัก ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคท้าย ระบุให้ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ โดยกฎหมายไม่ได้เขียนระบุเวลา เท่ากับว่าพวกเขาจะถูกตัดสิทธิไปนานอย่างไม่มีกำหนดระยะเวลาเท่าที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากต่อมาในภายหลัง สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าโทษใน พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับนี้ กำหนดไว้หนักเกินไป อาจเสนอให้แก้ไขก็ได้
ขณะที่มาตรา 94 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนห้ามไม่ให้กรรมการบริหารพรรคที่ถูกลงโทษยุบหรือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือถูกตัดสิทธิการมีส่วนร่วมเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ ภายในกำหนด 10 ปี หรือตัดสิทธิการเป็นสมาชิกพรรค 10 ปี แต่ไม่ตัดสิทธิเลือกตั้ง กรรมการบริหารพรรคจะเหลือแค่สิทธิเลือกตั้ง คือ ไปหย่อนบัตรลงคะแนนเท่านั้น
“ใบดำ” ของคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบ จึงอาจไม่มีผลชั่วชีวิต ยังมีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญ กรรมการบริหารของ ทษช. ยังมีอายุน้อย หากท้ายที่สุดถูกยุบพรรค พวกเขาก็ยังมีโอกาสกลับมาใหม่ ตัวอย่างนักการเมืองรุ่นพ่อ รุ่นลุง รุ่นอา โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ก็ยังกลับมากันให้พรึ่บ
ผลทางกฎหมายก็ว่ากันไป แต่ใน “ทางการเมือง” เริ่มขยับกันตั้งแต่ยังไม่รู้ผลคดี ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการชูประเด็นยุบพรรคเท่ากับโกงเลือกตั้ง เอารัดเอาเปรียบทางการเมือง โดย “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ออกตัวเดินชูป้ายต้านโกงเลือกตั้งที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ และขอโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้ง หรือหวังเอาพลังมวลชนเข้าสู้
ด้านทนาย นปช.ก็ใช้สิทธิในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จี้ กกต.ให้ยุบพรรคพลังประชารัฐ ตามมาตรา 92 (2) จากเหตุเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯ โดยระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์มีที่มาจากการยึดอำนาจ จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน สมควรถูกยุบพรรคแบบด่วนจี๋ ในมาตรฐานเดียวกันที่ทำกับ ทษช. หาก กกต.ชักช้าประวิงเวลา จะถูกล่าชื่อ 20,000 รายชื่อมายื่นถอดถอน กกต.
สำหรับกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบก่อนเลือกตั้ง อาจส่งผลทางการเมืองอย่างมากเนื่องจากในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีการแข่งขันกัน 2 ขั้ว เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล คือ ขั้วของกลุ่มอำนาจปัจจุบัน คือ พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรคพลังประชารัฐ กับขั้วของ “ทักษิณ ชินวัตร” กลุ่มอำนาจเก่า ที่มีพรรคเพื่อไทย พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคเพื่อชาติ เป็นกำลังสำคัญ
ดังนั้นหากพรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบก่อนเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติหมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปด้วย จำนวนที่นั่ง ส.ส. ที่จะได้จากพรรคไทยรักษาชาติ ก็ต้องหายไปจำนวนหนึ่ง ทำให้โอกาสที่ขั้วของ “ทักษิณ” จะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ยากขึ้น นั่นหมายความว่า โอกาสที่ขั้วของ พล.อ.ประยุทธ์ จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ และ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยก็จะมีสูงมากขึ้นตามไปด้วย
แต่ก็มีการมองต่างมุมว่า แม้พรรคไทยรักษาชาติจะถูกยุบก่อนเลือกตั้ง ซึ่งทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติ หมดสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปด้วย แต่ก็ไม่มีผลต่อคะแนนเสียงของขั้ว “ทักษิณ” แต่อย่างใด เนื่องจากคะแนนเสียงของคนที่เลือกข้างจะลงให้แก่ “ขั้วทักษิณ” นั้น ก็ยังจะอยู่กับขั้วเดิม โดยเปลี่ยนไปลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคเพื่อชาติแทน และกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ อาจทำให้ “ขั้วทักษิณ” ได้คะแนนสงสารเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ส่วนกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติถูกยุบหลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว ไม่มีผลทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคไทยรักษาชาติที่ถูกยุบ ได้เป็น ส.ส.แล้วสามารถหาพรรคการเมืองสังกัดได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทยหรือพรรคเพื่อชาติ
ประเมินได้ว่า จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง และยาวๆ ไป เมืองไทยยังติดกับดักความขัดแย้ง ความปรองดองไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่คงอยู่คือการไม่ยอมรับในกฎกติกา อ้างถึงกรรมการไม่แฟร์ ไม่ได้รับการยอมรับในความเป็นกลาง ซึ่งประเด็นที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการดีไซน์ให้ประเทศติด “กับดัก” ในเกมแย่งชิงอำนาจ ต่างฝ่ายต่างต้องการชนะเลือกตั้งเพื่อรักษาอำนาจ