เมื่อ..ภาคประชาชนต้องการดูแลตนเอง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/363000?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อ..ภาคประชาชนต้องการดูแลตนเอง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 – 11:40 น.
ประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 172 ครั้ง

โดย…  พรทิพย์ ทองดี

ในวันที่หมอกควันมืดครึ้ม ภาคประชาชนยังมีความหวังว่าจะได้เห็นการบริหารอันโปร่งใสหลังการเลือกตั้ง โดยทางสภาองค์กรชุมชน ได้ร่วมกับ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (พีเน็ต) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) จัดให้มี “เวทีสาธารณะการเสนอและแลกเปลี่ยนนโยบายขบวนสภาองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมกับพรรคการเมือง” ขึ้นที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วมประมาณ 200 คน พร้อมด้วยผู้แทนพรรคการเมือง ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวนโยบาย และแนวโน้มความเป็นไปได้ ในการนำข้อเสนอที่ยื่นไปจัดทำเป็นนโยบายของแต่ละพรรค รวมทั้งสิ้นจำนวน 16 พรรค ได้แก่ พรรคชาติประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคกลาง พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาภิวัฒน์ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย พรรคคนธรรมดาแห่งประเทศไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคทางเลือกใหม่ พรรคไทยรุ่งเรือง พรรคเพื่อไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคเกียน พรรคพลเมืองไทย และพรรคสามัญชน

การจัดเวทีสาธารณะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้ขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมได้นำเสนอนโยบายและทิศทางสำคัญต่อการพัฒนาที่นำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นกับทางพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองได้รับฟังปัญหาของภาคประชาชน และเสนอแนวทางการดำเนินการจัดทำเป็นนโยบายในการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน และระยะยาว

รวมทั้งเป็นเวทีในการพูดคุยรับฟังแลกเปลี่ยนถึงวิธีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม อันเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองในระดับชาติ

ทั้งนี้ได้มีการเสนอ “นโยบายและทิศทางสำคัญของขบวนองค์กรชุมชนและภาคประชาสังคม” ต่อพรรคการเมืองผ่านทางตัวแทน ได้แก่ กมลปฐมพร กัณหา รองประธานที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน วิภาศศิ ช้างทอง ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน บรรจง นะแส ประธานระดับชาติคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) และปรีดา คงแป้น เลขานุการมูลนิธิชุมชนไท ซึ่งมีข้อเสนอที่ร่วมกับภาคประชาสังคมยื่นต่อพรรคการเมืองในประเด็นสำคัญหลายเรื่องด้วยกัน

โดยเฉพาะเรื่องของการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การกระจายอำนาจแบบเป็นวาทกรรมเท่านั้น ที่สำคัญคือ ชุมชนท้องถิ่นนั้นถือว่าเป็นฐานของประเทศ หากชุมชนไม่แข็งแรง ประเทศก็ไม่อาจแข็งแรงได้ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปอย่างสมดุลกัน

“ที่ผ่านมาปัญหาของชุมชนและชาวบ้านนั้น จะถูกมองข้ามไปอยู่เสมอ เพราะปัญหานั้นเล็กเกินกว่าที่รัฐบาลจะมาสนใจ และปัญหานั้นก็ใหญ่เกินกว่าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะจัดการได้ ดังนั้น ประชาชนจึงได้เรียกร้องถึงเรื่องการกระจายอำนาจที่สอดรับกับปัญหาของภาคประชาชน” ปรีดา คงแป้น เลขานุการมูลนิธิชุมชนไท ระบุ

“ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน พร้อมทั้งต้องมีการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนได้รู้ถึงสิทธิ รู้หน้าที่ของตนเองเสียก่อน เพราะหากประชาชนไม่รู้ เมื่อถึงเวลาต้องไปใช้สิทธิ สิทธินั้นอาจถูกใช้ไปอย่างไม่ถูกต้องได้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยภาครัฐจะต้องทำการประชาสัมพันธ์มาตราทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกอย่างให้เกิดความชัดเจน และเพื่อทำให้ประชาชนได้ตื่นรู้ถึงเรื่องนี้” กมลปฐมพร กัณหา รองประธานที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน กล่าวเสริม

ขณะที่ “วิภาศศิ ช้างทอง” ผู้ทรงคุณวุฒิที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน ระบุว่า “ต้องทำให้เกิดการกระจายอำนาจสู่เทศบาล อบจ. อบต. อย่างแท้จริง เพราะการกระจายอำนาจในปัจจุบัน คือการย้ายอำนาจของผู้มีอำนาจ เนื่องจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยนักการเมืองที่เมื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็เข้าไปย้ายคนไปที่นั่นที่นี่ ซึ่งไม่ใช่การกระจายอำนาจแต่เป็นการย้ายอำนาจ โดยเห็นได้จากงบประมาณต่างๆ ที่ลงไปถึงทาง อบต. โดยที่ อบต.ไม่ได้สิทธิคิดเอง เพราะมีอำนาจมืดเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการจัดการดูแล ไม่อยากเห็นนักการเมืองเข้าไปครอบงำภาครัฐอย่างที่ผ่านมา”

ทั้งนี้ จะต้องจัดการเอาการบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกไปเสีย โดยให้เหลือเพียงการบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น เนื่องจากสภาพปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและแบ่งอำนาจเพียงเล็กน้อยไปสู่ส่วนภูมิภาค ทำให้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และมองว่าการคิดแบบรวมศูนย์อำนาจนั้นทำให้เกิดปัญหา เพราะแต่ละพื้นที่มีปัญหาและวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน วิธีแก้ไขปัญหาจึงต่างกันไป จะคิดแก้ปัญหาของคนกลุ่มใดในสังคมหนึ่ง โดยใช้วิธีเดียวกันทั้งประเทศไม่ได้

ทางด้าน บรรจง นะแส ประธานระดับชาติคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ได้ยกตัวอย่างถึงประเด็นนี้ว่า “อย่างกฎหมายการห้ามนั่งท้ายกระบะ ในกรุงเทพฯ นั้นอันตรายจริง แต่ในต่างจังหวัดบางหมู่บ้านนั้นมีรถแค่ 4 คัน จะไปงานบุญก็ต้องติดรถกันไป แล้วจะไม่ให้นั่งท้ายกระบะได้อย่างไรเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งการคิดการจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจนั้น ไม่อาจพาประเทศไปข้างหน้าได้ หากจะมีการแก้ไขการกระจายอำนาจ อยากให้มีการตัดภูมิภาคออกไปให้เหลือแค่ส่วนกลางกับท้องถิ่นพอ”

นอกจากนี้ในเวทีสาธารณะฯ ยังมีการพูดถึงประเด็นสำคัญอื่นๆ
– เรื่องสิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้วยสาเหตุแห่งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ โดยยังไม่สามารถแก้ไขวิกฤติน้ำได้ ทั้งที่ได้งบประมาณมาก แต่กลับพบว่าปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วม ภัยแล้ง น้ำเน่าเสีย ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซาก เพราะการจัดการน้ำของภาครัฐที่ยังคงเป็นแบบรวมศูนย์โดยองค์กรของรัฐ ที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาแบบเฉพาะหน้า เฉพาะเรื่อง เฉพาะพื้นที่ และประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่เผชิญอยู่

ซึ่งได้มีการนำเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การปฏิรูประบบจัดการน้ำ โดยการทำแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับบริบททางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น ระบบนิเวศที่เหมาะสม และเน้นความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ลุ่มน้ำของประเทศ การจัดทำนโยบายการส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชน เพื่อการส่งเสริมในการวางแผนการจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่แท้จริงและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน รวมถึงการกระจายอำนาจ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชน

– เรื่องการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม ที่ประชุมได้เสนอให้มีการปฏิรูปการทวงคืนผืนป่า ซึ่งควรกำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วน และมีมาตรการตรวจสอบข้อมูลการครอบครองที่ดินโดยชุมชน และผ่านฉันทามติของชุมชนก่อน และให้มีการชะลอการจับกุมหรือดำเนินคดี ให้มีการตั้งธนาคารที่ดิน ดูแลคนที่ถือครองที่ดินไว้ในมือ ถ้าวันไหนเกษตรกรต้องขาย จะได้มีธนาคารไว้รับฝากที่ดิน เป็นที่พึ่งของคนฐานราก

อีกทั้งต้องมีการบรรจุเรื่องการปฏิรูปที่ดินไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยบรรจุไว้ใน พ.ร.บ.ปฏิรูป และการขับเคลื่อนกฎหมายสำคัญ อย่าง พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน และทรัพยากร พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน และ พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ให้เกิดขึ้นจริง รวมถึงอยากให้มีการจำกัดการถือครองที่ดิน การแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านที่อยู่ในเขตพิพาทกับที่ดินของรัฐ และการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนที่มีมากถึง 25 เท่า

– เรื่องความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่อยากให้มีการรับรองสิทธิและส่งเสริมบทบาทเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่นในการอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ส่งเสริมตลาดสีเขียวของชุมชน และมาตรการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้มีกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่เกษตรกรและผู้บริโภคมีส่วนร่วมกำกับเพื่อป้องกันการผูกขาดการผลิตและการตลาด ทั้งต้องมีการคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกร โดยจะทำให้มีที่ดินเพียงพอในการทำการเกษตร เช่น การปลูกพืชอาหารได้อย่างยั่งยืน รวมถึงเรื่องการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการทำประมงชายฝั่ง เช่น แก้ไขคำนิยามของประมงชายฝั่ง ยกเลิกมาตรา 35 ที่จำกัดสิทธิ์เขตประมงชายฝั่ง การจับปลา ยกเลิกเครื่องมือการทำประมงที่ทำลายล้าง (เช่น อวนลาก เครื่องปั่นไฟจับปลากะตัก) อาชีพประมงพื้นบ้านต้องสงวนให้แก่คนไทยเท่านั้น และรัฐบาลจะต้องหยุดการทำประมงที่ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อน พร้อมเสนอให้ออกแนวนโยบายห้ามส่งออกผลผลิตปลาป่นที่ใช้ปลาเป็ดจากทะเลไทย ออกนอกประเทศด้วย เพื่ออาหารทะเลที่สมบูรณ์ และหยุดการจับสัตว์น้ำวัยอ่อนโดยเร่งด่วน

– เรื่องการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคมและสุขภาวะ อันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ที่จะทำให้ความเหลื่อมล้ำสูงต่ำในสังคมลดลง ทั้งนัยความสัมพันธ์ทางอำนาจและเศรษฐกิจ โดยนำเอารูปแบบและวิธีการที่มีการดูแลประชาชนควบคู่กับมาตรการทางภาษี พร้อมนำงบประมาณมาจัดสรรและกระจายประโยชน์ไปยังประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยเข้าถึงสวัสดิการได้ทั่วกันอย่างถ้วนหน้า

ทั้งหมดคือ ข้อเสนอของภาคประชาชนที่ยื่นต่อพรรคการเมือง และคาดหวังว่าพวกเขาจะได้รับการตอบสนองหลังเลือกตั้ง

Leave a comment