#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
อ่านยุทธศาสตร์ ปชป.พรรคอันดับ 2 ชิงตั้งรัฐบาล

คอลัมน์… ล่าความจริง.. พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร
ยังคงเป็นประเด็นที่วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับ “จุดยืนไม่หนุนบิ๊กตู่” ของ “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว แต่เป็นมติพรรคประชาธิปัตย์กันเลยทีเดียว
งานนี้หลายเสียงวิเคราะห์ว่า กระทบกับคะแนนนิยมของพรรค โดยเฉพาะกลุ่มแฟนประชาธิปัตย์ที่ไม่เอาพรรคเครือข่ายทักษิณ อาจเปลี่ยนใจหันไปเทคะแนนให้พรรคพลังประชารัฐแทน
นอกจากนั้นยังถูกมองอย่างไม่ไว้ใจว่า อภิสิทธิ์อาจพาพรรคไปจับมือกับเพื่อไทยเพื่อตั้งรัฐบาลร่วมกัน ตามที่มีข่าวมาตลอดช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้ว่าอาจมีสูตร 2 พรรคใหญ่จับมือไม่เอาทหาร ด้วยข้ออ้างสร้างปรองดองทางการเมือง ทำให้ “เดอะมาร์ค” ต้องให้สัมภาษณ์ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่าถึงอย่างไรก็ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน และยืนยันว่าการประกาศจุดยืนครั้งนี้ ถึงจะกระทบกับคะแนนเสียงบ้างก็ต้องยอม
แม้คำประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ จะทำให้โดนวิจารณ์ในเชิงลบค่อนข้างมาก แต่จากการสอบถามผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะที่ไม่ใช่ฐานเสียงสำคัญของพรรค เช่น ในภาคอีสาน อย่าง จ.ชัยภูมิ ได้รับคำยืนยันจากผู้สมัครว่า หลังหัวหน้าพรรคประกาศจุดยืนไม่หนุน “บิ๊กตู่” ไม่เอาการสืบทอดอำนาจ ปรากฏว่าคะแนนนิยมของพรรคในพื้นที่ดีขึ้น
สอดคล้องกับ “โพลล์ลับ” ของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยพรรคหนึ่ง ที่เพิ่งทำเสร็จสดๆ ร้อนๆ หลังพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ และพรรคประชาธิปัตย์ประกาศไม่เอา “ลุงตู่” ปรากฏว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ตามโพลล์ลับของพรรคนี้ขยับสูงขึ้น
โดยคะแนนตามโพลล์ลับ เป็นโพลล์เฉพาะ ส.ส.ระบบแบ่งเขต 350 เขต พรรคที่ได้คะแนนสูงสุดยังคงเป็นเพื่อไทย คาดว่าจะได้ ส.ส. 125-160 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ 85 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 70 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 45 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 12 ที่นั่ง (เป็น ส.ส.เขตที่จะได้หลังยุบพรรคไทยรักษาชาติ จากเดิมที่โพลล์หลายสำนักระบุตรงกันว่า อนาคตใหม่น่าจะไม่ได้ ส.ส.เขตเลย)
แนวโน้มนี้ยังสอดคล้องกับเหตุผลที่แกนนำพรรคแย้มว่า การประกาศชัดๆ ว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ เพราะต้องรักษาฐานคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในภาคใต้เอาไว้ เนื่องจากคนใต้จำนวนไม่น้อยสิ้นหวังกับรัฐบาล คสช. เพราะทำให้ราคายางและราคาปาล์มตกต่ำ รวมทั้งมาตรการปลดธงแดง “ไอยูยู” ก็ทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้ประกอบการประมงและชาวประมงใน 28 จังหวัดชายทะเล ฉะนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์ยังแทงกั๊ก ก็จะสูญเสียคะแนนในส่วนนี้ไป ขณะที่ ส.ส.แบบแบ่งเขตในภาคใต้ก็มีแนวโน้มจะได้ลดลงราวๆ 10 ที่นั่งอยู่แล้ว (จาก 48-50 เขต เหลือราวๆ 38 เขต) เพราะมีคู่แข่งมากขึ้น
ข้อมูลที่เป็นเหตุผลยืนยันในเรื่องนี้ก็คือ โพลล์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือ “ม.อ.โพลล์” มหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคใต้ที่เพิ่งเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้ออกมา ปรากฏว่า ในกลุ่มประชาชนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกพรรคไหน มีแนวโน้มเลือกพรรคอนาคตใหม่มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 8.10 รองลงมาคือ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 7.30 และพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 5.80 ขณะที่พรรคพลังประชารัฐถูกทิ้งห่าง
ส่วนบุคคลที่คนใต้อยากให้เป็นนายกรัฐมนตรีมากที่สุดในกลุ่มที่ตัดสินใจแล้ว ก็คือ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ร้อยละ 16.10 รองลงมาถึงจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 12 และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 10.30
คะแนนนิยมที่สะท้อนออกมาแบบนี้เองที่เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้อง “ประกาศจุดยืน” ครั้งสำคัญ ซึ่งโดยปกติพรรคการเมืองไทย ไม่ค่อยทำกันแบบนี้
แต่ยุทธศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์ลึกล้ำกว่านั้น เพราะหากไล่ดูคะแนนจากผลโพลล์ทุกโพลล์ จะเห็นได้ว่าพรรคจะได้ ส.ส.เขตราวๆ 80-90 ที่นั่ง เมื่อรวมกับปาร์ตี้ลิสต์ จะได้ราวๆ 100-120 ที่นั่ง จำนวนเสียงขนาดนี้ ถือว่าเป็น “ตัวแปรสำคัญที่สุด” ในการตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพมั่นคง
หากลองดู “โพลล์ลับ” ของพรรคฝั่งประชาธิปไตย สมมุติว่าพรรคเพื่อไทยได้ 150 ที่นั่ง (อาจได้แค่นี้ เพราะปาร์ตี้ลิสต์มีแนวโน้มไม่ได้เลย) หากจะตั้งรัฐบาลให้มีเสถียรภาพ ต้องหาเสียง ส.ส.อีกราวๆ 150 เสียง เพื่อรวมให้ได้ 300 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร แต่ลองไล่ดูคะแนนพรรคอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐ จะพบว่ารวมกันทุกพรรคที่เหลือแล้ว รวมอย่างไรก็ยังไม่ถึง 150 เสียง นี่ยังไม่นับการโหวตนายกฯ ในรอบแรกที่ต้องใช้เสียงถึง 376 เสียงอีกด้วย
ในทางกลับกันอีกด้านหนึ่ง ถ้าพรรคพลังประชารัฐซึ่งคาดว่าจะได้ ส.ส. 2 ระบบรวมกันราวๆ 100 ที่นั่ง ต้องการตั้งรัฐบาล ก็ต้องหาเสียงสนับสนุนอีกราวๆ 150-200 เสียง โดยไม่สามารถจับมือกับฝั่งเพื่อไทยและพรรคเครือข่ายได้ ฉะนั้นก็จะเหลือประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวเท่านั้น (ไม่นับภูมิใจไทย ชาติพัฒนา ชาติไทยพัฒนา ที่พร้อมร่วมทุกขั้วอยู่แล้ว)
นี่คือความสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะกลายเป็น “ตัวแปรที่แท้จริง” หลังการเลือกตั้ง โดยยุทธศาสตร์ของพรรค คือพรรคที่ได้คะแนนลำดับ 2 แต่หากใครจะตั้งรัฐบาล จะขาดประชาธิปัตย์ไม่ได้เลย ฉะนั้นประชาธิปัตย์ก็จะมีอำนาจต่อรองสูงสุด โดยเฉพาะในฝั่งพลังประชารัฐ เพราะไม่มีทางที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทยได้อยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพลังประชารัฐจำเป็นต้องตั้งรัฐบาลเพื่อสกัดพรรคเพื่อไทย ก็ต้องจับมือกับพรรคเล็กอื่นทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเท่านั้น นี่จึงเป็นโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อรองให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ แทน “บิ๊กตู่” ได้
ถ้าไม่ยอม การเมืองก็มีโอกาสติดล็อก ไม่มีฝ่ายใดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้เลยทั้งสองฝั่ง
และนี่คือแผนลึกของประชาธิปัตย์ กับยุทธศาสตร์พรรคอันดับ 2 ที่ไม่ใช่แค่ร่วมรัฐบาล แต่จะเป็นนายกฯ ไปพร้อมกันเลย