กดดัน กกต. ..ขบวนการ “ล้มเลือกตั้ง”?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/367878?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กดดัน กกต. ..ขบวนการ “ล้มเลือกตั้ง”?

4 เมษายน 2562 – 10:30 น.
กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 661 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย… ร่มเย็น 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกโจมตีอย่างหนักในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่านับคะแนนล่าช้าบ้าง หยุดแสดงตัวเลขผลคะแนนแบบกะทันหัน และมีการ “ตั้งธง” จับพิรุธ กกต. ต่างๆ นานา เพราะเชื่อว่า กกต.ไม่เป็นกลางในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือกช่วยฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ และถึงขนาดล่าชื่อถอดถอน กกต. กันเป็นการใหญ่
แต่ถ้าหากฝ่ายที่ไม่ศรัทธาต่อ กกต. เปิดใจกว้าง ตั้งสติ และรับฟังกกต.ชี้แจงบ้าง ก็จะเห็นว่า กกต.ก็มีเหตุผลอธิบายเหมือนกัน

ข้อแรก  กรณีตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่กกต.แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่ามีจำนวน 51,205,624 คน กับตัวเลขที่ กกต.แถลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ว่ามีจำนวน 51,239,638 คน มีการเพิ่มขึ้นถึง 34,014 คน  และคนสงสัยว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกตินั้น
กกต.ชี้แจงว่า ตัวเลขที่่แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคมนั้น เป็นข้อมูลยังไม่ถึง 100% แต่ตัวเลขที่แถลงเมื่อวันที่ 28 มีนาคม เป็นข้อมูลจากเอกสารการรายงานผลอย่างเป็นทางการ 100% ตามที่ 350 เขตเลือกตั้งส่งเข้ามา
ข้อสอง กรณีบัตรลงคะแนนเพิ่มขึ้น 4 ล้านกว่าใบ แค่ผ่านไป 4 วัน  โดยหลังปิดหีบลงคะแนนเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เวลา 21.30 น. กกต.แถลงผลการลงคะแนนว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์ 65.96% รวมจำนวน 33,775,230 คน   ต่อมา 28 มีนาคม 14.50 น. กกต.แถลงอีกครั้งผู้มาใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นเป็น 74.69% จำนวนเพิ่มเป็น 38,268,375 คน

ซึ่งถ้าเอาผลของวันที่ 28 มีนาคม กับวันที่ 24 มีนาคม มาลบกันคือ 8,268,375-,775,230=4,493,145   เท่ากับว่า 4 วันมีบัตรเพิ่มขึ้น 4,493,145 ใบ

เรื่องนี้ กกต.ชี้แจงว่าข้อมูลที่แถลงเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 65.96% (33,775,230 คน) เป็นข้อมูลจากระบบรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ 90% ของหน่วยเลือกตั้งหรือ 83,088 หน่วย จากทั้งหมด 92,320 หน่วย ซึ่งยังคงเหลืออีก 9,232 หน่วยท่ี่ยังไม่ได้รายงานข้อมูลเข้ามา อีกทั้งยังไม่รวมคะแนนที่มาจากการเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง นอกเขตเลือกตั้ง และนอกราชอาณาจักรอีกกว่า 2 ล้านใบ ส่วนข้อมูลในการแถลงข่าววันที่ 28 มีนาคม ที่ระบุว่ามีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 74.69% หรือ 38,268,375 คน เป็นข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับรายงานเป็นเอกสารจากทุกหน่วยเลือกตั้งครบ 100% แล้ว

กกต.บอกว่า “การเพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เพราะไม่มีใครสามารถทำให้บัตรเพิ่มขึ้น 4 ล้านใบได้ เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดมีการตรวจสอบตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง มีการประกาศผลที่หน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรที่ใช้ บัตรที่เหลือ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้บันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครไปเพิ่มผลคะแนนหรือตัวเลขได้”

ข้อสาม กรณีมีข้อสงสัยว่าทำไมผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 38,268,375 คน กับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 38,268,366 ใบ ซึ่งต่างกันอยู่ 9 ใบ
ประเด็นนี้กกต.ยอมรับว่าจำนวนบัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จำนวน 9 ใบจริง และกกต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คาดว่าการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ์ลงในเอกสารอาจคลาดเคลื่อน หรืออาจมีการนับคลาดเคลื่อน และการที่ต่างกันแค่ 9 ใบ ไม่กระทบต่อคะแนนของผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด
ข้อสี่  จำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้มากกว่าจำนวนรวมของบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน โดยต่างกันอยู่ 2 ใบ
กกต.ชี้แจงว่าอาจมีการนับบัตรที่ใช้ไปจากต้นขั้วบัตรคลาดเคลื่อน ซึ่ง กกต.จะตรวจสอบว่าเกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งใด และเมื่อทราบแล้ว กกต.จะพิจารณาดำเนินการต่อไป

          อย่างไรก็ตามเมื่อตอนนี้กระแสแรงและมีความสงสัยต่อ กกต.ต่างๆ นานา กกต.จึงต้องตอบข้อสงสัยให้มากกว่านี้ โดยจะต้องชี้แจงอย่างเป็นระบบ รวบรวมคำถามทั้งหลายเพื่อตอบให้เกิดความกระจ่างแถลงไขในทุกข้อที่สังคมคาใจ รวมทั้งเรื่องการคำนวณจำนวนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามบานปลาย 

คราวนี้เรามาดูโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมากันบ้าง
“นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25–26 มีนาคม 2562 จากผู้ที่ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,182 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 2562 ที่ผ่านมา

ในด้านความคิดเห็นต่อความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนร้อยละ 7.02 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมากที่สุด ร้อยละ 18.95 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมมาก ร้อยละ 38.16 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมปานกลาง
ส่วนที่เห็นว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีร้อยละ 14.81 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมน้อย ร้อยละ 18.44 ระบุว่า มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมน้อยที่สุด
โดยสรุปก็คือประชาชนส่วนมากยังเห็นว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม

อย่างไรก็ตามการออกมาตรวจสอบการทำงานของกกต. หากทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาแอบแฝง หรือมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี มิใช่ลงคะแนนเลือกตั้งไปแล้วก็จบกัน ประชาชนไม่มีส่วนร่วมอีก
แต่มีแหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง ออกมาระบุว่า กรณีที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ไม่พอใจหลังการเลือกตั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะเห็นว่ามีการก่อตั้งกลุ่มอยากเลือกตั้ง ออกมาประท้วงก่อหวอดรีบเร่งให้รัฐบาลและคสช. จัดการเลือกตั้งโดยเร็ว

“แต่ต่อมาเมื่อมีการจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เกิดการผิดพลาด ผลการเลือกตั้งออกมาฝ่ายของตนเองได้จำนวนส.ส.น้อยกว่าที่คาดหวังจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึงวางแผนให้ลิ่วล้อหน้าเดิมของตนเองออกมาก่อหวอดประท้วง ปลุกปั่นประชาชนให้ออกมาร่วมกันลงชื่อถอดถอนกกต. โดยอ้างสารพัดเหตุผลใส่ร้ายว่ากกต.ไม่เป็นกลางร่วมกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามตัวเองโกงการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อหวังให้กกต.ชุดปัจจุบันสิ้นสภาพ ไม่สามารถอยู่ทำหน้าที่รับรองส.ส.ให้ได้ครบจำนวน 95% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด จนไม่สามารถเปิดประชุมสภาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ อันมีผลทำให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาต้องตกเป็นโมฆะ จากนั้นก็จะโยนความผิดให้รัฐบาลและคสช. เพื่อปลุกคนออกมาประท้วงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายเหมือนที่กลุ่มตัวเองพูดมาโดยตลอดว่าจะเกิดเหตุคล้ายกรณีตุลาคม 2516 หรือตุลาคม 2519 และพฤษภาคม 2553 หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ฝ่ายตนเองก็สามารถชี้นำประชาชน บีบบังคับรัฐบาลให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดการเลือกตั้งใหม่จนฝ่ายตนเองได้รับชัยชนะและเป็นรัฐบาลสมความตั้งใจ”
อย่าเพิ่งเชื่อ.. รอเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าจะมีการเดินทีละ “สเต็ป” ไปตามนี้หรือไม่

Leave a comment